เมนูสำหรับผู้ช่วยดูแลบอร์ด ]

ลำดับชั้นการบรรลุธรรม ๒

สนทนาธรรม,บทความ และนิทาน

ลำดับชั้นการบรรลุธรรม ๒

โพสต์โดย เทวดา » ส. ธ.ค. 21, 2013 1:31 pm

ลำดับชั้นในการบรรลุธรรม ชั้นที่ ๕ (ห้า) ชั้น อรหันต์
อรหันต์ หมายถึง ผู้ไม่หวนกลับ ฯลฯ ในทางพุทธศาสนานั้น จำแนก พระอรหันต์ ออกเป็น ๔ ชั้น บางตำราก็ว่า จำแนกออกเป็น ๕ ชั้น ก็มี การปฏิบัติธรรมในชั้นอรหันต์นี้ จะต่อเนื่อง คาบเกี่ยวกับชั้น อนาคามี เมื่อในชั้น อนาคามี ได้เรียนรู้ ได้ทำความเข้าใจ ใน มรรค(เหตุ) และ ผล อย่างซับซ้อน และละเอียดมากขึ้นแล้ว ในชั้นอรหันต์นี้ จะยิ่งความละเอียดซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เนื่องจากหลักธรรมต่างๆ ล้วนต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในชั้นอรหันต์ ก็ยิ่งต้องใช้ สมองสติปัญญาที่มากขึ้นเป็นเงาตามตัว หากบุคคลสามารถเข้าใจในหลักธรรม ใน มรรค(เหตุ) และผล ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน มากขึ้นเท่าใด ก็จะทำให้รู้จักทำอาสวะให้สิ้นได้อย่างหมดจด ตั้งแต่ภายใน ไปจนถึงอวัยวะทุกส่วน เพราะ อาสวะ อันเป็นคลื่นแห่งกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง ย่อมเคลื่อนไหลไปตามกระแสเลือด ไปสู่ส่วนต่างๆของร่างกาย หากบุคคลมีสมองสติปัญญาที่สามารถรู้ สามารถเข้าใจตามที่ได้กล่าวไป ก็จะสามารถขจัดอาสวะในส่วนที่เล็กที่สุดออกไปได้ตามแต่ความรู้ความเข้าใจของตนเอง และในชั้นอรหันต์นี้ จะคาบเกี่ยวไปสู่ชั้น นิพพาน เนื่องเพราะหากบุคคลมีความรู้ความเข้าใจใน เหตุ(มรรค)และ ผล ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันได้ แม้ไม่มากนัก ไม่ครบทุกอย่าง ก็ยังสามารถทำให้รู่จักขจัดอาสวะให้ออกจากร่างกายได้เป็นอย่างดี ไม่ติดค้าง จึงทำให้สภาพสรีระร่างกาย โปร่งแสงเป็นบางครั้ง และด้วยเหตุที่บุคคลสามารถขจัดอาสวะได้อย่างหมดสิ้นในบางเรื่อง บางอย่าง จึงทำให้ได้ชื่อว่า "อรหันต์" คือ ผู้ไม่หวนกลับ ฯลฯ นั่นเอง

ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงขั้นของการบรรลุธรรมในชั้น "อรหันต์" อันหมายถึงผู้ไม่หวนกลับไปข้างต้น แม้จะยังไม่ละเอียดและไม่ทำให้ท่านทั้งหลายเกิดความเข้าใจในชั้นอริยะบุคคลชั้นนี้ ก็ด้วยเหตุที่ ในชั้น "อรหันต์" สรีระร่างกายของผู้ปฏิบัติ จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ นั่นก็คือ ร่างกายจะเกิดการโปร่งแสง เมื่อบุคคลนั้นได้ขจัดอาสวะออกจากร่างกายแต่จะโปร่งแสงเพียงชั่วขณะ เหตุเพราะในความเป็นมนุษย์ที่ยังคงต้องปฏิสัมพันธ์ใช้ชีวิตในการสังคมเป็นอยู่ร่วมกันจึงทำให้คลื่นความเป็นมนุษย์ยังคงไหลเข้าสู่ร่างกายของบุคคลนั้นๆ ทำให้การโปร่งแสงเป็นอณูอากาศสามารถมองทะลุผ่านได้ของร่างกายเป็นไปเพียงชั่วขณะเมื่อสภาพสภาวะจิตใจและร่างกายทุกส่วนขจัดอาสวะออกไป แต่ยังเป็นการขจัดอาสวะยังไม่หมดสิ้นยังคงหลงเหลืออยู่ประกอบกับสภาพสภาวะจิตใจบางส่วนยังคงติดหลงในทรัพยากรทั้งเครื่องอุปโภคและบริโภค จึงทำให้สรีระร่างกายกลับเข้าสู่สภาพปกติ ถึงแม้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติ จะสามารถปฏิบัติจนสามารถบรรลุสู่ขั้นคาบเกี่ยวกับชั้น นิพพาน ซึ่งเป็นชั้นที่ ๖ (หก)สรีระร่างกายก็เพียงโปร่งแสงเป็น อณูอากาศสามารถมองทะลุผ่านได้ไม่นานนัก แต่ก็นานกว่าในชั้น อรหันต์ เพราะเมื่อเข้าสู่ชั้นนิพพานหรือปรินิพพาน ผู้ปฏิบัติจะเริ่มเข้าใจการ ขจัด การป้องกัน คลื่นแห่งอาสวะทั้งหลายทุกรูปแบบได้มากขึ้น บางครั้ง ในชั้น ปรินิพพานหรือ ปรินิพพานนี้ ก็เรียกว่า "การดับ"
แต่ ไม่ใช่การ "ตาย"นะขอรับ คนละอย่างกัน

