เรื่องเล่าจากพระไตรปิฏก

ประชาสัมพันธ์ข่าวสาร กิจกรรมต่างๆ และติดต่อสอบถาม

ผู้ดูแลฟอรั่ม: Admin

เรื่องเล่าจากพระไตรปิฏก

โพสต์โดย Admin » ศ. มิ.ย. 01, 2012 11:54 am

เชื่อหรือไม่พระพุทธเจ้าก็ทำ็นาเหมือนกัน

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับ อยู่ ณ พราหมณคามชื่อว่าเอกนาลา ในทักขิณาคีรีชนบท แคว้นมคธ ก็ในสมัยนั้น กสิภารทวาชพราหมณ์เทียมไถมีจำนวน ๕๐๐ ในกาล (ฤดู) หว่านข้าว.
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปยังที่ทำการงานของกสิภารทวาชพราหมณ์ในเวลาเช้า.
สมัยนั้นแล กสิภารทวาชพราหมณ์กำลังเลี้ยงอาหาร (มื้อเช้า).
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปยังที่เลี้ยงอาหารของเขา ครั้นแล้วประทับยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
กสิภารทวาชพราหมณ์ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับยืนบิณฑบาตอยู่ ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระสมณะ ข้าพเจ้าไถและหว่าน ครั้นไถและหว่านแล้ว ย่อมบริโภค ข้าแต่พระสมณะ แม้พระองค์ก็จงไถและหว่าน ครั้นไถและหว่านแล้ว จงบริโภคเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนพราหมณ์ แม้เราก็ไถและหว่านครั้นไถและหว่านแล้วก็บริโภค. กสิภารทวาชพราหมณ์กราบทูลว่า ก็ข้าพเจ้าไม่เห็นแอก ไถ ผาลประตักหรือโคทั้งหลายของท่านพระโคดมเลย เมื่อเช่นนี้ท่านพระโคดมยังกล่าวอย่างนี้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ แม้เราก็ไถและหว่าน ครั้นไถและหว่านแล้วก็บริโภค.
ครั้งนั้นแล กสิภารทวาชพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระ-ภาคเจ้าด้วยคาถาว่า
พระองค์ปฏิญาณว่าเป็นชาวนา แต่ข้าพเจ้าไม่เห็นการไถของพระองค์
พระองค์ผู้เป็นชาวนา ข้าพเจ้าถามแล้วขอจงตรัสบอก ไฉน ข้าพเจ้าจะรู้
การทำนาของพระองค์นั้นได้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ศรัทธาเป็นพืช ความเพียรเป็นฝนปัญญาของเราเป็นแอกและไถ
หิริเป็นงอนไถ ใจเป็นเชือก สติของเราเป็นผาลและประตัก เรามีกาย
คุ้มครองแล้ว มีวาจาคุ้มครองแล้ว เป็นผู้สำรวมแล้วในการบริโภค
อาหาร เราทำการดายหญ้าคือวาจาสับปรับ ด้วยคำสัตย์ โสรัจจะของเรา
เป็นเครื่องให้แล้วเสร็จงาน ความเพียรของเราเป็นเครื่องนำธุระไปให้
สมหวัง นำไปถึงความเกษมจากโยคะ ไปไม่ถอยหลัง ยังที่ซึ่งบุคคล
ไปแล้วไม่เศร้าโศก. เราทำนาอย่างนี้ นาที่เราทำนั้นย่อมมีผลเป็นอมตะ
บุคคลทำนาอย่างนี้แล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้.
กสิภารทวาชพราหมณ์กราบทูลว่า ท่านพระโคดมผู้เป็นชาวนา ขอจงบริโภคอมฤตผลที่ท่านพระโคดมไถนั้นเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
เราไม่พึงบริโภคโภชนะ ซึ่งได้เพราะความขับกล่อม ดูก่อนพราหมณ์ นี่เป็นธรรมของบุคคลผู้เห็นอรรถและธรรมอยู่ ท่านผู้รู้ทั้งหลาย ย่อมรังเกียจโภชนะที่ได้เพราะการขับกล่อม ดูก่อน พราหมณ์ เมื่อธรรมมีอยู่ ความเป็นไปอาชีวะ นี้ก็ยังมีอยู่ แต่ท่านจงบำรุงซึ่งพระขีณาสพทั้งสิ้น ผู้แสวงหาคุณใหญ่ มีความคะนองระงับแล้ว ด้วยข้าวน้ำอันอื่น ด้วยว่าการบำรุงนั้นเป็นนาบุญของผู้มุ่งบุญ.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเช่นนี้แล้ว กสิภารทวาชพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดม ภาษิตขอพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ดุจหงายภาชนะที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง ส่องประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักมองเห็นได้ ข้าแต่พระโคดม ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้ากับพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะจนตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ หน้าที่ ๒๔๓
แนบไฟล์
bhuddha01.jpg
bhuddha01.jpg (7.13 ) เปิดดู 15357 ครั้ง
ธรรมะ คือธรรมดา
ไอคอนประจำตัวสมาชิก
Admin
หน้าผู้ดูแลระบบ
 
