เมนูสำหรับผู้ช่วยดูแลบอร์ด ]

ลำดับชั้นการบรรลุธรรม

สนทนาธรรม,บทความ และนิทาน

ลำดับชั้นการบรรลุธรรม

โพสต์โดย เทวดา » อ. พ.ย. 26, 2013 12:45 pm

สำหรับผู้ที่ปฏิบัติธรรม ด้วยจิตมุ่งหวังบรรลุสู่ชั้นอริยะบุคคล ข้าพเจ้ามีข้อแนะนำหรือสอนให้คิดพิจารณา ถึงลำดับชั้นการบรรลุถึงธรรมทั้งหลาย สามารถกล่าวได้ว่า เป็นบันไดที่จะก้าวไปทีละขั้นอย่างมั่นคง มิให้หลงเดินทางผิดด้วยความไม่รู้

ในการปฏิบัติธรรม จะมีลำดับชั้น และลักษณะที่ผู้ปฏิบัติสามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง ดังต่อไปนี้

ชั้นที่หนึ่ง คือ ชั้น เรียนรู้ มรรค - ผล คำว่า มรรค ผล ในที่นี้ หมายถึง เหตุที่ทำให้เกิด และ ผลที่เกิดจากเหตุ ในชั้นนี้จะมี มรรค - ผล นับเป็น แสน ชนิด ต้องมีความละเอียด มีสมาธิที่หนักแน่น ไม่เร่งรีบ ไม่ต้องพิจารณาให้ถึงแสนชนิดดอกขอรับ เลือกเอาที่จำเป็นในการดำรงชีวิต ก็เพียงพอต่อการปฏิบัติธรรม และเพียงพอต่อการที่จะ ก้าวสู่ขั้นต่อไปได้
ในชั้นที่หนึ่งนี้ เมื่อรู้แจ้งในมรรคผลต่างๆแล้ว ก็จะเริ่มรู้จักการขจัดอาสวะออกจากร่างกายโดยอัตโนมัติในบางเรื่องในบางอย่าง เพียงแต่อาจจะต้องบังคับควบคุมอยู่บ้าง และเมื่อมีความชำนาญในชั้น มรรคผล ดีแล้ว ก็จะก้าวขึ้นไปสู่
ชั้นที่สอง คือ ชั้นโสดาบัน เป็นชั้นที่มีการเรียนรู้และปฏิบัติเพิ่มเติม จาก ชั้นมรรคผล เพราะเมื่อรู้และทำความเข้าใจในเรื่องของ มรรค-ผล แล้ว ก็อาจจะเป็นเพียงการรู้คร่าวๆ ไม่ละเอียดลึกซึ้งมากนัก เมื่อก้าวเข้าสู่ชั้น โสดาบัน ซึ่งจะคาบเกี่ยวกัน ความละเอียด ในเรื่องของมรรคผล ก็จะมากขึ้น เมื่อรู้มากขึ้น ก็เข้าใจมากขึ้น อีกทั้ง ก็จะรู้วิธีขจัดอาสวะที่เกิดขึ้นภายในร่างกายให้ออกจากร่างกายได้ ในเรื่องที่มีความรู้อยู่ ยกตัวอย่างเช่น หากรู้จักสภาพจิตใจ ความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ของมนุษย์ เมื่อได้รับการสัมผัส ก็จะเกิดการขจัดอาสวะให้ออกจากร่างกาย ซึ่งในชั้นนี้ ก็ต้องอาศัยสมาธิ เป็นตัวช่วยซึ่งอาจจะต้องบังคับควบคุมอยู่ในระยะหนึ่ง เมื่อรู้ลึก รู้ละเอียดมากขึ้น ก็จะกลายเป็นกลไกอัตโนมัติทีละน้อย ทีละอย่าง แต่ยังไม่ถึงขั้นที่จะขจัด สภาพความคิด อารมณ์ ความรู้สึก การระลึกนึกถึง บางอย่าง บางชนิด ที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจและสมอง ให้ออกไปได้ ต่อเมื่อมีความรู้ ความเข้าใจ ในหลักวิชชา ด้านต่างๆมากขึ้น ก็จะคาบเกี่ยวเข้าสู่ชั้นที่สาม คือ ชั้น สกทาคามี