ในชั้น ปรินิพพาน หรือ นิพพาน คือ การดับ แบ่งออกเป็น ๒(สอง)ชนิด คือ
๑. การดับสูญ กล่าวคือ หากผู้ปฏิบัติมีความรู้ความเข้าใจ ความต้องการ ความปรารถนา ในอันที่จะหลุดพ้นจาก วัฏสงสารทั้งมวล โดยไม่ได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากที่มีอยู่ให้เกิดความรู้ความเข้าใจมากยิ่งขึ้น สรีระร่างกายของผู้ปฏิบัติ ก็จะโปร่งแสงสามารถมองทะลุผ่านได้ สูญสลาย ไม่มีอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด และไม่สามารถรับการสัมผัสได้ เว้นเสียแต่บุคคลนั้นๆ ยังคงติดหลงอยู่ในทรัพยากรของมนุษย์ทั้งเครื่องบริโภค และอุปโภค ร่างกายก็จะสูญสลายเป็นครั้งคราว และสูญสลายมองเห็นได้ไม่นานนัก และบุคคลผู้ปฏิบัตินั้นจะยังคงมีอาการเจ็บป่วยอยู่บ้าง เนื่องจากความติดหลงในมนุษย์ดังกล่าว

๒.การดับสูญ ที่ดับสูญ เพียง อาสวะ เท่านั้น ในชนิดที่ ๒(สอง)ของ ชั้น ปรินิพพาน และ นิพพาน ออกจะเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ แต่ก็เป็นจริงขอรับ การดับสูญเพียงอาสวะ หมายถึง อาสวะที่ได้รับการสัมผัส จะไม่ทำให้เกิดการกระทบต่อสภาพสภาวะจิตใจ หรือ อาจจะกระทบบางเพียงเล็กน้อย แต่ก็สามารถขจัดอาสวะนั้นออกไปได้ ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะผู้ปฏิบัติยังคงติดหลงในสภาพการต่างๆของมนุษย์อยู่บ้างด้วยความจำเป็น และในชนิดที่ ๒(สอง)แห่งชั้น นิพพานหรือ ปรินิพพานนี้ สรีระร่างกาย จะโปร่งแสงสามารถมองทะลุผ่านได้ แต่สามารถรับรู้อารมณ์ และสามารถตอบโต้อารมณ์เมื่อได้รับการสัมผัสได้ทุกรูปแบบ ร่างกายจะคงสภาพโปร่งแสงได้นาน แต่ยังไม่โปร่งแสงตลอดเวลา เหตุเพราะความจำเป็นในการดำรงชีวิตแบบมนุษย์

เมื่อบุคคลบรรลุชั้น ปรินิพพานหรือ นิพพานแล้ว ก็จะคาบเกี่ยวกับ ชั้นอริยะบุคคลในชั้นที่ ๗(เจ็ด) ในชั้นนี้ข้าพเจ้ากำลัง ศึกษาค้นคว้า วิจัย ทดลอง และปฏิบัติ โดยการอาศัยข้อมูลการปฏิบัติที่เคยปฏิบัติไปแล้วนำมาทบทวนและปฏิบัติใหม่ ประกอบกับ ได้พบ กับ พระศิวะ และได้พบกับ พระนารายณ์ เมื่อไม่นานมานี้ จึงเกิดความรู้ความเข้าใจเพิ่มพูนขึ้นอีก สำหรับ พระนารายณ์ ได้เสด็จ ทรงครุฑ มาหาข้าพเจ้า เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๖ เมื่อข้าพเจ้าไปงานฌาปนกิจศพ คุณยาย ท่านหนึ่ง อายุ ๙๙ ปี แล้วเดินกลับบ้าน บริเวณ หน้าโรงสีสหกรณ์ พระนารายณ์ ก็เสด็จทรงครุฑมาหาข้าพเจ้า พร้อมผู้ติดตามอีก ๑ องค์ มาทางด้านขวา แล้วก็เหาะไปด้านหลังเหนือศีรษะ ข้าพเจ้ามองเห็นครุฑ มีหน้าเป็นเหมือนมนุษย์นี้แหละ แต่ปีกเขากระพือเร็วมากจนมองไม่ท้นว่าเป็นมือหรือเป็นปีก ผู้ติดตามถือธง ไม่มีสี อันเล็กหนึ่งอัน

