เมนูสำหรับผู้ช่วยดูแลบอร์ด ]

ปฏิรูป ประเทศไทย

สนทนาธรรม,บทความ และนิทาน

ปฏิรูป ประเทศไทย

โพสต์โดย เทวดา » ศ. มิ.ย. 11, 2010 12:56 pm

กระทู้นี้ จำเป็นต้องนำมาเผยแพร่ เพื่อให้ประชาชนได้รู้ ได้เข้าใจว่า การปฏิรูป คืออะไร ปฏิรูปอย่างไร ปฏิรูปอะไร จึงต้อง
"ขออนุญาต เวบมาสเตอร์ และทีมงาน นำมาโพสเพื่อเผยแพร่" ถึงอย่างไรก็ตาม ก็ขึ้นอยู่กับ การพิจารณาของท่านทั้งหลาย หากเห็นว่าไม่สมควร ไม่เหมาะสม จะทำประการใด ก็ตามแต่ความคิดเห็นของท่านทั้งหลายเถิดขอรับ



ปฏิรูปประเทศไทย
ประเทศไทย เป็นประเทศที่สงบร่มเย็น ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ประชาชนมีอาชีพเกษตรกรรม เป็นส่วนใหญ่ จะเรียกว่า เป็นประเทศอู่ข้าวอู่น้ำของประชากรโลกประเทศหนึ่งก็ว่าได้
ประเทศไทย จำเป็นต้องมีการปฏิรูป คือจำเป็นต้องมีการปรับปรุงให้เหมาะสม หรือปรับปรุงตามสมควร หรือไม่ ? เป็นคำถามที่ข้าพเจ้าจะไม่ตอบ แต่ให้ท่านทั้งหลายได้คิดพิจารณาเมื่อได้อ่านบทความต่อนี้ไปจบแล้ว
ความจริงแล้ว คำว่า “ ปฏิรูป ” ตามพจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ได้ให้ความหมายไว้ว่า “ว. สมควร, เหมาะสม, เช่น ปฏิรูปเทส คือ ถิ่นที่สมควร หรือ ถิ่นที่เหมาะสม; เทียม, ไม่แท้, เช่น มิตรปฏิรูป. ก. ปรับปรุงให้สมควร เช่น ปฏิรูปบ้านเมือง. (ป.).
หากจะเขียนหรืออธิบายในรายละเอียด เกี่ยวกับการปฏิรูป ก็คงต้องเขียนอธิบายกันยาวในตอนนี้ ข้าพเจ้าก็เลยสรุปแบบไม่ยาวนักว่า
-การปรองดอง ก็เป็นการ ปฏิรูปประเทศ อย่างหนึ่ง
-การปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็เป็นการ ปฏิรูปประเทศ อย่างหนึ่ง
- การปฏิรูปสื่อสารมวลชน ก็เป็นการปฏิรูปอย่างหนึ่ง
-การทำให้เป็นรัฐสวัสดิการ ในบางเรื่องบางอย่างก็เป็นการปฏิรูปอย่างหนึ่ง
-การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็เป็นการปฏิรูปอย่างหนึ่ง
- การแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางสังคม คือแก้ไขให้มีความเหลื่อมล้ำน้อยที่สุด ก็เป็น การปฏิรูปอย่างหนึ่ง
ที่เขียนไปอาจถูกต้องไม่ทั้งหมด(เพราะจำไม่ได้) หากจะกล่าวโดยรวมก็หมายความว่า “แนวทางปรองดอง”ที่พรรคการเมืองหรือฯพณฯนายกรัฐมนตรีฯ เสนอมา ล้วนเป็น การปฏิรูปประเทศอยู่แล้ว แต่จะทำหรือปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมในรายละเอียดได้มากน้อยแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
การปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน ยกเว้นพวกไม่มีศีลธรรมทางศาสนา(หรือพวกสัตว์เดรัจฉานบางชนิด)เท่านั้น ที่ไม่รู้จักคุณค่าของ พระมหากษัตริย์