ชั้นที่สาม คือ ชั้น สกทาคามี ในชั้นนี้ผู้ปฎิบัติจะมีความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมต่างๆมากขึ้น และสามารถขจัดอาสวะได้มากมายหลากหลายรูปแบบมากขึ้น เพราะเมื่อผู้ปฏิบัติมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของ กิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็จะเกิดกลไกการขจัดอาสวะขึ้นมาบางอย่างก็จะเป็นไปโดยอัตโนมัติ บางอย่าง ก็ยังติดหลงอยู่บ้าง เหตุเพราะความจำเป็นหรือความที่อาสวะทั้งหลายเหล่านั้นติดฝังแน่นอยู่ในจิตใจ เนื่องจากการได้รับการขัดเกลามา ถึงอย่างไรก็ตาม ในชั้น สกทาคามี ก็จะสามารถขจัดอาสวะในชั้นที่ละเอียดมากขึ้น ชนิดที่เรียกว่า แค่มีคนไหว้ หรือได้พบคนที่เคยรู้จัก หรือได้รู้ว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นอะไร ก็จะขจัดความหลง ความโลภ ออกจากร่างกายได้ในทันที และถ้าหากถึงระยะที่สามารถขจัดความหลง ความโลภ ความโกรธ ออกจากจิตใจได้ในทันที ก็จะคาบเกี่ยวไปสู่ชั้นที่สี่ คือ ขั้น อนาคามี
ชั้นที่สี่ อนาคามี ในชั้นนี้ บุคคลผู้บรรลุธรรมในชั้นอื่นๆมาแล้ว ย่อมต้องประกอบไปด้วยความรู้ ความเข้าใจที่ละเอียด และซับซ้อน หลายขั้นหลายตอน เพราะต้องพิจารณาถึง มรรค (เหตุ) ทำให้เกิด ผล และ ผล ก็เป็น มรรค (เหตุ) ทำให้เกิด ผล ซับซ้อนขึ้นไปหลายขั้นหลายตอน มากยิ่งขึ้นที่บุคคลจักต้องคิดพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วนยิ่งขึ้น ก็เพราะ ตามธรรมดาของมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมได้รับการขัดเกลาทางสังคมสิ่งแวดล้อม ในทุกด้าน ความรู้ ความจำ การปรุงแต่ง ตามที่ได้รับการขัดเกลามา ย่อมฝังลึกอยู่ในสมองและจิตใจ หากบุคคลสามารถคิดพิจารณาและเกิดความรู้ ความเข้าใจในธรรมเหล่านั้นได้ถ่องแท้ยิ่งขึ้น ก็จะสามารถรู้ถึงสภาพสภาวะจิตใจ ความใคร่ ความหลง ตัณหา ราคะ ของบุคคลที่ได้ใกล้ชิด และย่อมสามารถขจัด สภาพสภาวะจิตใจ ความใคร่ ความหลง ตัณหา ราคะ ให้ออกจากร่างกายได้ ถึงแม้ว่า ตอนแรกๆอาจจะขจัดออกไม่หมดเสียเลยทีเดียว เนื่องเพราะคลื่นความใคร่ ความหลง ตัณหา ราคะ เป็นธรรมชาติที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด และคลื่นเหล่านั้นยังสามารถเคลื่อนไหลไปซ่อนอยู่ตามอวัยวะต่างๆได้

ต่อเมื่อ บุคคลผู้ปฏิบัติ มีความรู้ความเข้าใจ ในต้นตอแห่งการเกิด สภาพสภาวะจิตใจ ความใคร่ ความหลง ตัณหา ราคะ แล้ว ก็ย่อมสามารถขจัดออกไปโดยอัตโนมัติ เพียงแค่ได้เดินเฉียดเดินใกล้หรือเมื่อมีผู้แอบจ้องมองอยู่