ในขั้นต้นเมื่อข้าพเจ้าศึกษาค้นคว้า วิจัย ทดลอง และปฏิบัติ บางครั้งพบว่า จะมีดอกบัวมารองรับไม่ว่าจะเป็นเวลานั่ง ยืน หรือ เดิน และเนื่องจากข้าพเจ้าเคยปฏิบัติถึงขั้น เนรมิตน้ำเพื่อดื่มเองได้ในปาก(ไม่ใช่น้ำลาย แต่เป็นน้ำจริงๆ) เมื่อครั้งยังรับราชการอยู่แต่ดันหลงลืมไป ตอนนี้จึงยังศึกษาวิจัยอยู่และพยายามฟื้นความจำให้ได้ จึงยังไม่ทราบแน่ชัด ถึงผลแห่งการปฏิบัติ

จ่าสิบตรี เทวฤทธิ์ ทูลพันธ์ (ผู้เขียน)
๒๑ ธ.ค. ๒๕๕๖
เทวดา
 
โพสต์: 149
ลงทะเบียนเมื่อ: อา. ก.พ. 07, 2010 8:54 pm

Re: ลำดับชั้นการบรรลุธรรม ๒

โพสต์โดย เทวดา » ส. ม.ค. 04, 2014 8:54 pm

ท่านทั้งหลาย บ้างก็เคยศึกษาหรือเรียนรู้เกี่ยวกับการบรรลุธรรมตามที่มีอยู่ในตำราทางศาสนา อาจจะมีข้อสงสัยว่า ทำไมข้าพเจ้าจึงไม่ได้แยกแยะลำดับในชั้นอรหันต์ ที่ข้าพเจ้าไม่แยกแยะชนิดของพระอรหันต์ ก็ด้วยเหตุที่ว่า เนื่องจาก การปฏิบัติในชั้นอรหันต์นี้ ถ้าเป็นไปตามหลักความจริง เป็นไปตามหลักธรรมชาติแล้ว ก็จะขึ้นอยู่กับความรู้ความเข้าใจ ถ้าติดหลงในเรื่องใด ก็จะขจัดเรื่องนั้นออกไม่สิ้น ถ้าติดหลงเพียงเล็กน้อย หรือไม่ติดหลงเลย ก็จะสามารถขจัดออกจนสิ้น ไม่หวนกลับมาเกิดอาการ ความรู้สึก อารมณ์ ความนึกคิด ใดใดอีก แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่นที่บางครั้งจำเป็นต้องติดหลงเอาไว้

ตามตำราที่กล่าวไว้ถึง ชนิดของ พระอรหันต์ เป็นหลายแบบ ข้าพเจ้า เข้าใจว่าน่าจะเป็นชนิดของผู้ที่สามารถขจัดอาสวะให้สิ้นได้ตามความรู้ความเข้าใจ ตามความที่ไม่ติดหลง หรือติดหลงเพียงเล็กน้อย

และเนื่องจาก ในการวิจัย ทดลองและปฏิบัติของข้าพเจ้า สามารถแยกแยะออกเป็นได้ สี่ชนิด แปดอย่าง ตามหลักวิชชา แต่ข้าพเจ้าไม่แยก ข้าพเจ้าผสมรวมทั้งหมดเข้าด้วยกัน ข้าพเจ้าจึงไม่กล่าวถึงชนิดของอรหันต์.

อนึ่ง ข้าพเจ้าเพียงกล่าวถึงลักษณะอาการหรือปรากฏการณ์ของผู้ที่บรรลุธรรม ตามที่ข้าพเจ้าศึกษาค้นคว้า วิจัย ทดลองและปฏิบัติ พบว่ามีทั้งหมด ๗(เจ็ด)ชั้นหรือเจ็ดขั้น แต่ในตำราทางพุทธศาสนาได้กล่าวไว้เพียง ๕ ขั้นเท่านั้น

ส่วนหลักการปฏิบัติในที่นี้ข้าพเจ้าจะไม่กล่าวถึงในรายละเอียด แต่ข้าพเจ้าก็จะบอกหรือแจ้งพวกท่านทั้งหลายได้รู้เอาไว้ว่า ในหลักการปฏิบัติทางพุทธศาสนานั้น สามารถทำให้บุคคลบรรลุธรรมได้ เพียงแต่ในตำราไม่มีหลักธรรมสอนไว้เท่านั้น ส่วนวิธีการอื่นๆ มีสอนไว้ แต่ก็มีพวกที่ชอบอวดรู้ อวดฉลาด บิดเบือนหลักการปฏิบัติและทำลายหลักปฏิบัติเหล่านั้นไปแล้วจนไม่เหลือก็ว่าได้
เทวดา
 
โพสต์: 149
ลงทะเบียนเมื่อ: อา. ก.พ. 07, 2010 8:54 pm


ย้อนกลับไปยัง สนทนาธรรม,บทความ

ผู้ที่กำลังออนไลน์

ผู้ที่กำลังดูฟอรั่มนี้เป็นสมาชิก: ไม่มีสมาชิกใหม่ ท่าน และ 1 บุคคลทั่วไป

cron