เมนูสำหรับผู้ช่วยดูแลบอร์ด ]

ธรรมานุศาสน์(สมเด็จพระวันรัตทับ พุทธสิริ)

สนทนาธรรม,บทความ และนิทาน

ธรรมานุศาสน์(สมเด็จพระวันรัตทับ พุทธสิริ)

โพสต์โดย Admin » อ. ก.ย. 30, 2014 7:25 pm

๑. เราทั้งหลายได้ปฏิญาณตนว่าเป็นผู้นับถือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเป็นที่พึ่งอันอุดมกว่าสิ่งอื่น ๆ ฉะนี้แล้ว ควรที่เราทั้งหลายจะเคารพนับถือรพระธรรมและวินัยให้ยิ่งขึ้นไปจึงจะชอบ เพราะว่าธรรมและวินัยนั้น เมื่อผู้ใดปฏิบัติตาม ย่อมยังผู้นั้นให้ได้ความสุขสบาย ไม่ลุ่มหลงเดือดร้อนต่อกิเลสบาปธรรมทั้งปวง เมื่อเป็นเช่นนี้ พึงทราบเถิดด้วยตนเองว่าอันนี้เป็นบุญ คือความดีความชอบในพระพุทธศาสนา เราได้ประสบแล้ว ก็เมื่อเราทั้งหลายละเพศฆราวาสมาบรรพชาอุปสมบท ปรารถนาบุญกุศลซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความสุข ไม่รุมจิตให้เร่าร้อนด้วยเพลิงกิเลสเป็นเหตุจะนำผลคือทุกข์มาให้ฉะนี้แล้ว จำต้องศึกษาสำเหนียกไว้ในข้อธรรมและวินัยให้ถ่องแท้ และไม่แกล้งล่วงหวงดวงอาบัติน้อยใหญ่ไว้ให้เป็นอนาวิติกกมันตราย.
๒. เราทั้งหลายนับถือพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าเป็นที่พึ่งอันประเสริฐ และรู้ชัดว่าเพศสมณะนี้เป็นเพศอันดี เป็นหนทางที่จะทำให้ออกจากทุกข์ ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานได้ ดังนี้แล้ว จึงได้ละฆราวาสคิหิพรรณออกบรรพชา นุ่งห่มผ้าย้อมฝาดสีเดียว เป็นอุบายที่จะระงับกิเลสข่มกิเลส ด้วยพระสุคตเจ้านั้น พระองค์เป็นผู้ดำเนินดีแล้วในสัมมาปฏิปทา หนทางข้อปฏิบัติชอบ กำจัดกิเลสดับขาดสิ้นเชิง ด้วยพระปรีชาที่รู้แจ้งประจักษ์ชัด ในของที่เป็นจริงทั้งเหตุและผลทั้งสองประการ อาโลกชัชวาลความสว่างแจ่มแจ้งเกิดขึ้นแก่พระทัยของพระองค์ ความมืดคือกิเลสนั้นดับหายไปจากพระสันดาน ดังนี้ เป็นคุณธรรมที่ทรงทราบชัดในของจริง แล้วพระองค์ทรงประกาศความดีและความชอบคือธรรมและวินัย ซึ่งเป็นอุบายที่จะประสบของจริงให้ไว้จนถึงเทพยดาและมนุษย์ทั้งหลายได้ประพฤติตาม ละความโลภ ละความโกรธ ละความหลง ขาดจากสันดานได้ สิ้นทุกข์ด้วยประการทั้งปวงแล้ว ไม่ต้องเป็นทาสแห่งตัณหาต่อไป เป็นคุณแห่งความปฏิบัติชอบในหนทางสิ้นทุกข์ ก็เราทั้งหลายมาชอบใจนับถือศาสนา คือคำสอนของผู้สิ้นกิเลส เป็นหนทางดับทุกข์ฉะนี้แล้ว จงศึกษาธรรมและวินัย จะได้เป็นเครื่องขูดเกลาชำระธุลีคือกิเลสอันเป็นบาป เป็นของชั่วหยาบลามก หมักหมมพอกทาสันดาน ให้เกลี้ยงสะอาดเบาบางไป จึงจะสมกับปฏิญาณว่า เป็นผู้นับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นที่พึ่งฉะนี้
๓. ผู้ที่หวังความศึกษา มาบรรพชาอุปสมบทเป็นภิกษุและสามเณรในพระศาสนาของพระพุทธเจ้า เป็นมรรคาทางดับทุกข์และเพลิงกิเลสให้เบาบางจากสันดานของผู้ปฏิบัติได้จริง ประเสริฐกว่าศาสนาของครูอาจารย์ติตถิยปริพาชก เหล่าที่มีศาสนาคำสอนอื่นทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงได้ละเพศฆราวาสออกบรรพชา มิได้บวชอยู่ในเรือนกับด้วยบุตรภรรยาญาติของตน และมิได้ชอบใจศาสนาคำสอนของอัญญเดียรถีย์นั้น ๆ ก็เมื่อมาชอบใจศาสนาคำสอนของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า อันเป็นสันติวรบท หนทางพระนิพพานเป็นเครื่องระงับกิเลส ฉะนี้แล้ว ควรจะต้องศึกษาในอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ศึกษาข้อปฏิบัติกาย วาจา จิต ให้สมกับศาสนาที่เป็นของจริง ไม่ใช่ของเล่น ไม่ใช่ของคนมีกิเลสบัญญัติ พึงนุ่งสบงห่มจีวรเป็นต้นให้เป็นปริมณฑลตามเสขิยวัตร ศึกษามรรยาทเครื่องปฏิบัติกายวาจาให้เรียบร้อย นุ่งห่มพ้นจากคฤหัสถ์ มีนุ่งผ้าสีต่าง ๆ แสดงตัวอย่างผู้บริโภคกาม พึงหัดวาจาที่จะพูด พูดแต่ในที่ควรแก่กาล เมื่อกาลควรจะประกอบการบุญกุศลก็พร้อมเพรียงกัน และการที่จะฟังธรรมคำสั่งสอนควรฟังโดยเคารพ อย่าทำความฟุ้งซ่านให้เกิดขึ้นในจิต ดังคนเสียจริตไม่รู้จักกาลควรพูและไม่ควรพูด ให้เป็นอันตรันตรกถา พึงหัดจิตในกาลที่ควรจะสงบระงับ และในกาลที่ควรจะเจริญสมถะและวิปัสสนากัมมัฏฐาน ยังจิตให้เกิดความเลื่อมใสในพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ และในกาลควรประกอบบุญกุศลนั้น ๆ ควรจะสงบจิต ไม่ควรแสดงความเพ่งต่อสิ่งที่จะยังจิตให้เพลิดเพลิน หัวเราะเล่น ยังความประมาทให้เป็นไป แสดงความไม่เลื่อมใสดังของเล่น เมื่อเป็นเช่นนี้ จิตของผู้นั้นก็จะเหินห่างจากบุญกุศล เพราะบุญกุศลจะเกิดขึ้นเป็นไปในจิตของบุคคล ก็ด้วยประพฤติในสิ่งที่ดีที่ชอบ ที่ควรแก่กาล ยังสันดานให้ผ่องแผ้ว สงบระงับ อดกลั้น ไม่ฟุ้งซ่านต่อกิเลสและอารมณ์ที่จะพาจิตให้รื่นเริง หัวเราะ เป็นนิสัยพาลชนนั้น ๆ จึงจะยังบุญกุศลให้เกิดขึ้นได้
๔. ผู้ที่ถึงพร้อมแล้วด้วยสิกขาและสาชีวะของภิกษุทั้งหลาย คืออธิศีลและอาชีวสิกขาบทที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้จึงเป็นภิกษุได้ เพราะเหตุนั้น เราทั้งหลายปฏิญาณตนว่าเป็นภิกษุแล้ว ก็จำจะต้องศึกษาให้รู้ทั่วไปในสิกขาบทนั้น ๆ ให้รู้ให้เข้าใจ อย่างนี้แหละเป็นกิจของภิกษุผู้ที่ยังไม่รู้จะพึงทำ
ถ้าภิกษุใดยังไม่รู้แล้วและทอดธุระเสีย ไม่ศึกษาหรือไปประกอบกิจอื่น ๆ เสีย ไม่ควรเลยแก่ผู้นั้น เป็นอาบัติโดยพุทธบัญญัติว่า ให้ภิกษุผู้ที่ศึกษาอยู่พึงรู้ทั่วไป ถ้ายังไม่รู้ ให้ไต่ถามซักถามให้รู้ ให้เข้าใจในสิกขาบทน้อยใหญ่ อันนี้เป็นความชอบในเธอนั้น
๕. เราทั้งหลายมาประพฤติพรหมจรรย์ บวชเป็นภิกษุและสามเณร ณ ศาสนานี้ เพื่อจะหลอกให้คนในโลกเลื่อมใสนับถือก็หามิได้ เพื่อจะได้พูดจาปราศรัยกับชนมีศักดิ์คือเจ้านายเป็นต้นก็หามิได้ เพื่อจะต้องการลาภและสักการบูชาเป็นอามิสทายาทก็หามิได้ เพื่อจะอวดให้เขารู้ว่าตนเป็นคนสุกมิใช่คนดิบ คือได้บวชประพฤติพรหมจรรย์แล้วสึกไปจะได้หาเมียง่าย ๆ ก็หามิได้ เราทั้งหลายมาบวชเป็นภิกษุและสามเณร ประพฤติพรหมจรรย์ในศาสนานี้ หวังจะออกจากทุกข์ ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน จึงได้ลั่นวาจาว่า สัพพะทุกขะนิสสะระณะนิพพานะสัจฉิกะระณัตถายะ ดังนี้ ทุก ๆ คน
การที่จะปฏิบัติออกจากทุกข์ ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานนั้น ก็ต้องปิดกั้นบาปอกุศลเสีย อย่าให้เกิดขึ้นได้ ถ้าเกิดขึ้นแล้วก็ต้องเพียรละเสีย เว้นเสียด้วยกายวาจาใจ ให้บริสุทธิ์อยู่ด้วยสติความระวังปิดกั้นบาป และมาละอกุศลเสีย อย่างนี้แหละเป็นความชอบสมควรแก่เราทั้งหลายผู้ปฏิบัติจะออกจากทุกข์ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน จะระวังปิดกั้นบาปอกุศลเสียได้ ก็ต้องอาศัยปฏิบัติดีในพระธรรมวินัยนี้.
๖. เราทั้งหลายมาบวชด้วยศรัทธาในศาสนานี้ บริโภคจตุปัจจัย ๔ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ เภสัช ที่ทายกหวังผลแล้วให้ด้วยศรัทธาเลื่อมใสแล้วแล ไปทำกิจนอกศาสนาเสีย ก่อกิเลสให้กำเริบกล้าขึ้น หาทำกิจในศาสนาคือปฏิบัติดับราคะ โทสะ โมหะไม่ อย่างนี้ไม่ชอบเลยแก่เราทั้งหลาย เพราะว่า พระพุทธเจ้าเป็นที่พึงของเราทั้งหลายนั้น พระองค์สิ้นราคะ โทสะ โมหะแล้ว จึงทรงพระนามว่า อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ พระองค์นั้นตรัสเทศนาสั่งสอนสัตว์ เพื่อให้ละราคะ โทสะ โมหะ อย่างเดียวเท่านั้น คำสั่งสอนของพระองค์นั้นจึงชื่อว่า สะหวากขาโต ผู้ที่ปฏิบัติตามพระองค์นั้นเล่า ก็ละราคะ โทสะ โมหะได้แล้ว จึงชื่อว่า สุปะฏิปันโน ปฏิบัติชอบแล้ว เพราะเหตุนั้น ผู้ใดมาบวชในพระศาสนานี้ พึงรู้ว่า เราจะต้องปฏิบัติรับข้าศึก คือ ราคะ โทสะ โมหะเท่านั้น พระอุปัชฌาย์จึงได้ให้ ตะจะปัญจะกะกัมมัฏฐาน คือ เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ ดังนี้ แต่เมื่อแรกอุ้มผ้ากาสาวพัสตร์เข้ามาขอบรรพชา เพื่อจะให้เป็นอาวุธสำหรับประหารข้าศึก คือ ราคะ โทสะ โมหะ
อนึ่ง ศีลจะบริสุทธิ์ไม่เป็นอาบัติเล่า ก็ต้องรู้จักสิกขาบทวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ ถ้าไม่รู้ไซร้ ยากอยู่ที่จะรักษาตนให้เป็นคนพ้นจากอาบัติ มีศีลบริสุทธิ์ได้.
