เมนูสำหรับผู้ช่วยดูแลบอร์ด ]

การไม่รู้ คือความเขลา ย่อมนำมาซึ่งความเสื่อม

สนทนาธรรม,บทความ และนิทาน

การไม่รู้ คือความเขลา ย่อมนำมาซึ่งความเสื่อม

โพสต์โดย เทวดา » จ. ส.ค. 27, 2012 8:51 pm

กระทู้นี้ ข้าพเจ้าจะขอยกเอาตัวอย่าง ของการรู้ไม่จริง คือ ไม่รู้ แต่กลับจะทำให้ศาสนาเสื่อม โดยความอยากดังหรืออยากอะไรก็แล้วแต่ ในที่นี้ข้าพเจ้าจะไม่ออกนามของผู้ที่เขียน เพราะเป็นการไม่สมควร เป็นเพียงยกตัวอย่างให้เห็น ส่วนคำแนะนำด้านล่างเป็นคำแนะนำของข้าพเจ้า เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่บิดเบือนไปจากหลักความจริง

เขียนโดยใครคนหนึ่ง
-การแยก กาย ออกจาก จิต คือ สมถะกรรมฐาน

-การแยก ใจ ออกจาก จิต คือ วิปัสสนากรรมฐาน

การแยก กาย ออกจาก จิต จะมีความสงบเป็นที่ตั้ง

ดิ่งอยู่ในความสงบไม่รับรู้สิ่งภายนอกแม้แต่ร่างกาย

เมื่อความสงบนั้นดิ่งจนเป็นนิสัยแล้วจะมองเห็นการเคลื่อนไหว

การเคลื่อนไหวนี้เป็นความรู้สึกที่เกิดจากการกระทบทางอายตนะ ๖

เมื่อเห็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นโดยที่ จิต มีการรับรู้นั้น คือ ใจ

ซึ่ง จิต จะคอยรับรู้การเคลื่อนไหวนั้น ซึ่งก็คือ ความรู้สึกนั่นเอง

การฝึกสมถะจะมีผลในขณะนี้ หากไม่สงบนิ่งจนเป็นนิสัย

จิต ก็จะปรุงแต่งอย่างที่เคยเป็นอย่างเป็นปกติ ไม่สามารถเพิกเฉยต่อความรู้สึก

จนเป็นเหตุให้ก่อเกิดอารมณ์ และ แสดงออกทางการกระทำด้วยร่างกาย

ซึ่งเกิดจากการปรุงแต่งด้วย ใจ ที่เป็นบ่อเกิดของการปรุงแต่ง จิต ย่อมรับรู้ และ จดจำ

ในการปรุงแต่งนั้นๆ จนเป็นนิสัย จนเป็นความเคยชิน ซึ่งทางธรรมได้กล่าวว่าเป็น อาสวะ

การแยก ใจ ออกจาก จิต นั้นจำเป็นที่จะต้องเฝ้ามองดูความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

โดยไม่ปรุงแต่ง ไม่เพิ่มเติม ยอมรับสภาพตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นบนโลก

จิต จึงจะปล่อยวาง ไม่อาลัยอาวรณ์ต่อการมีชีวิต ที่เป็นต้นเหตุของการเกิดในภพชาติต่อไป

ที่กล่าวมานี้ คือ ผลแห่งการปฎิบัติ ตามความเข้าใจส่วนตัวของผม จากการเห็นด้วยตนเอง

อาจจะไม่ถูกต้องตามใจของผู้ที่เข้ามาพบเห็น แต่ผมมองว่าเป็นลำดับขั้นตอนอย่างชัดเจน

สาธุครับ



ต่อไปนี้คือคำแนะนำของข้าพเจ้า
ตามธรรมชาติแล้ว กาย กับ จิต แยกออกจากกันไม่ได้นะขอรับ เพราะ กายก็คือจิต ,จิตก็คือกาย เพราะถ้าแยกจิตออกจากกาย ก็หมายถึง ตายสถานเดียวขอรับ
ในทางพุทธศาสนา จิตกับใจ คือ สิ่งสิ่งเดียวกัน ถ้าคุณเข้าใจแบบ หลักชีวะวิทยา ว่า จิต กับ ใจ คนละอย่างกัน ก็ยิ่งผิดเข้าไปอีก เพราะ ถ้าจิตเป็นเซลล์ ,ใจก็ต้องมีจิตหลายๆดวงรวมกันอยู่
ดังนั้น ในทางพุทธศาสนา จิตกับใจ ก็คือ ตัวเดียวกัน

การปรุงแต่ง ของ จิต ถ้าเป็นไปตามหลักความจริงแล้ว การปรุงแต่งเกิดจากสมองและใจ(จิต)ทำงานร่วมกัน(ความจริงแล้วอวัยวะทุกส่วนมีส่วนร่วมด้วยกันขอรับ) จึงจะสามารถปรุงแต่งในด้านต่างๆได้
ถ้าหากต้องการปล่อยวาง ซึ่งในทางที่เป็นความจริงแล้ว ก็คือ อุเบกขา อย่างหนึ่ง ความมีสมาธิ คือความมีจิตตั้งมั่น จิตสงบ อย่างหนึ่ง แลต้องมีความหนักแน่น ไม่ไหลตามสิ่งที่ได้สัมผัส จึงจะเรียกว่า การปล่อยวาง

เพราะสิ่งที่ได้สัมผัส หรือเกิดจากการปรุงแต่ง ไม่ได้เป้นสิ่งของ ที่จะมาถือเอาไว้ได้ แต่สิ่งต่างๆเหล่านั้น เป็นคลื่น เป็นลม ที่สามารถพัดเข้าออกร่างกายได้ ดังนั้นจึงต้อง อาศัย สมาธิ และ อุเบกขา เป็นเครื่องมือ ในการปล่อยวาง นั่นก็คือ ไม่คิด ถ้าคิด ก็วางเฉยในอารมณ์ที่เกิด อย่างนี้เป็นต้น
จะรู้อะไร ต้องรู้ด้วยเหตุด้วยผล รู้ให้เป็นไปตามหลักความจริง ถ้ารุ้ผิด หลงผิด ก็จะรู้ผิดหลงผิดตามๆกันไป

ไม่เชื่อ ก็ไม่เป็นไร ขอรับ ไม่ว่ากัน แต่อย่าก่อกวน ขอรับ
จ่าสิบตรี เทวฤทธิ์ ทูลพันธ์ (ผู้ให้คำแนะนำ)
เทวดา
 
โพสต์: 149
ลงทะเบียนเมื่อ: อา. ก.พ. 07, 2010 8:54 pm

ย้อนกลับไปยัง สนทนาธรรม,บทความ

ผู้ที่กำลังออนไลน์

ผู้ที่กำลังดูฟอรั่มนี้เป็นสมาชิก: ไม่มีสมาชิกใหม่ ท่าน และ 2 บุคคลทั่วไป

cron