โพสต์: 189
ลงทะเบียนเมื่อ: ส. ก.ค. 11, 2009 6:32 pm
ที่อยู่: กทม.

Re: เรื่องเล่าจากพระไตรปิฏก

โพสต์โดย Admin » ศ. มิ.ย. 01, 2012 11:56 am

พระติสสะตายแล้วไปเกิดเป็นเล็นที่จีวร
กุลบุตรชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่ง บวชแล้วปรากฏชื่อว่า " พระติสสเถระ."
ต่อมาท่านได้ไปจำพรรษาอยู่ในชนบท ได้ผ้าเนื้อหยาบประมาณ ๘ ศอก
ทำปวารณาแล้ว เอาผ้านั้นไปฝากพี่สาวไว้. พี่สาวนั้นได้ตัดผ้านั้นทำให้เป็นชิ้นเล็กๆ
โขลก สาง ดีด กรอ ปั่นให้เป็นด้ายละเอียดทอให้เป็นผ้าใหม่.

ฝ่ายพระเถระ ก็จัดแจงด้ายและเข็ม. นิมนต์ภิกษุหนุ่มและสามเณรมาช่วยทำจีวร
แล้ว ไปเอาผ้าจากพี่สาว. พี่สาวนั้น นำผ้าประมาณ ๙ ศอกออกมาให้. พระเถระ
รับผ้ามาดูแล้ว เห็นว่าไม่ใช่ผ้าของตน จึงสอบถามได้ความแล้วก็นำไปวิหาร
เริ่มทำจีวร. พี่สาวของท่านจัดแจงภัตตาหารไปถวายแก่พระภิกษุสามเณรผู้ทำจีวร
ของพระติสสะนั้น.

ในวันที่จีวรเสร็จพี่สาวได้ทำสักการะมากมาย. พระเถระแลดูจีวรแล้ว
เกิดความเยื่อใยในจีวรนั้นคิดจักห่มจีวรนั้นในวันพรุ่งนี้ จึงพับพาดไว้ที่ราว.
ในคืนนั้น พระเถระได้มรณภาพลง เพราะอาหารไม่ย่อยและได้เกิดเป็นเล็น
ที่จีวรนั้นนั่นเอง.

ฝ่ายพี่สาว รู้การมรณภาพของท่านแล้วก็เสียใจ. พวกภิกษุ เผาศพของท่านแล้ว
นำเอาจีวรนั้นออกมา. ตัวเล็นนั้นวิ่งร้องไปข้างโน้นและข้างนี้ เพราะหวงจีวร.
พระพุทธเจ้าประทับนั่งในพระคันธกุฎี ทรงสดับเสียงนั้นด้วยโสตธาตุเพียงดังทิพย์
จึงสั่งพระอานนท์ว่าอย่าให้พวกภิกษุ แบ่งจีวรของพระติสสะ ให้เก็บไว้ ๗ วันก่อน."