๗. ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยสิกขาสาชีวะของภิกษุทั้งหลาย คือ อธิศีลและอาชีวสิกขาบท ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ จึงเป็นภิกษุได้ ครั้นเป็นภิกษุแล้วจะต้องรู้จักอาบัติที่จะพึงต้องด้วยอาการ ๖ อย่าง คือ
ต้องด้วยไม่ละอาย รู้แล้วแกล้งล่วงสิกขาบท ๑
ต้องด้วยความไม่รู้จักสิกขาบทถี่ถ้วน ๑
ต้องด้วยสงสัยขืนทำลง ๑
ต้องด้วยสำคัญในของที่ไม่ควรว่าควร ๑
ต้องด้วยสำคัญในของที่ควรว่าไม่ควร ๑
ต้องด้วยหลงลืมสติ ๑
ถ้าไม่รู้จักอาการที่จะต้องอาบัติ ๖ อย่างนี้แล้ว ยากอยู่ที่จะรักษาตนให้พ้นจากอาบัติได้.
๘. กุลบุตรผู้บวชเป็นภิกษุและสามเณรในศาสนานี้ มีอยู่ ๕ จำพวก
พวกหนึ่งชื่อ อุปะชีวิกา เข้าบวชในพระศาสนา พออาศัยหาเลี้ยงชีวิตพอเป็นสุข ๆ เท่านั้น
พวกหนึ่งชื่อ อุปะกีฬิกา เข้าบวชในพระศาสนา อาศัยหาของเล่นพอเป็นสุข ๆ เท่านั้น
พวกหนึ่งชื่อ อุปะทูสิกา เข้าบวชในศาสนา เป็นผู้ประทุษร้ายตระกูล คือประจบชาวบ้าน ด้วยช่วยธุระทำการงานของเขาบ้าง ให้สิ่งของแก่เขาบ้าง ชื่อว่าเป็นผู้บวชประทุษร้ายศาสนา หาเลี้ยงชีวิตไม่ชอบธรรม ทำให้ศาสนาเสื่อมเสียไป
พวกหนึ่งชื่อ อุปะมุยหิกา เข้าบวชในศาสนา เป็นคนหลงงมงาย ผิดหรือชอบก็ไม่รู้ หลับตาทำไป พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อันเป็นที่พึ่งของตน ก็หารู้จักไม่
พวกหนึ่งชื่อ อุปะนิสสะระณิกา เข้าบวชในศาสนา เพื่อจะออกจากทุกข์ ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
ผู้บวชในศาสนามีอยู่ ๕ จำพวกอย่างนี้ ๓ จำพวกข้างต้นที่บวชหาเลี้ยงชีวิต บวชหาของเล่น และบวชประทุษร้ายตระกูลในศาสนานี้ ไม่ชอบธรรมและวินัย ถึงจะให้ศึกษาเล่าเรียนฟังไป ขัดไม่ได้ก็เป็นแต่สักว่าทำเท่านั้น หาปฏิบัติจริง ๆ ไม่ ถ้าว่าเป็นการบุญกุศล เป็นต้นว่า เล่าเรียน ท่องบ่น สวดมนต์ ไหว้พระ ฟังเทศน์ เป็นกิจของตนที่จะพึงทำแล้ว ผัดเพี้ยน บอกป่วยเสียกระทำไม่ได้ ถ้าเป็นกิจนิมนต์แล้ว ไกลใกล้ไม่ว่าไปได้ บุคคลเช่นนี้พึงรู้เถิดว่า เป็นผู้เคารพต่อลาภไม่เคารพต่อธรรม ทำให้ศาสนาเสื่อมเสียไป เพราะความมุ่งหมายของตนที่จะหาเลี้ยงชีวิต และจะหาของเล่นเท่านั้น
ก็พวกที่ ๔ เข้าบวชหลงงมงายนั้น ต้องการธรรมวินัยอยู่ แต่หารู้จักธรรมวินัยไม่ เขาว่าอย่างไรก็หลับตาทำไป ผิดธรรมและวินัยก็หารู้ไม่
พวกที่ ๕ เข้าบวชในศาสนานี้ หวังจะออกจากทุกข์นั้น เป็นผู้ต้องการธรรมวินัย เพราะว่า ธรรมและวินัยนั้นเป็นพระศาสดาแทนพระพุทธเจ้า เป็นอุบายเพื่อจะให้ออกจากทุกข์ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานได้จริง ๆ สมตามความหวังของตน ๆ ก็เราทั้งหลายมาบวชเป็นภิกษุและสามเณรในศาสนานี้ หวังจะออกจากทุกข์ ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ควรที่เราทั้งหลายเคารพนับถือธรรมและวินัยนั้นให้ยิ่งกว่าอื่น ๆ จึงจะชอบ.
