|
อธิบาย ในเรื่องของ เจตสิก เจตสิก ตามความนัยที่แท้จริงแล้ว ถึงแม้ว่า ตามพระไตรปิฎกจะกล่าวเพียงว่า เจตสิก คือ ธรรมที่ประกอบอยู่ในจิต แต่คำว่า ธรรม นั้น มิได้มีความหมายเพียง หลักธรรมคำสอนเท่านั้น คำว่า "ธรรม"ที่ปรากฏอยู่ หมายรวมถึง ความรู้ต่างๆ ที่เคยได้ประสบ สัมผัส ทางอายตนะทั้งหลาย ดังนั้น เจตสิก จึงมีความหมายที่กว้าง และเป็นไปตามหลักความจริงแห่งระบบสรีรร่างกายของมนุษย์(ในที่นี้หมายเอาเฉพาะมนุษย์) ส่วน คำว่า "จิตประภัสสร" นั้น หมายถึง จิตที่บริสุทธิ์ ใสสะอาด แต่ไม่ได้มีความหมายว่าเป็น จิตที่ไม่มี อกุศล หรือ กุศล หรือ อัพยากตะ "จิตประภัสสร" หมายถึง จิตที่ฝึกดีแล้ว ปราศจาก อาสวะทั้งปวงแล้ว และจิตประภัสสร ก็มีทั้ง ความเป็น อกุศล กุศล และ อัพยากตะ เพราะ จิต คือ ตัวรับรู้อารมณ์ หรือ ธรรมชาติสำหรับการรับรู้อารมณ์ ดังนั้น จิต จึงรับรู้ ทั้ง อกุศล กุศล และ อัพยากตะ แต่ จิต สามารถขจัดสิ่งที่เป็น อกุศล กุศล และ อัพยากตะ เหลือเพียง อุเบกขา เอกัคคตา ตามสภาพสภาวะแห่งความเป็นจริงตามธรรมชาติ นั่นก็คือ ความเป็นธรรมดา ตามหลักไตรลักษณ์ ก็ได้อย่างหนึ่ง หรือ ตามสภาพสภาวะแห่งความจริงตามหลัก วิชชา ๓ วิชชา ๘ ก็ได้อย่างหนึ่ง ฯลฯ ดังนี้เป็นต้น เมื่อ จิต เป็น ตัวรับรู้อารมณ์ หรือ ธรรมชาติสำหรับการรับรู้อารมณ์ หากได้รับการสัมผัสจากอายตนะทั้งหลาย ก็จะเกิดเป็น เจตสิก ขึ้น เจตสิก ทั้งหลายเหล่านั้น บ้างก็จะแปรเปลี่ยนเป็น สัญญา หรือ ความจำ อาจจะเป็นสัญญาเพียงระยะสั้นๆ หรือจะเป็นสัญญาที่ติดยืนยาว ก็ตามแต่ ซึ่งล้วนเป็นไปตามระบบการทำงานของสรีรร่างกายมนุษย์ เมื่อมีสัญญา คือ ความจำต่างๆ บุคคลก็จะเกิดมี สติ สัมปชัญญะ ซึ่งความจริงแล้วเป็นธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้ว ในอันที่จะนำเอา เจตสิก ทั้งหลายที่ประกอบอยู่ในจิต นำออกมาใช้ นำออกมาเป็นปัจจัยในการประกอบกิจกรรม พฤติกรรม ทั้งทาง กาย วาจาใจ หรือ อาจเกิดเป็นความคิด ในด้านต่างๆ ความมี สติ หรือ ความระลึกได้, นึกได้, ความไม่เผลอ, การคุมใจไว้กับกิจ หรือกุมจิตไว้กับสิ่งที่เกี่ยวข้อง, จำการที่ทำและคำที่พูดแล้ว แม้นานได้ (จากพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับพระธรรมปิฏก) จึงไม่ได้มีความหมายเพียงแคบๆ แต่มีความหมายในทางที่กว้างขวาง ครอบคลุม โดยสรุปแล้ว สติ จึง หมายถึง การมี่บุคคลสามารถ ระลึกได้ นึกได้ ความไม่เผลอ ฯ โดยอาศัยปัจจัยคือ เจตสิก ที่ประกอบอยู่ในจิต เป็นเครื่องช่วยยับยั้ง หรือส่งเสริมเพิ่มพูน ส่วนการที่จะใช้ปัจจัย หรือมี สติ ระลึกได้ ถึง ปัจจัย อันเป็น เจตสิกที่ประกอบอยู่ในจิตได้ นั้น ก็ย่อมเกิดจาก เหตุ ซึ่ง เหตุก็ย่อมเกิดจาก ผัสสะ หรือ การได้รับการสัมผัส จากอายตนะ ทั้งหลาย อีกประการที่สำคัญที่สุดในการที่จะมี สติ ในอันที่จะใช้เจตสิกที่ประกอบอยู่ในจิต หรือจะไม่ใช้เจตสิกที่ประกอบอยู่ในจิต ก็คือ สมาธิ อันเป็นเหตุทำให้เกิด สติสัมปชัญญะ และยังรวมไปถึง สภาพสภาวะของสรีระร่างกายแห่งบุคคลนั้นๆด้วย ที่กล่าวไป ล้วนมีการเกิดเป็น วัฏฏะ
จ่าสิบตรี เทวฤทธิ์ ทูลพันธ์ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๕ ผู้เขียน
|
|