แม้เล็นนั้น ตายลงในวันที่ ๗ ไปเกิดเป็นเทวดาในวิมานชั้นดุสิต. ในวันที่ ๘
พระพุทธเจ้ารับสั่งให้พระภิกษุแบ่งจีวรของพระติสสะนั้น. พวกภิกษุพากันสงสัย
จึงทูลถามพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระติสสะเกิดเป็นเล็นที่จีวรของตน
เมื่อพระภิกษุจะแบ่งจีวรนั้น วิ่งร้องไปข้างโน้นและข้างนี้ว่าภิกษุพวกนี้แย่งจีวร
เกิดความขัดเคืองใจแล้วพึงเกิดในนรก แล้วตรัสต่อไปว่า

"สนิมตั้งขึ้นแต่เหล็ก ครั้นตั้งขึ้นแต่เหล็กแล้ว ย่อมกัดเหล็กนั่นเอง ฉันใด;
กรรมทั้งหลายของตน ย่อมนำบุคคลผู้มักประพฤติล่วงปัญญา ไปสู่ทุคติ ฉันนั้น."




พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ หน้า ๑๖
แนบไฟล์
จีวร๑.png
จีวร๑.png (15.95 ) เปิดดู 15356 ครั้ง
ธรรมะ คือธรรมดา
ไอคอนประจำตัวสมาชิก
Admin
หน้าผู้ดูแลระบบ
 
โพสต์: 189
ลงทะเบียนเมื่อ: ส. ก.ค. 11, 2009 6:32 pm
ที่อยู่: กทม.

Re: เรื่องเล่าจากพระไตรปิฏก

โพสต์โดย Admin » ศ. มิ.ย. 01, 2012 11:58 am

ชูชกเป็นบุคคลที่สมควรบูชาหรือไม่

เมื่อพระเวสสันดรทรงบริจาคช้างปัจจัยนาค ให้แก่พราหมณ์ เมืองกาลิงครัฐไปแล้ว. ชาวเมืองสีพีก็โกรธ ให้เนรเทศพระเวสสันดรไปอยู่ที่เขาวงกต. พราหมณ์ชูชก เดินทางไปของสองกุมาร คือกัณหาและชาลีมาเป็นทาสรับใช้.

ตอนหลังพระเจ้าสญชัยได้ไถ่ตัวหลานทั้งสองมาและนำกองทัพมารับพระเวสสันดร
และพระนางมัทรีกลับสู่พระนครสีพีตามเดิม. ส่วนชูชกนั้นได้สมบัติมาก กินจนไม่ยั้ง
อาหารไม่ย่อย จึงเสียชีวิตลง. สุดท้าย สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสว่า
“พราหมณ์ชูชกในกาลนั้น ก็คือภิกษุเทวทัตในกาลนี้นั่นเอง.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ หน้าที่ ๘๑๔
แนบไฟล์
b_02422_002.jpg
b_02422_002.jpg (39.71 ) เปิดดู 15356 ครั้ง
ธรรมะ คือธรรมดา
ไอคอนประจำตัวสมาชิก
Admin
หน้าผู้ดูแลระบบ
 
โพสต์: 189
ลงทะเบียนเมื่อ: ส. ก.ค. 11, 2009 6:32 pm
ที่อยู่: กทม.

Re: เรื่องเล่าจากพระไตรปิฏก

โพสต์โดย Admin » ศ. มิ.ย. 01, 2012 12:02 pm

ในโลกนี้คนโง่หรือว่าคนฉลาดมีมากกว่ากัน

อุปติสสะปริพาชกหรือพระสารีบุตรนั่นเอง ได้พบกับพระอัสสชิเถระ
ท่านมีกิริยาน่าเลื่อมใส จึงสอบถามได้ฟังธรรมว่า "ธรรมเหล่าใด
มีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคตเจ้าตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น
และเหตุแห่งความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติ
ตรัสอย่างนี้." ได้บรรลุเป็นโสดาบันแล้วก็ไปบอกแก่โกลิตะหรือ
พระโมคคัลลานะนั่นเอง ทำให้ท่านบรรลุเป็นโสดาบันด้วย.

ทั้งสองจึงพากันไปชวนสัญชัยปริพาชกผู้เป็นอาจารย์.
สัญชัยห่วงลาภสักการะจึงไม่ไป แต่ได้ถามว่า "ในโลกนี้คนโง่
หรือคนฉลาดมากกว่ากัน" พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะตอบว่า
"คนโง่มีมากกว่า " สัญชัยปริพาชกจึงกล่าว "ถ้าอย่างนั้น คนฉลาด ๆ
จักไปสู่สำนักของพระสมณโคดม ส่วนคนโง่ ๆ จักมาสู่สำนักของเรา"
ดังนี้แล้วก็ไม่ไป.