๙. เราทั้งหลายมาปฏิญาณว่าเป็น อุปสัมบัน ผู้เข้าถึงพร้อมพระทัยพระแล้ว ก็จะต้องปฏิบัติให้สมกับชื่อว่าอุปสัมบัน ที่จะปฏิบัติให้สมกับชื่อว่าอุปสัมบันนั้น คือสิ่งใดที่พระห้ามไว้ไม่ให้ทำก็ไม่ทำ ที่พระสั่งสอนให้ทำ ก็ทำตามทุกอย่าง อย่างนี้แหละจึงจะชื่อว่า อุปะสัมปันโน ผู้เข้าถึงพร้อมพระทัยพระพุทธเจ้าได้
อนึ่ง ปฏิญาณว่าเป็น ภิกษุ แล้ว ก็จำจะร้องปฏิบัติให้สมกับชื่อว่าภิกษุ คือเป็นผู้เห็นภัย ปฏิบัติต้อยกิเลส ทำลายกิเลส ไม่ก่อกิเลสให้กำเริบกล้าขึ้น ทำให้บริบูรณ์พร้อมในสิกขา คือพระปาฏิโมกข์ อย่างนี้แหละจึงจะสมกับชื่อว่าภิกษุได้
อนึ่ง มาปฏิญาณว่าเป็น บรรพชิต ว่าเป็นสมณะแล้ว ก็จำต้องปฏิบัติให้สมกับชื่อว่าบรรพชิต ว่าสมณะ ที่จะทำกิจให้สมกับชื่อว่าบรรพชิตว่าสมณะนั้น คือละเว้นกิจของคฤหัสถ์ทั้งปวง มาทำกิจคือเว้นระงับบาปน้อยใหญ่ ไม่เบียดเบียนผู้หนึ่งผู้ใดให้เขาได้รับความลำบากเดือดร้อนด้วยกายและวาจา อย่างนี้แหละจึงจะสมชื่อว่าอุปสัมบัน ว่าภิกษุ ว่าบรรพชิต ว่าสมณะได้
ถ้าไม่ปฏิบัติตามลักษณะที่ชื่อว่าอุปสัมบัน และภิกษุและบรรพชิต และสมณะดังว่ามานี้แล้ว ด้วยมาตรว่านุ่งผ้าเหลือง ห่มเหลือง โกนผม ปลงหนวดเท่านั้น จะเป็นอุปสัมบัน เป็นภิกษุ เป็นบรรพชิต เป็นสมณะมาแต่ไหน
ก็เราทั้งหลายจะปฏิบัติให้เป็นผู้เข้าถึงพร้อมพระทัยพระพุทธเจ้า และเป็นผู้เห็นภัยทำลายกิเลส และเป็นผู้เว้นเป็นผู้ระงับไม่ทำบาปน้อยใหญ่ด้วยกายวาจาใจ ก็ต้องอาศัยศึกษารู้ธรรมและวินัย ปฏิบัติไปอย่างนี้แหละจึงจะสมควรแก่เราทั้งหลายที่มาปฏิญาณว่าเป็นอุปสัมบัน เป็นภิกษุ เป็นบรรพชิต เป็นสมณะได้.
๑๐. เราทั้งหลายมาปฏิญาณตนว่าเป็นอุปสัมบันและภิกษุและบรรพชิตและสมณะ ดังพรรณนามาแล้วนั้น ก็จำจะต้องปฏิบัติให้สมควรแก่ปฏิญาณของตนจึงจะชอบ ถ้าไม่ปฏิบัติให้สมกับปฏิญาณของตนแล้ว บวชทำไม บวชเอาอะไร อาบัติก็ไม่กลัว บุญก็ไม่อยากได้ อยู่มาปาฏิโมกข์ก็ไม่จบ ทอดธุระเสีย ไม่ศึกษาในพระปาฏิโมกข์ ก็เป็นอาบัติทุกวัน ๆ ไป ด้วยไม่เอื้อเฟื้อ เพราะพระพุทธเจ้าทรงบังคับให้ศึกษา มีที่มาทั้งในพระสูตรและพระวินัย
ก็ที่มาในพระวินัยนั้นว่า ตัตถะ สัพเพเหวะ สิกขิตัพพัง ให้ท่านผู้มีอายุทั้งสิ้นพึงเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ชื่นชมยินดี ศึกษาในพระปาฏิโมกข์เถิด อนึ่ง ที่มาในวินัยนั้นว่า สิกขะมาเนนะ ภิกขะเว ภิกขุนา ฯเปฯ อะยัง ตัตถะ สามีจิ ดังนี้ ให้ภิกษุผู้ศึกษาอยู่พึงให้รู้ทั่วไป ถ้าไม่รู้ ให้พึงไต่ถามในสิกขาบทน้อยใหญ่ ให้รู้ให้เข้าใจ ที่มาในพระสูตรนั้นว่า สัมปันนะสีลา ภิกขะเว วิหะระถะ ฯเปฯ สิกขาปะเทสุ ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้มีศีลบริบูรณ์ มีปาฏิโมกข์ถึงพร้อมแล้วเถิด จงเป็นผู้สำรวมแล้วในปาฏิโมกข์ ให้บริบูรณ์ด้วยอาจาระและโคจรเถิด จงเป็นผู้เห็นภัยในโทษมีประมาณน้อย สมาทานสิกขาบทน้อยใหญ่ ศึกษาอยู่ด้วยดีเถิด ดังนี้
ด้วยพระพุทธเจ้าทรงบัญชาให้ศึกษาในสิกขาบทน้อยใหญ่ ทั้งในพระสูตรและพระวินัยดังว่ามานี้ ถ้าภิกษุทอดธุระเสีย ไม่ศึกษาตามบัญชาของพระพุทธเจ้า ก็เป็นอาบัติทุกวันไป เพราะไม่เอื้อเฟื้อ เมื่อเป็นอาบัติอยู่ทุกวัน ๆ อย่างนี้ อยู่ทำไม่ สึกเสียดีกว่า อยู่ไปก็ขาดทุน ไม่ได้กำไร เป็นที่รังเกียจของเพื่อนพรหมจรรย์ผู้ที่กลัวบาปอยากได้บุญ.