และเมื่อถึงระดับ เดินเฉียด เดินใกล้ แล้วจะมีการขจัดอาสวะออกมาเองโดยอัตโนมัติ ก็ยังสามารถป้องกันคลื่นจากบุคคลอื่นๆ ที่จะทำให้ หรือที่เรารู้ถึง สภาพสภาวะจิตใจ ความใคร่ ความหลง ตัณหา ราคะ อันอาจเคลื่อนไหลมาสู่ตัวเรา ซึ่งเมื่อถึงขั้นนี้ ก็จะ คาบเกี่ยว ไปสู่ ชั้นที่ห้า คือ ชั้น อรหันต์

ในผลแห่งการปฏิบัติจนบรรลุสู่ชั้น อริยะบุคคลทั้ง ๔ ชั้นที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไปแล้วนั้น ท่านทั้งหลายอย่าได้คิดว่า เป็นเรื่องยาก เพราะถ้า ความยากนับได้จำนวนเต็ม เท่ากับ ๑๐๐ (ร้อย) ข้าพเจ้าผ่านความยากเหล่านั้นมาครบ ๑๐๐ (ร้อย) แล้ว
ท่านทั้งหลายที่มีความศรัทธา จงระลึกเอาไว้เสมอว่า ถ้าท่านทั้งหลายมีปัจจัย ๓ อย่างครบถ้วน ก็ไม่ใช่เรื่องยาก
เพราะข้าพเจ้าทำให้เรื่องยากเป็นเรื่องง่ายเรียบร้อยแล้ว ปัจจัย ๓ ประการที่ท่านทั้งหลายต้องมี คือ
๑. ปัจจัยในเรื่อง ของ เวลา ต้องมีเวลา ต้องรู้จักแบ่งเวลา อย่าหมกมุ่น อย่าเคร่งเครียด ไม่ตึงไม่หย่อน
๒. ปัจจัย เรื่อง บทบาท หน้าที่การงาน ครอบครัว ความรับผิดชอบ ต้องรู้จักจัดสรรให้ลงตัว ไม่ละทิ้ง ทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะการละทิ้งจะเป็นสาเหตุแห่งการก้าวไปไม่ถึงจุดหมาย
๓. ปัจจัยในเรื่องของ ความรู้ ความเข้าใจ รวมไปถึง ระดับสมองสติปัญญา ท่านทั้งหลายต้องระลึกเอาไว้เสมอว่า ความเพียร ความขยัน ความมุ่งมั่น ย่อมนำท่านไปสู่ความสำเร็จ จะสำเร็จมากสำเร็จน้อย ก็อย่าท้อ

ข้าพเจ้า มีความเพียรมา หากไม่นับการรวบรวมข้อมูล ก็คงประมาณ ๔๐ ปี เห็นจะได้
ในตอนนี้ยังจะไม่กล่าวถึง อริยะบุคคล ชั้นที่ ๕ คือ ขั้นอรหันต์ แต่ก็คงมีหลายๆท่านที่เคยได้อ่านที่ข้าพเจ้าบอกเล่าถึงลักษณะแห่งการบรรลุสู่ขั้นอรหันต์ นั้นเป็นอย่างไร

อีกประการหนึ่ง คงจะมีอีกหลายๆท่าน ที่มีความสงสัย ว่าทำไม ลำดับชั้น อริยะบุคคลที่ข้าพเจ้าเขียนไป จึงเพิ่มชั้น มรรค(เหตุ) ผล เข้ามา
ท่านทั้งหลายต้องพิสูจน์ด้วยตัวของท่านเอง เพียงท่านพิจารณาตามที่ข้าพเจ้าสอนให้ ท่านทั้งหลายที่มีความศรัทธา ก็จะได้รู้ได้ด้วยตัวเองว่า จริง หรือ ไม่จริง รับรองได้เลยว่า เห็นผลทันตาอย่างแน่นอน

จ่าสิบตรี เทวฤทธิ์ ทูลพันธ์ (ผู้เขียน)
เทวดา
 
โพสต์: 149
ลงทะเบียนเมื่อ: อา. ก.พ. 07, 2010 8:54 pm

ย้อนกลับไปยัง สนทนาธรรม,บทความ

ผู้ที่กำลังออนไลน์

ผู้ที่กำลังดูฟอรั่มนี้เป็นสมาชิก: ไม่มีสมาชิกใหม่ ท่าน และ 6 บุคคลทั่วไป

cron