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ หน้าที่ ๑๒๘
แนบไฟล์
bhuddha01.jpg
bhuddha01.jpg (7.13 ) เปิดดู 15356 ครั้ง
ธรรมะ คือธรรมดา
ไอคอนประจำตัวสมาชิก
Admin
หน้าผู้ดูแลระบบ
 
โพสต์: 189
ลงทะเบียนเมื่อ: ส. ก.ค. 11, 2009 6:32 pm
ที่อยู่: กทม.

Re: เรื่องเล่าจากพระไตรปิฏก

โพสต์โดย Admin » ศ. มิ.ย. 01, 2012 12:04 pm

เชื่อหรือไม่พระพุทธเจ้าเคยสร้างพระพุทธรูปมาก่อน

พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะแสดงธรรมแก่ทวยเทพเทวดา ได้ทรงกระทำทวยเทพเหล่านั้นทั้งหมดให้เป็น ๒ ส่วนโดยเป็นภัพพะ(ควร) และอภัพพะ(ไม่ควร). สัตว์ทั้งหลายที่กล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า สัตว์ทั้งหลายผู้ประกอบด้วเครื่องกั้นคือกรรม ชื่อว่าอภัพพะ. พระพุทธเจ้าทั้งหลายมิได้ทรงเหลียวแลสัตว์เหล่านั้น แม้อยู่ในที่เดียวกัน. ส่วนสัตว์ตรงกันข้าม ชื่อว่า ภัพพะ. พระพุทธเจ้าทั้งหลายเสด็จไปสงเคราะห์สัตว์เหล่านั้นแม้อยู่ไกล. ในที่ประชุมเทวดานั้น เทวดาเหล่าใดเป็นอภัพพะ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงละเทวดาเหล่านั้น ทรงสำรวจเทวดาพวกที่เป็นภัพพะ ครั้นทรงสำรวจแล้วได้ทรงทำให้เป็น ๖ ส่วนตามจริต คือพวกที่เป็นราคจริตประมาณเท่านี้ พวกที่เป็นโทสจริตเป็นต้นประมาณเท่านี้. ต่อแต่นั้น พระองค์ทรงใคร่ครวญถึงพระธรรมเทศนาเป็นที่สบายของเทวดาเหล่านั้น จึงทรงกำหนดเทศนาไว้ว่า เราจักแสดงสัมมาปริพพาชนียสูตรแก่เทวดาจำพวกราคจริต จักแสดงกลหวิวาทสูตรแก่เทวดาจำพวกโทสจริต จักแสดงมหาวิยูหสูตรแก่เทวดาจำพวกโมหจริต
จักแสดงจูฬวิยูหสูตรแก่เทวดาจำพวกวิตกจริต จักแสดงตุวฏกสูตรแก่เทวดาจำพวกศรัทธาจริต จักแสดงปุราเภทสูตรแก่เทวดาจำพวกพุทธิจริต แล้วทรงคำนึงถึงบริษัทนั้นต่อไปว่า บริษัทจะพึงรู้โดยอัตตัชฌาสัย(อัธยาศัยของตน)โดยปรัชฌาสัย (อัธยาศัยของผู้อื่น)โดยอัตถุปัตติกะ(เรื่องราวที่เกิดขึ้น) หรือโดยปุจฉาวสะ (อำนาจของคำถาม) หนอ.

