เมนูสำหรับผู้ช่วยดูแลบอร์ด ]

การเสริมสร้างความปรองดอง(ความสามัคคี)ของคนไทย

สนทนาธรรม,บทความ และนิทาน

การเสริมสร้างความปรองดอง(ความสามัคคี)ของคนไทย

โพสต์โดย เทวดา » อา. ก.ค. 18, 2010 5:11 am

“แนวทางการเสริมสร้างความสามัคคีของคนไทย”
โดย เทวฤทธ์ ทูลพันธ์ (รป.บ)
“การเสริมสร้างความสามัคคี” มีความหมายตามพจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ แยกความหมายได้ดังนี้.-
เสริมสร้าง หมายถึง ก. เพิ่มพูนให้ดีขึ้นหรือมั่นคงยิ่งขึ้น
สามัคคี หมายถึง น. ความพร้อมเพรียงกัน, ความปรองดองกัน. ว. ที่พร้อมเพรียงกันทำ, ที่ร่วมมือร่วมใจกันทำ, เช่น กฐินสามัคคี ผ้าป่าสามัคคี. (ป.; ส. สามคฺรี).
ปรองดอง หมายถึง [ปฺรอง-] ก. ออมชอม, ประนีประนอม, ยอมกัน, ไม่แก่งแย่งกัน, ตกลงกันด้วยความไกล่เกลี่ย, ตกลงกันด้วยไมตรีจิต
ดังนั้น “การเสริมสร้างความสามัคคีของคนไทย” จึงหมายความถึง “การเพิ่มพูนให้ดีขึ้นหรือมั่นคงยิ่งขึ้นด้วยความพร้อมเพรียงกัน,หรือ การเพิ่มพูนให้ดีขึ้นหรือมั่นคงยิ่งขึ้นด้วยการออมชอม, ประนีประนอม, ยอมกัน, ไม่แก่งแย่งกัน, ตกลงกันด้วยความไกล่เกลี่ย, ตกลงกันด้วยความมีไมตรีจิต ของประชาชนคนไทย”
คนไทยส่วนใหญ่ ล้วนมีความรักใคร่และสามัคคีปรองดองกันอยู่แล้วในทุกถิ่น ด้วยความมีจารีตวัฒนธรรมประเพณีกับความมีศีลธรรม ในสายเลือดและในจิตใจ สืบทอดต่อต่อกันมา การขัดแย้งทางความคิดในกลุ่มคนย่อมเกิดมีได้บ้างเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าหากการขัดแย้งทางความคิดได้รับการไกล่เกลี่ย,ได้รับความรู้,ได้รับข่าวสารหรือได้รับการอธิบายจนเกิดความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง การขัดแย้งทางความคิดเหล่านั้นก็จะหมดไปได้ ไม่ก่อให้เกิดความแตกแยกสามัคคี ไม่ก่อให้เกิดความรุนแรงใดใด ทั้งทางวาจาและทางกาย เพราะคนไทย เป็นชนชาติที่รักสงบ,รักพวกพ้องและรักแผ่นดินถิ่นเกิด
ประเทศไทย มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขมา กว่า ๗๐ ปี ล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด มีการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้นหลายครั้ง สาเหตุเกิดจาก การที่บรรดานักการเมือง หรือกลุ่มบุคคลทางการเมือง ประพฤติปฏิบัติ, บริหารจัดการ ไปในทางที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน แต่ก็มีกลุ่มประชาชน, นักการเมือง, กลุ่มนักวิชาการบางกลุ่ม และกลุ่มผู้ใช้หรืออาศัย ระบอบการปกครองเป็นเครื่องมือ ในการแสวงหาและปกป้องผลประโยชน์ มักเรียกร้องให้คืนประชาธิปไตย กล่าวหาว่า