เมื่อกล่าวถึง การทำให้เป็นรัฐสวัสดิการ คงทำไม่ได้ครบทุกอย่าง เนื่องเพราะการเป็นรัฐสวัสดิการอย่างเต็มรูปแบบ มันก็เหมือนกับว่า ประชาชน เป็น ลูก รัฐบาล เป็น บิดามารดา ลูกๆไม่ต้องทำงานหาเงิน แบมือขอเงิน และใช้เงินของบิดามารดาฝ่ายเดียว บิดามารดาจะหาเงินมาให้ลูกๆใช้จ่ายอย่างพอเพียงคงเป็นไปไม่ได้ ก็เห็นๆรู้ๆกันอยู่ อย่าคิดทำผิดธรรมชาติ ประเทศชาติจะล่มจม อย่างนโยบายเรียนฟรี ความจริงแล้ว น่าจะให้ฟรีเฉพาะค่าเล่าเรียน และส่วนควบอื่นๆของการเรียน ไม่ควรให้ฟรีเสื้อผ้า ,หนังสือ,และปากกาดินสอ เพราะทำให้ระบบการค้าขายวุ่นวาย ฯ อีกทั้งยังเป็นการประหยัดงบประมาณ โดยที่ไม่ต้องไปออกกฎหมายภาษีที่ไม่เป็นธรรม และสร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนภายหลัง อย่างนี้เป็นต้น
การแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางสังคมนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้แต่ในประเทศสังคมนิยม ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำของคนในสังคมให้เห็นอย่างเด่นชัด ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ (ในที่นี้หมายเอาเฉพาะมนุษย์)เป็นธรรมชาติของการสังคมเป็นอยู่ร่วมกัน
หากจะแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางสังคม ก็ควรแก้ไข ความคิดของพวกพรรคการเมืองหรือนักการเมืองทั้งหลายก่อนเป็นอันดับแรก คือแก้ไข ความโลภ,ความหลง ในอำนาจ ในตำแหน่งหน้าที่ ในทรัพย์สินเงินทอง อย่าให้มีการคอร์รัปชั่น คือ การฉ้อราษฎร์ คดโกง ทุจริต สร้างนั่นสร้างนี้ที่ไม่สมควรสร้าง เพียงเพื่อหวังเงินอุดหนุน หรือเงินสมนาคุณ หรือผลประโยชน์อื่นๆ ฯลฯ
คำโบราณมีกล่าวไว้ว่า “ไม้แก่ดัดยาก ไม้อ่อนดัดง่าย” หากข้าพเจ้าจะสอน หรือเสนอแนะว่า ควรให้พวกนักการเมือง หรือพรรคการเมือง มีการฟังเทศนา ทุกเดือน โดยพร้อมเพรียงกัน หรือมีการศึกษาธรรมทางศาสนา โดยทุกคน ก็คงเป็นไปได้ยาก ได้แต่เพียงเสนอว่า ควรให้พัฒนาศาสนา คือพัฒนาตั้งแต่เยาวชน ไปจนถึงประชาชนทั่วไป ให้เข้าถึงศาสนา ซึ่งข้าพเจ้าเอง ก็ได้เขียนแบบเรียนสำหรับเยาวชน และประชาชน ไปได้ หนึ่งตอนแล้ว
การแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางสังคมข้อต่อไป ก็คือ ความสมดุล ของรายรับ และรายจ่าย รายบุคคลของประชาชน ข้อนี้สำคัญ เพราะถ้ารายรับมีน้อย หรือมีไม่พอเพียงกับรายจ่าย ความเหลื่อมล้ำในสังคมย่อมเห็นได้ชัด รายรับของแต่ละบุคคล ควรมีการพัฒนาให้สอดคล้องเหมาะสม กับ รายจ่าย ซึ่งสามารถทำได้ไม่ง่ายนัก เหตุเพราะมันเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน หากค่าแรงสูง ราคาสินค้าก็จะสูงตาม และถ้าหาก ค่าแรงสูงเพียงด้านเดียว ผู้ประกอบการมีกำไรน้อย หรือไม่มีกำไรเลย ก็จะมีปัญหาการว่างงานเกิดขึ้น ซึ่งก็จะเป็นภาระต่อกองทุนฯ และเป็นภาระต่อรัฐบาล การขึ้นค่าจ้างแรงงานในประเทศเพื่อมิให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม ก็ควรขึ้นค่าแรง เท่ากันทั่วประเทศ เช่นถ้าขึ้นค่าแรง วันละ ๕ บาท ก็ต้องขึ้น ๕ บาทเท่ากันทุกที่ทุกจังหวัด เพราะปัจจุบัน ค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำไม่เท่ากันอยู่แล้ว ถ้าขึ้นเท่ากันทุกแห่ง ก็ยังห่างกันเท่าเดิม แต่ในแง่ความคิดแล้ว จะเสมอภาคกัน ไม่มีความเหลื่อมล้ำว่า จังหวัดนั้นขึ้น วันละ ๒ บาท จังหวัดนั้น ขึ้น ๓ บาท อย่างนี้เป็นต้น ข้าพเจ้าเข้าใจดีว่า อาจจะทำได้ยาก เพราะค่าแรงขั้นต่ำนั้นมักไปอ้างอิงเอาค่าครองชีพในแต่ละจังหวัด บางจังหวัด มีค่าครองชีพที่ต่ำ จึงมีค่าแรงต่ำ เพราะรายได้มีน้อย ค่าแรงขั้นต่ำจึงได้น้อย แต่ถ้าเป็นไปได้ ก็ต้องขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเท่ากันทุกจังหวัด แต่จะต้องขึ้นค่าแรง หลังจาก ราคาสินค้าปรับราคาอย่างเหมาะสม หรือขึ้นค่าแรงไปพร้อมกัน อันนี้ไม่อธิบายต่อ เพราะผู้ประกอบการ และนักการเมือง คงเข้าใจกันดีอยู่แล้วว่าเพราะเหตุใด ที่สำคัญ เมื่อขึ้นค่าแรงแล้ว ห้ามมิให้ปรับราคาสินค้าสูงขึ้นเป็นอันขาด ยกเว้น ราคาสินค้าที่นำเข้าหรือผูกพันกับการนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น น้ำมัน ฯลฯ อีกประการหนึ่ง สินค้าสาธารณูปโภค ก็ควรมีราคาที่เหมาะสม ไม่ใช่หวังแต่ผลกำไร เพื่อแบ่งเงินปันผล เพราะมีการถือครองหุ้นจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ อันนี้ก็สำคัญ เพราะสินค้าสาธารณูปโภค มีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวันของประชาชนเป็นอย่างมาก ถ้าสินค้าสาธารณูปโภคมีราคาต่ำ ก็ย่อมเป็นการลดรายจ่าย อีกทั้งยังเป็นการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนบางกลุ่มที่มีอภิสิทธิ์กับประชาชนลงไปได้อีกด้วย
ความเหลื่อมล้ำในสังคมนั้น ย่อมเป็นความเหลื่อมล้ำ หรือ ความไม่เสมอกัน ห่างกันมากเกินไป ในทุกด้าน ที่สำคัญที่เขาเรียกกันว่า ความเหลื่อมล้ำในสังคม ก็คือ รายได้, การศึกษา ฯลฯ อย่างนี้เป็นต้น
การแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยรวมแล้ว ก็ย่อมต้องแก้ไขปรับปรุงให้สมควรในทุกด้าน ที่มีกระทรวงทะบวงกรมอยู่ ไม่ว่าจะเป็น การศึกษา, การสาธารณสุข ,การเข้าถึงข่าวสาร ,การเกษตรกรรม, การค้าขาย ,ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน, การได้รับสินค้าสาธารณูปโภค, ความไม่โกง ไม่ทุจริตคอร์รัปชั่น ของข้าราชการ และนักการเมือง ฯ ซึ่งที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไปก็ล้วนต้องอาศัยความคิด ความรู้ ความจำ ความเข้าใจ ความมีศีลธรรมทางศาสนาของแต่ละบุคคล หากได้รับการขัดเกลา อบรม ศีลธรรมทางศาสนา และนำมาใช้ ความเหลื่อมล้ำในสังคม ย่อมค่อยๆหมดไป
หากจะกล่าวถึง การแก้ไข ความเหลื่อมล้ำในสังคม ตามหลักการเมืองการปกครองในระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข โดยหลักการแล้ว ก็คือ “การที่รัฐบาล ได้มีการแจกจ่าย จัดสรร ทรัพยากร สินค้า หรือผลิตผล ไปสู่ประชาชน อย่างเท่าเทียม และทั่วถึง” แค่นี้ ความเหลื่อมล้ำในสังคมก็จะลดลง ในที่นี้ไม่อธิบายในรายละเอียดเพิ่มเติม เพราะจะเป็นการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศของพวกนักการเมือง หรือพรรคการเมือง
สุดท้ายต้องทำความเข้าใจไว้อย่างหนึ่งว่า คำว่า เหลื่อมล้ำในสังคมนั้น ไม่ได้มีความหมายถึง การเป็นเจ้านาย ลูกต้อง ผู้บังคับบัญชา หรือผู้ใต้บังคับบัญชา ฯลฯ เพราะสิ่งที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไปนั้น เป็นระบบ ระเบียบ แบบแผน ในสังคม เช่น ในครอบครัว มี พ่อ, แม่ , ปู่ , ย่า ,ตา ,ยาย ฯ ลูก,หลาน อันเป็นธรรมชาติที่สืบทอดกันมา
บางคน ที่มีความคิดไปในทางสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ อาจจะโต้แย้งว่า พวกสังคมนิยมคอมมิวนิสต์เรียกกัน หรือถือกันว่า เป็น “สหาย” แต่ในทางที่เป็นจริงแล้ว มันเป็นเพียงแค่เปลือกนอก เป็นเพียงการเรียกกันบังหน้าหลอกตัวเองและผู้อื่น ในสังคมคอมมิวนิสต์ที่เป็นจริง ก็มีผู้นำ รองผู้นำ มียศถาบรรดาศักดิ์ และอื่นๆ ในที่นี้ไม่ขอกล่าวถึงรายละเอียดอื่นๆอีกมากมาย
โดยสรุปแล้ว การปฏิรูปประเทศ ก็คือ การปรับปรุงให้เกิดความเหมาะสม หรือการปรับปรุงให้สมควร ต่อประชากรของประเทศ ซึ่งก็ย่อมต้องมีการปฏิรูป หรือปรับปรุงในทุกด้าน ที่มีกระทรวงทบวงกรมอยู่ และที่ ฯพณฯ ท่าน นายกรัฐมนตรี ได้กำหนดแผนปรองดองออกมานั้น ก็คือ การปฏิรูป ประเทศอยู่แล้ว
จ่าสิบตรี เทวฤทธิ์ ทูลพันธ์
๑๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๓
เทวดา
 
โพสต์: 149
ลงทะเบียนเมื่อ: อา. ก.พ. 07, 2010 8:54 pm

ย้อนกลับไปยัง สนทนาธรรม,บทความ

ผู้ที่กำลังออนไลน์

ผู้ที่กำลังดูฟอรั่มนี้เป็นสมาชิก: ไม่มีสมาชิกใหม่ ท่าน และ 11 บุคคลทั่วไป

cron