ครั้นพระองค์ทรงทราบว่า บริษัทจะพึงรู้ได้ด้วยอำนาจคำถาม จึงทรงดำริว่าจะมีใครบ้างไหมหนอที่สามารถจะกำหนดอัธยาศัยของเทวดาทั้งหลาย แล้วถามปัญหาตามจริตบรรดาภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูปเหล่านั้นแม้แต่รูปเดียวก็ไม่สามารถ. แล้วจึงทรงหวนระลึกถึงพระอสีติมหาสาวก และพระอัครสาวกทั้งสอง ทรงเห็นว่า แม้ท่านเหล่านั้นก็ไม่สามารถ จึงทรงดำริต่อไปว่า หากเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเล่าจะสามารถหรือไม่หนอ ทรงทราบว่า แม้พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ไม่สามารถ จึงหวนระลึกถึงท้าวสักกะและท้าวสุยามะเป็นต้น องค์ใดองค์หนึ่งจะพึงสามารถบ้าง หากท้าวสักกะและท้าวสุยามะองค์ใดองค์หนึ่งสามารถก็จะให้ถาม พระองค์จะแก้ด้วยพระองค์เอง. แต่ท่านเหล่านั้นก็ไม่มีใครสามารถ.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า พระพุทธเจ้าเช่นเราเท่านั้นพึงสามารถ แต่ยังมีพระพุทธเจ้าองค์อื่นในที่ไหนอีกบ้างไหม. พระองค์จึงแผ่พระญาณอันหาที่สุดมิได้ไปในโลกธาตุอันไม่มีที่สุด ตรวจดูโลก มิได้ทรงเห็นพระพุทธเจ้าองค์อื่นเลยจึงทรงดำริว่า หากเราถามแล้วตอบด้วยตนเอง เทวดาเหล่านั้นก็ไม่สามารถจะรู้แจ้งแทงตลอดได้ ก็เมื่อพระพุทธเจ้าองค์อื่นถาม และเมื่อเราตอบจักน่าอัศจรรย์กว่า และเทวดาทั้งหลายก็จักสามารถรู้แจ้งแทงตลอดได้ เพราะฉะนั้น เราจักเนรมิตพระพุทธนิมิต แล้วทรงเข้าฌานมีอภิญญาเป็นบาท ทรงกระทำบริกรรมด้วยกามาวจรจิตว่า การถือบาตรและจีวร การดู การเหลียว การคู้ การเหยียดจงเหมือนเราเถิด. แล้วทรงอธิษฐานด้วยรูปาวจรจิตว่า ขอพระพุทธนิมิต จงมา ดุจแหวกมณฑลพระจันทร์ ซึ่งโผล่ขึ้นจากการล้อมของภูเขายุคนธรด้านทิศปราจีนเถิด.
หมู่เทพเห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า โน่นท่านทั้งหลายพระจันทร์โผล่ขึ้นอีกดวงแล้ว. พอใกล้เข้ามา หมู่เทพละพระจันทร์กล่าวว่าไม่ใช่พระจันทร์ พระอาทิตย์ขึ้น พอใกล้เข้ามาอีก ไม่ใช่พระอาทิตย์ เป็นเทพวิมานองค์หนึ่ง พอใกล้เข้ามา ไม่ใช่เทพวิมาน เป็นเทพบุตรองค์หนึ่ง พอใกล้เข้ามาอีก ไม่ใช่เทพบุตร เป็นมหาพรหมองค์หนึ่ง พอใกล้เข้ามาอีก ไม่ใช่มหาพรหม เป็นพระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งเสด็จมา ดังนี้. บรรดาทวยเทพเหล่านั้น เทพที่เป็นปุถุชนคิดกันว่า การประชุมเทวดานี้จักมีพระพุทธเจ้าองค์เดียวหรือมีถึงสององค์. พวกเทพที่เป็นอริยะคิดกันว่าโลกธาตุหนึ่งมิได้มีพระพุทธเจ้าถึงสองพระองค์ พระผู้มีพระภาคเจ้าคงจะทรงเนรมิตพระพุทธเจ้าพระองค์อื่นให้คล้ายพระองค์เป็นแน่

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ - หน้าที่ ๖๓
แนบไฟล์
puda.jpg
puda.jpg (94 ) เปิดดู 15356 ครั้ง
ธรรมะ คือธรรมดา
ไอคอนประจำตัวสมาชิก
Admin
หน้าผู้ดูแลระบบ
 
โพสต์: 189
ลงทะเบียนเมื่อ: ส. ก.ค. 11, 2009 6:32 pm
ที่อยู่: กทม.


ย้อนกลับไปยัง ข่าวประชาสัมพันธ์

ผู้ที่กำลังออนไลน์

ผู้ที่กำลังดูฟอรั่มนี้เป็นสมาชิก: ไม่มีสมาชิกใหม่ ท่าน และ 1 บุคคลทั่วไป

cron