๑๑. บัดนี้จะไดแสดงข้อปฏิบัติที่ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย และข้อปฏิบัติที่เป็นธรรม เป็นวินัย ซึ่งมาในโคตรมีสูตร ความว่า
ข้อปฏิบัติเป็นไปพร้อมเพื่อรา โทสะ โมหะ เป็นเครื่องย้อมใจด้วยดี นี่ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่คำสั่งสอนของพระศาสดา ข้อปฏิบัติที่เป็นไปด้วยดี เพื่อปราศจากความย้อมใจ คือ ราคะ โทสะ โมหะ นี่เป็นธรรม เป็นวินัย เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา
ข้อปฏิบัติเป็นไปด้วยดี เพื่ออันประกอบสัตว์ไว้ด้วยดีในวัฏฏะ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ พยาบาท รูปราคะ อรูปราคะ อุทธัจจะ มานะ อวิชชา นี่ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ข้อปฏิบัติเป็นไปด้วยดี เพื่ออันเว้นจากธรรมอันประกอบสัตว์ไว้ด้วยดีในวัฏฏะ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ พยาบาท รูปราคะ อรูปราคะ อุทธัจจะ มานะ อวิชชา นี่เป็นธรรม เป็นวินัย
ข้อปฏิบัติเป็นไปด้วยดี เพื่ออันก่อเกิดต่อไปในภพหน้า นี่ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ข้อปฏิบัติเป็นไปด้วยดี เพื่อไม่ก่อเกิดต่อไปในภพหน้า คือพระนิพพาน นี่เป็นธรรม เป็นวินัย
ข้อปฏิบัติเป็นไปด้วยดี เพื่อความปรารถนาใหญ่ มักมาก นี่ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ข้อปฏิบัติเป็นไปด้วยดี เพื่อความปรารถนาน้อย ไม่มักมาก เรียนหนังสือก็ไม่อยากให้ใครรู้ สมาทานธุดงค์ก็ไม่อยากให้ใครรู้ มรรคผลเกิดขึ้นก็ไม่อยากให้ใครรู้ นี่เป็นธรรม เป็นวินัย
ข้อปฏิบัติเป็นไปด้วยดี เพื่อไม่สันโดษยินดีด้วยของที่มีอยู่เท่านั้น ตะเกียกตะกายหาขวนขวายต่อไป นี่ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ข้อปฏิบัติเป็นไปด้วยดี เพื่อสันโดษเต็มใจยินดีอยู่ด้วยของที่มีอยู่เท่านั้น ไม่ตะเกียกตะกายขวนขวายหาต่อไป นี่เป็นธรรม เป็นวินัย
ข้อปฏิบัติเป็นไปด้วยดี ด้วยอันอยู่ระคนปะปนกับด้วยลูกศิษย์และอุบาสกอุบาสิกา ไม่มีเวลาที่จะทำจิตให้เกิดสมาธิได้ นี่ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ข้อปฏิบัติเป็นไปด้วยดี เพื่อวิเวกสงัดกาย หลีกเร้นอยู่แต่ผู้เดียว เพื่อจะให้ได้สมาธิ นี่เป็นธรรม เป็นวินัย
ข้อปฏิบัติเป็นไปด้วยดี เพื่อความเกียจคร้านในอันละบาปก่อสร้างบุญกุศล นี่ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ข้อปฏิบัติเป็นไปด้วยดี เพื่อปรารภความเพียร หมั่นไม่เกียจคร้านในอันละบาปก่อสร้างบุญกุศลอันเป็นที่พึ่งของตน นี่เป็นธรรม เป็นวินัย
ข้อปฏิบัติเป็นไปด้วยดี เพื่อความเป็นผู้อันเขาเลี้ยงยาก นี่ไม่ชอบใจกิน นั่นก็ไม่ชอบใจกิน พิถีพิถันไปต่าง ๆ นี่ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ข้อปฏิบัติเป็นไปด้วยดี เพื่อความเป็นผู้เลี้ยงง่าย ได้อะไรก็กิน ๆ ไม่เลือก พอยังชีวิตให้เป็นไปเท่านั้น นี่เป็นธรรม เป็นวินัย และเป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา
ภิกษุสามเณรที่มาบวชในศาสนานี้ อุตส่าห์ปฏิบัติให้ดี ให้ถูกต้องตามธรรมและวินัยคำสั่งสอนของพระศาสดาเถิด จะได้ไม่เสียทีที่มาประพฤติพรหมจรรย์ในพระธรรมวินัยนี้ ถ้าปฏิบัตินอกธรรม นอกวินัย นอกคำสั่งสอนของพระศาสดาดังว่ามานี้แล้ว เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนานี้ทีเดียว เพราะปฏิบัตินอกธรรม นอกวินัย นอกคำสั่งสอนของพระศาสดา ภิกษุสามเณรจงรู้ทั่วกันเถิด.