การปฏิวัติรัฐประหารเป็นเผด็จการ โดยความรู้เท่าไม่ถึงกาล ด้วยความไม่รู้จริงไม่รู้แจ้ง ในระบอบการปกครองทั้งหลาย ความจริงแล้วระบอบการปกครองแบบไหนๆ ก็ดีเหมือนกันทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม การประพฤติปฏิบัติ, บริหารจัดการหรือการใช้ ว่าจะมีความเหมาะสม สามารถประพฤติปฏิบัติ, บริหารจัดการหรือใช้ ตามรูปแบบของระบอบการปกครองนั้นๆ ให้เกิดผลดีได้เพียงใด อีกทั้งยังมีปัจจัยอื่นๆหลายปัจจัย อันเป็นส่วนประกอบที่จะทำให้ประเทศนั้นๆ ควรใช้ระบอบการปกครองรูปแบบใด เพื่อให้เกิดประโยชน์ เกิดความสงบสุข เกิดความมั่นคงต่อประเทศชาติและประชาชน
สำหรับนักการเมืองและกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง ควรมีศีลธรรมจรรยา ยึดถือหลักศีลธรรมในศาสนา อยู่เป็นนิจ มีความรักประเทศชาติบ้านเมือง เห็นประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนสำคัญกว่าประโยชน์ส่วนตน การขัดแย้งทางความคิดของกลุ่มนักการเมืองและผู้ที่เกี่ยวข้องย่อมเกิดขึ้นได้น้อยมาก หรืออาจไม่เกิดขึ้นเลย นั่นย่อมเป็นสิ่งแสดงว่า จะไม่มีผู้ที่ไม่ประสงค์ดีต่อประเทศชาติและประชาชน ไปยุยงเสี้ยมสอนหรือให้อามิสสินจ้างกับประชาชนเพื่อให้เกิดความคิดที่ขัดแย้ง แตกแยกความสามัคคี ก่อการชุมนุม นำไปสู่การใช้ความรุนแรง ก่อการจลาจล เกิดความเดือดร้อนความเสียหายต่อประชาชนและประเทศชาติบ้านเมือง
ประชาชนส่วนใหญ่ เกิดความคิดขัดแย้งเกี่ยวกับ ความต้องการมีรายได้ที่พอเพียง, มีอาชีพมีงานทำ,การไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบหรือแย่งการประกอบอาชีพ, ความต้องการมีที่ทำกินของเกษตรกร, ปลดเปลื้องหนี้สิน, ความต้องการขายสินค้าทางการเกษตรกรรมให้ได้ราคาที่เป็นธรรม, การกินดีอยู่ดี, ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน, ความเสมอภาคหรือความเท่าเทียมกันในการศึกษา, การเข้าถึงหรือได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานและสวัสดิการต่างๆอย่างเท่าเทียม และอื่นๆ ถึงแม้ว่าอาจจะมีการแข่งขันกันบ้างในบางเรื่อง บางอย่าง อีกทั้งการได้รับการดูแลเอาใจใส่จากรัฐบาล,ผู้แทนราษฎร,และหน่วยงาน,ข้าราชการทุกแขนง อย่างเต็มกำลังความสามารถ ถ้าหากประชาชน ได้รับสิ่งที่ต้องการตามที่ได้กล่าวไปตามสมควร รวมไปถึง รัฐบาล,ผู้แทนราษฎร,และหน่วยงาน,ข้าราชการทุกแขนง มีความเอาใจใส่ ดูแลประชาชนในทุกด้าน ตามบทบาทหน้าที่ อย่างเต็มกำลังความสามารถ การขัดแย้งทางความคิดย่อมไม่เกิดขึ้น หรืออาจจะมีการขัดแย้งทางความคิดบ้างเล็กน้อยเป็นธรรมดา ไม่ถึงกับเป็นสาเหตุทำให้เกิดความแตกแยกสามัคคี