เมนูสำหรับผู้ช่วยดูแลบอร์ด ]

สมมุติ กับ ปรมัตถ์

สนทนาธรรม,บทความ และนิทาน

สมมุติ กับ ปรมัตถ์

โพสต์โดย เทวดา » พ. ส.ค. 21, 2013 9:27 pm

ท่านทั้งหลายที่ใฝ่ศรัทธาในทางพุทธศาสนา บ้างก็คงแก่เรียน โดยเอาตำราเป็นที่ตั้ง บางครั้ง ก็มองข้ามหลักความจริง ซึ่งในทางพุทธศาสนา เรียกว่า "สัจจะ" อีกทั้งในทางพุทธศาสนา มักจะมีผู้นำเอาคำว่า
"สมมุติ สัจจะ" และ "ปรมัตถ์ สัจจะ" มาแบ่งแยกว่า สิ่งนั้น ภาษานั้น ภาษานี้ เป็น "สมมุติ" หรือ สิ่งนั้น ภาษานั้น ภาษานี้ เป็น "ปรมัตถ์"

สมมุติ หมายถึง สิ่งที่ไม่มีอยู่จริง หรือ คิดเอาว่าน่าจะมีจริง หรือ สิ่งที่ตกลงยอมรับกันเอง โดยไม่ได้คำนึงถึงสภาพความเป็นจริง (ขยายความจาก พจนานุกรมไทย ฉบับ ราชบัณฑิตยสถานฯ)

ปรมัตถ์ หมายถึง เรื่อง หรือ สิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง , ความหมายที่สูงสุด หรือ ข้อความหรือหลักการที่ลึกซึ้ง ยากที่ปุถุชนคนทั่วไปจะทำความเข้าใจได้ (ขยายความจาก พจนานุกรมไทย ฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน)

หลายๆท่าน หรือ ผู้คงแก่เรียน บางท่าน มักจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับ สมมุติ กับ ปรมัตถ์ ซึ่งในทางที่เป็นจริงแล้ว "สมมุติ" ก็คือ "ปรมัตถ์" อย่างหนึ่ง เพราะสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกสมมุติขึ้นมาทั้งสิ้น อย่างน้อยที่สุด ก็ถูกสมมุติด้วยภาษา เช่น "ขันธ์ ๕" รูป เวทนา สัญญา สังขาร ก็เป็นเพียงสิ่งที่ถูกสมมุติขึ้นใช้เรียก ร่างกายของมนุษย์ (ในที่นี้หมายเอาเฉพาะมนุษย์) แต่ผู้คงแก่เรียนหรือผู้รู้หลายๆท่าน มักจะเข้าใจเอาว่า เป็น "ปรมัตถ์ สัจจะ" ซึ่งในทางที่เป็นจริงแล้วมันคนละเรื่องกัน
เรื่องของ ปรมัตถ์ นั้น ถ้าจะกล่าวกันไปแล้ว ทุกเรื่องล้วนเป็น ปรมัตถ์ทั้งสิ้น หมายความว่า ทุกหลักวิชาการที่มีอยู่ ต่างก็ล้วนเป็น ปรมัตถ์ แต่ ก็ย่อมต้องมี บางหลักวิชาการที่มนุษย์ปุถุชนคนทั่วไป ยากที่จะทำความเข้าใจได้ เหตุเพราะในตำราไม่มีสอนไว้ ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องของ "ฌาน"(ชาน)
ข้าพเจ้าเคยสอนไว้อยู่บ่อยครั้งว่า "ฌาน(ชาน) เป็น ลักษณะงานลักษณะหนึ่งของระบบร่างกาย กล่าวคือ ลักษณะชอง ฌาน(ชาน)นั้น จะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เป็นไปตามธรรมชาติ และเป็นไปตามลำดับ อย่างที่มีปรากฎในพระไตรปิฎก ไม่ใช่ว่า ถ้านั่งสมาธิ แล้วจะได้ ฌาน(ชาน)ขั้นนั้นขั้นนี้ อย่างนี้เป็นต้น

บางท่านที่มีความรู้มาตามที่ได้รับเล่าเรียนมาก อาจจะเห็นว่า ศัพท์ภาษา ต่างๆ เป็นเพียง "สมมุติ สัจจะ" แต่ในทางที่เป็นจริงแล้ว ก็พวกศัพท์ภาษา ต่างๆนั้นแหละที่ทำให้ท่านทั้งหลายได้เรียนรู้ ได้เข้าใจ อีกทั้งยังช่วยให้เกิดความเชื่อถือ เชื่อมั่น ไม่สับสน วุ่นวาย แล้วพวกท่านทั้งหลาย คิดกันบางไหมว่า ทำไมจึง พากันเข้าใจว่า ศัพท์ภาษาต่างๆ เป็นเพียง สมมุติสัจจะ ทั้งๆที่ ศัพท์ภาษาต่างๆ ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความรู้ เกิดความเข้าใจ ในหลักวิชาการทุกด้าน

ความเข้าใจผิดของพวกเขาเหล่านั้น ควรได้รับการแก้ไข และได้ทำความเข้าใจเอาว่า คำว่า "สมมุติ" หมายถึง "สิ่งที่ไม่มีอยู่จริง หรือ สิ่งที่ไม่แน่ว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่"
ส่วนคำว่า "ปรมัตถ์" หมายถึง หลักการ หรือข้อความ หรือ เรื่อง หรือ สิ่ง ที่เป็นโยชน์สูงสุด ,ความจริงอันเป็นที่สุด ,ลึกซึ้ง อย่างที่สุด
ไม่ต้องไปแบ่งแยกดอกขอรับว่า อันไหนเป็น สมมุติสัจจะ ,อันไหนเป็น ปรมัตถ์สัจจะ เหตุเพราะ หลักธรรมทั้งหลาย ก็ล้วนมาจากสิ่งสมมุติ เพื่ออธิบายให้เกิด ปรมัตถ์ ฉะนี้
เทวดา
 
โพสต์: 149
ลงทะเบียนเมื่อ: อา. ก.พ. 07, 2010 8:54 pm

ย้อนกลับไปยัง สนทนาธรรม,บทความ

ผู้ที่กำลังออนไลน์

ผู้ที่กำลังดูฟอรั่มนี้เป็นสมาชิก: ไม่มีสมาชิกใหม่ ท่าน และ 9 บุคคลทั่วไป

cron