๑๒. มหาโจร ๕ จำพวก มีอยู่ในศาสนานี้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในอุตตริมนุสสธรรมสิกขาบทว่า
มหาโจรที่ ๑ คือภิกษุบวชแล้วควรเล่าเรียนสิกขาบทเพื่อบรรลุมรรคผล ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ก็หาเล่าเรียนศึกษาสิกขาบทอย่างนั้นไม่ ไปมุ่งหาบริษัทบริวาร ให้บรรพชิตและคฤหัสถ์นับถือสักการบูชาด้วยปัจจัยทั้ง ๔ บวชอย่างนี้เป็นมหาโจรที่ ๑ เพราะไปปล้นบุญของทายก และปล้นศาสนาทำให้อันตรธานเสื่อมเสียไปด้วย
มหาโจรที่ ๒ คือภิกษุเล่าเรียนปริยัติธรรมเผาตัวเสีย คือ เล่าเรียนมุ่งลาภสักการะ ความสรรเสริญฝ่ายเดียว ลาภสักการะ ความสรรเสริญเกิดขึ้น ฆ่าตัวเสีย เผาตัวเสีย ทำอันตรายแก่บุญกุศล มรรคผลนิพพาน อย่างนี้ชื่อว่ามหาโจรที่ ๒ เพราะขโมยปริยัติธรรมไปแลกลาภสักการะ ความสรรเสริญเสีย ก็จะเล่าเรียนปริยัติธรรมนั้น เพื่อจะให้รู้ในศีล สมาธิ ปัญญา ครั้นรู้แล้วจะได้ปฏิบัติ ทำให้สมบูรณ์ในศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อบรรลุมรรคผล ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน เล่าเรียนอย่างนี้เป็นนิสสรณปริยัติอย่างยิ่ง สมควรแก่ผู้บวชประพฤติพรหมจรรย์ในธรรมวินัยนี้
มหาโจรที่ ๓ คือภิกษุเของครุภัณฑ์ของสงฆ์ ไม่ควรจะแจกจะปันสละให้แก้กันและกันได้ เพราะเป็นครุภัณฑ์ ก็เอาครุภัณฑ์ไปแจกจ่ายปันกันเสีย จนถึงสงเคราะห์ชาวบ้าน จัดเป็นมหาโจรลักของสงฆ์ที่ ๓
มหาโจรที่ ๔ คือภิกษุโกรธเคือง ริษยาเพื่อนพรหมจรรย์ เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ โจทก์เขาด้วยอาบัติปาราชิกหามูลมิได้ เป็นมหาโจรที่ ๔ ผู้ปล้น ขโมยคุณเขา
มหาโจรที่ ๕ คือภิกษุบวชประพฤติพรหมจรรย์นี้ก็เพื่ออุตตริมนุสสธรรม คือ ฌาน วิโมกข์ สมาธิ มรรค ผล นิพพาน ครั้นยังไปได้ไม่ถึง มีความปรารถนาลามก อยากให้เขานับถือและบูชา อวดเขาว่าได้แล้ว ถึงแล้ว นี้เป็นยอดมหาโจรที่ ๕ เพราะขโมยอุตตริมนุสสธรรมที่เป็นคุณอันสูงสุดในพระพุทธศาสนาน้อมเข้ามาในตน อวดเขาว่าได้แล้ว ถึงแล้ว
ภิกษุและสามเณรที่มาบวชประพฤติพรหมจรรย์ในศาสนานี้ อุตส่าห์ปฏิบัติให้ดี อย่าให้เป็นมหาโจรทั้ง ๕ ดังว่ามานี้เลย.
๑๓. ผู้ที่มีความต้องการด้วยบุญกุศล จนถึงมาบวชเป็นภิกษุและสามเณรในพระธรรมวินัยนี้ ครั้นบวชแล้วจำต้องปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าตามสติกำลังด้วยกันทุก ๆ คน ก็ควรรู้เสียบ้างว่า พระพุทธเจ้านั้นพระองค์เป็นบรมราชโอรสของบรมกษัตริย์อันใหญ่ในกรุงกบิลพัสดุ์นคร พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นมีพระกิริยาอัชฌาสัยและพระวาจาอันเรียบร้อย ไม่กระด้างกระเดื่องหยาบคายเลย เพราะพระองค์เป็นศากยราชตระกูล ตั้งอยู่ในสุขุมาลชาติ จึงได้สั่งสอนไว้ในเสนาสนวรรคว่า เมื่อภิกษุผู้อ่อนจัดไฟ ดับไฟ หรือปิดเปิดหน้าต่างเป็นต้น จงขอโอกาสแก่ภิกษุผู้มีพรรษาแก่กว่าตนเสียก่อน จึงจะทำได้ เพื่อจะแสดงความเคารพ และอัชฌสัยอันเรียบร้อยซึ่งกันและกัน
ก็เราทั้งหลายเป็นผู้นับถือพระพุทธเจ้าแล้ว ควรจะมีกิริยาอัชฌาสัยเรียบร้อย จึงจะเป็นการดีงาม เหมือนการที่มาไหว้พระสวดมนต์เป็นต้น ควรจะมีกิริยาอัชฌาสัยอันเรียบร้อย แสดงความเคารพซึ่งกันและกันจึงจะชอบ ไม่ควรจะมาทำอาการให้วิปริตไปต่าง ๆ คือ เวลาไหว้พระอยู่ ภายนอกเจรจากันบ้าง หัวเราะกันบ้าง ด้วยเรื่องอะไรก็ไม่ทราบ เสียงพึม ๆ พำ ๆ ดังบ้าง ได้ยินเข้ามาถึงข้างในบ้าง หักนิ้วบ้าง ขากเสลดบ้าง ทำกุก ๆ กัก ๆ โดนประตูบ้างเป็นต้น ที่ทำอาการดังว่ามานี้ไม่ดีไม่งามเลย เพราะตั้งใจจะมาไหว้พระสวดมนต์ด้วยกันทั้งนั้น กลับมาทำอาการไม่เรียบร้อยต่าง ๆ ประโยชน์ของตนเองก็ไม่บริบูรณ์ ซ้ำทำประโยชน์อขงผู้อื่นเสื่อมไปด้วย
การไหว้พระสวดมนต์ก็ไม่ช้านัก พออดทนได้อยู่ จะตั้งใจเสียว่าเรามาไหว้พระ ยังกุศลธรรมให้เจริญเวลาหนึ่ง ๆ ก็จะดีทีเดียว ฝ่ายสามเณรเล่า แต่พอกราบพระแล้วก็ตะลีตะลานจะออกอยู่ท่าเดียว จะเต็มเบื่อหรือจะห่วงอะไรก็ไม่ทราบ ทำขลุกขลักสวบสาบกันทุกวัน เห็นจะนึกเสียว่า กิจการฟังสิกขาบทมิใช่ธุระของเรา เป็นกิจของพระต่างหาก จึงได้หลีกเลี่ยงเสีย ที่จริงแล้ว ผู้บวชจะต้องการบุญกุศลจริง ๆ ควรจะอยู่ฟังจึงจะชอบ ด้วยเป็นธรรมวินัยแสดงข้อปฏิบัติต่าง ๆ จะได้มีความศรัทธาเลื่อมใส และให้รู้จักประพฤติตนให้ตั้งอยู่ในความเจริญในพระพุทธศาสนา จึงจะเป็นการสมควรแก่ตน.