นำไปสู่การชุมนุม และย่อมจะมีแต่ความสามัคคี ความรักใคร่ปรองดอง อย่างแน่นแฟ้นของคนในชาติ อีกประการหนึ่งเกี่ยวกับการกำหนด นโยบาย,แผนงาน,โครงการและการปฏิบัติ ของแต่ละกระทรวง,ทบวง,กรม ที่ไม่สอดคล้องไม่สัมพันธ์กัน ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการขัดแย้งทางความคิด เป็นสาเหตุทำให้ประชาชนบางส่วนหรือส่วนมากไม่ได้รับความเป็นธรรม ดังนั้น กระทรวง,ทบวง,กรม ต่างๆ “อาจจะต้อง” มีการประชุมปรึกษา ในการกำหนด นโยบาย,แผนงาน,โครงการฯและการปฏิบัติ ร่วมกัน,สอดคล้องสัมพันธ์กัน,เอื้ออำนวยซึ่งกันและกัน ตั้งแต่ระดับสูง ไปจนถึงระดับปฏิบัติงาน ย่อมสามารถลดการขัดแย้งทางความคิดของประชาชนลงได้ หรือไม่มีการขัดแย้งทางความคิดเกิดขึ้นเลย
ประชาชนควรได้รับความรู้ หรือมีความรู้ ความเข้าใจ ในระบอบการปกครอง รวมถึงระบบระเบียบวิธีการทำงานหรือกลวิธีของพรรคการเมือง และควรได้รับความรู้ มีความเข้าใจ เกี่ยวกับกลวิธีในการทุจริตคอร์รัปชั่น ประพฤติมิชอบ การรับเงินสมนาคุณ หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองและนักการเมืองทุกรูปแบบ รวมถึงความรู้ เกี่ยวกับกฎหมายที่สำคัญในชีวิตประจำวันและอื่นๆ เพื่อให้ประชาชนเกิดการเคารพในกฎหมาย ประพฤติปฏิบัติตามกฎเกณฑ์กติกาหรือตามกฎหมาย, ประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกสาขาอาชีพ ควรได้รับการพัฒนาทางด้านจิตใจให้มีคุณธรรมทางศาสนา ให้เกิดมีความรู้ มีความเข้าใจในหลักการหรือหลักคำสอนทางศาสนา อันจะเป็นบรรทัดฐานหรือเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติตามหน้าที่ แห่งความเป็นประชาชนชาวไทย เพื่อให้เกิดความมีระเบียบ มีวินัย ทั้งความคิด ทั้งจิตใจ ในทุกด้าน อันจักทำให้การขัดแย้งทางความคิดในทุกชุมชน,ทุกสังคม,ทุกหน่วยงาน,ทุกกลุ่มบุคคล ลดน้อยลงหรือไม่มีการขัดแย้งทางความคิดที่รุนแรงเกิดขึ้น นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า คนไทย ได้เสริมสร้างความสามัคคี คือ ได้เพิ่มพูนให้ดีขึ้นหรือมั่นคงยิ่งขึ้น ด้วยความพร้อมเพรียงกัน,ออมชอม,ประนีประนอม,ยอมกัน,ไม่แก่งแย่งกัน ฯ ตามจารีตวัฒนธรรมประเพณี,ตามหลักกฎหมาย, ตามหลักศีลธรรมในศาสนา ซึ่ง “การเสริมสร้างความสามัคคีของคนไทย” จะสำเร็จได้ ก็ด้วยคนไทยร่วมมือร่วมใจกัน ประพฤติปฏิบัติ เพื่อประเทศไทย และเพื่อคนไทย.
เทวดา
 
โพสต์: 149
ลงทะเบียนเมื่อ: อา. ก.พ. 07, 2010 8:54 pm

ย้อนกลับไปยัง สนทนาธรรม,บทความ

ผู้ที่กำลังออนไลน์

ผู้ที่กำลังดูฟอรั่มนี้เป็นสมาชิก: ไม่มีสมาชิกใหม่ ท่าน และ 2 บุคคลทั่วไป

cron