๑๔. ผู้ที่มาบวชในศาสนานี้ มาบวชด้วยศรัทธาเชื่อคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าก็มี มาบวชด้วยเสียมารดาบิดาไม่ได้จำใจบวชก็มี มาบวชตามกาลคล้ายกับเกณฑ์มาบวชก็มี ครั้นบวชแล้ว บางคนมีศรัทธาเลื่อมใสปฏิบัติตามธรรมวินัยก็มี บางคนบวชแล้วเดิมก็เลื่อมใสศรัทธา ครั้นบวชแล้วนานมากลายเป็นคนเกียจคร้านไป ไม่เล่าเรียนศึกษาอะไร แต่ไหว้พระสวดมนต์ก็เต็มที ไม่อายผีสางเทวดาและพระเณรที่เขามีศรัทธาบ้างเลย
บางคนบวชแล้วไม่ปฏิบัติตามธรรมวินัย ให้เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรมของสมณะ เป็นธุระที่จะต้องทำจริง ๆ ก็หาทำไม่ ไปทำกิจอื่นเสีย มีกิจของชาวบ้านเป็นต้น ปฏิบัติค่อนข้างจะเป็นกิจอาชีพก็มี ผู้ที่มาบวชไม่ปฏิบัติตามธรรมวินัยดังว่ามานี้ ไม่สมควรเลย ก็เราทั้งหลายมาบวชด้วยศรัทธาในธรรมวินัยนี้ พระธรรมและพระวินัยที่เป็นพระศาสดาเหมือนองค์พระพุทธเจ้านั้น เป็นของหายากนัก ควรที่เราทั้งหลายจะไม่ประมาท อุตส่าห์เล่าเรียนธรรมวินัยนั้น ท่องบ่นศึกษาไป อย่าให้วันคืนล่วงไปเสียเปล่า ๆ เลย ไม่ดี ขาดทุนชีวิตที่เป็นมา.
๑๕. บุคคลบวชในศาสนามี ๒ จำพวก บางจำพวกบวชด้วยศรัทธา บางจำพวกบวชด้วยไม่มีศรัทธา เป็นสักแต่ว่าเห็นเขาบวชก็บวชบ้าง
พวกที่ไม่มีศรัทธา บวชทำไม บวชไป ๆ กลายเป็นเถน บวชทำไม บวชไป ๆ กลายเป็นขโมย. บวชทำไม บวชไป ๆ กลายเป็นเถนเร่อร่าเลอะเทอะ ไม่รู้จักศาสนาว่าเป็นของดี. บวชทำไม บวชไป ๆ กลายเป็นพ่อค้า. บวชทำไม บวชไป ๆ กลายเป็นเจ้าชู้. บวชทำไม บวชไป ๆ กลายเป็นลูกจ้างของคฤหัสถ์ ปฏิบัติหาเลี้ยงชีวิตไม่สุจริต. บวชทำไม บวชไป ๆ กลายเป็นคนเกะกะกีดวัด ปฏิบัติไม่คุ้มตัว. บวชทำไม บวชไป ๆ กลายเป็นคนเกะกะกีดศาสนา หาที่พึ่งไม่ได้ ที่พึ่งที่เคารพของตนคือธรรมวินัย ๒ อย่างเป็นสัตถุศาสนา มีผู้แสดงให้ฟังก็ไม่อยากฟัง พากันลุกตุบ ๆ ออกไปเสียนอกโบสถ์ ไม่ชอบฟัง ถ้าเป็นถ้อยคำของคนตลกคะนอง ร้องรำเอะอะอื้ออึง ให้อารมณ์ฟุ้งซ่านก็ไม่รำคาญ สู้นอนนั่งทนฟังอยู่ได้. บวชทำไม บวชเอาอะไร กินแล้วก็นอน นอนแล้วก็กิน ขี้รดวัด เยี่ยวรดวัด ปฏิบัติเลอะเทอะ. บวชทำไม บวชเอาอะไร เล่าเรียนหรือท่องบ่นอย่างใดอย่างหนึ่งก็ไม่มี แต่สวดมนต์ไหว้พระก็เต็มที ช่างไม่อายแก่ผีสางเทวดาพระเณรที่เขามีศรัทธาบ้างเลย
ก็เราทั้งหลายไม่ได้วุ่นวายเลอะเทอะอย่างว่ามานี้ ควรที่เราทั้งหลายจะประกอบศึกษาเล่าเรียนท่องบ่นสวดมนต์ไหว้พระ อย่าให้กาลเวลาวันคืนล่วงไปเสียเปล่า ขาดทุนชีวิตที่เป็นมา.
๑๖. ผู้ใดมาบวชประพฤติพรหมจรรย์ในธรรมวินัยนี้ เกียจคร้านเสีย ไม่ได้เจริญวิปัสสนาอย่างใช้สวดมนต์อยู่ทุกวันนี้ เป็นพหุลเทศนา พระพุทธเจ้าตรัสสั่งสอนมากกว่าโอวาทอื่น เป็นพุทธภาษิตทางพระนิพพานแท้ ผู้ที่ไม่ได้เจริญวิปัสสนานั้น ถึงชีวิตจะเป็นอยู่นานสักร้อยปีและบริบูรณ์ด้วยลาภยศสมบัติก็ดี ก็ไม่ประเสริฐ เพราะไม่ได้ปฏิบัติตามพุทธภาษิตเป็นทางนิพพาน เสียทีที่เป็นมนุษย์เกิดมาพบพระพุทธศาสนานี้ทีเดียว
ก็ผู้ใดได้เจริญวิปัสสนาอย่างสวดมนต์อยู่ทุกวันนี้ ถึงชีวิตจะเป็นอยู่ไม่นานสักวันเดียวตายไป ผู้นั้นวิเศษประเสริฐกว่าผู้ที่ไม่ได้เจริญวิปัสสนานั้น เรื่องที่ว่ามานี้เป็นพุทธภาษิตแสดงคุณอานิสงค์เจริญวิปัสสนาอันมีผลยิ่งนัก เพราะเหตุนั้น ภิกษุสามเณรหมดด้วยกัน อย่าเกียจคร้านเลย จงอุตส่าห์สวดมนต์เจริญวิปัสสนาทุกวันเถิด ถึงชีวิตจะไม่เป็นไปนาน อยู่วันเดียวดับไป ก็จะไม่เสียทีที่เกิดมานเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนานี้ ก็ผู้ที่มาบวชด้วยศรัทธาแล้ว ชื่อว่าผู้ปฏิบัติเข้าถึงพร้อมพระทัยพระพุทธเจ้า เป็นมนุษย์วิเศษกว่าเทวดาและพรหมโดยข้อปฏิบัติ เพราะเทวดาและพรหมเหล่านั้นเป็นอนุปสัมบัน มิได้ปฏิบัติโดยอุปสัมบัน คือเข้าถึงพร้อมพระทัยพระพุทธเจ้าได้ เราทั้งหลายควรจะยินดีในการที่มาประพฤติพรหมจรรย์นี้ อย่าแปรปรวนไปสู่ฆราวาสวิสัยเสียเลย.
๑๗. ลักษณะภิกษุจะทำอุโบสถ คือฟังพระปาฏิโมกข์ในอุโบสถนั้น จำเป็นจะต้องชำระตน คือแสดงอาบัติ ให้เป็นคนบริสุทธิ์เสียก่อนจึงจะควร ด้วยเป็นการแสดงตนว่าเป็นคนบริสุทธิ์ในที่ประชุมสงฆ์ ถ้าเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์มีอาบัติอยู่ไม่ควร ต้องสัมปชานมุสาวาททุกกฎ เพราะเหตุนั้น เมื่อฟังอยู่ระลึกอาบัติได้ พึงบอกกับภิกษุผู้นั่งใกล้กันว่า ข้าพเจ้ามีอาบัติชื่อนี้อยู่ ครั้นลุกจากที่นี้แล้วจะแสดงอาบัตินั้น
อนึ่ง ถ้าสงสัยในอาบัติเกิดขึ้น ก็พึงบอกว่า ข้าพเจ้าสงสัยอาบัติในสิกขาบทนี้ เมื่อเห็นแล้วจะแสดงคือ ถ้าเป็นผู้บริสุทธิ์แล้ว เมื่อจบอุเทศหนึ่ง พึงอธิษฐานจิตเสียดังนี้ว่า ปาริสุทเธตถาหัง เราเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วในอุเทศนี้
เมื่อฟังอยู่จะต้องฟังโดยเคารพ คือนั่งนิ่งนึกน้อมจิตไปตามผู้สวด ถ้าไม่ฟังโดยเคารพ พูดจากันเสียเป็นต้น ชื่อว่าไม่เคารพต่อสงฆ์ และไม่เอื้อเฟื้อในการฟังพระปาฏิโมกข์ด้วย ไม่ดีไม่งามเลย
อนึ่ง เมื่อสวดพระปาฏิโมกข์จบแล้ว ยังมีกิจสวดมนต์ต่อไป ผู้ที่ป่วยไข้ไม่สบายจริง ๆ จะกลับเสียบ้างก็ควร แต่ผู้ที่ไม่ป่วยไข้อะไรไม่ควรจะหลีกเลี่ยงออกไปเสียเลย การร้อนและการเมื่อยย่อมมีด้วยกันแทบทุกคน แม้จะทนอยู่จนสวดมนต์จบก็เห็นพอได้ไม่เป็นไรนัก ด้วยผู้ที่อยู่ได้ก็มี ผู้ที่อยู่ไม่ได้เสียเปรียบผู้ที่อยู่ได้เป็นแน่ แต่เขาเล่นการแข่งพนันเป็นการเกเรเกเส เขายังไม่ใคร่ยอมเสียเปรียบกันง่าย ๆ ดูกระไร ๆ อยู่กระมัง จงตรึกตรองดูบ้าง อนึ่ง ก็จะเป็นทิฏฐานุคติ เปิดช่องให้ผู้อื่นเห็นตามทำตามด้วย
เพราะเหตุนี้ ขอท่านทั้งหลายจงอยู่สวดมนต์ ให้เป็นการพร้อมเพรียงกัน เพื่อความเจริญให้ยิ่ง ๆ เถิด.
๑๘. เราทั้งหลายมาบวชประพฤติพรหมจรรย์ในพระธรรมวินัยนี้ ก็หวังเพื่อจะออกจากทุกข์ ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน จะสำเร็จความปรารถนาได้ ก็อาศัยชำระกายวาจาใจให้บริสุทธิ์ เครื่องที่จะชำระกายวาจาใจให้บริสุทธิ์นั้น คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นทางที่จะให้ถึงพระนิพพานไดสมประสงค์
ศีล คือพระปาฏิโมกข์และข้อปฏิบัติที่มาในขันธกะต่าง ๆ เป็นธรรมเครื่องชำระกายวาจาให้บริสุทธิ์
สมาธิ ความทำจิตให้หยุดอยู่ด้วยกัมมัฏฐานอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง มีพิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนังเป็นต้น จนจิตสงบไม่ฟุ้งซ่านในอารมณ์ต่าง ๆ ชื่อว่าเจริญสมถกัมมัฏฐานภาวนา
ปัญญา ความรู้ประจักษ์ทั่วไป คือพิจารณาสังขารร่างกายนี้ว่า เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จนเห็นจริงแจ้งชัดในใจแล้ว ชื่อว่าเจริญวิปัสสนา
ก็การที่มาเจริญสมาธิและปัญญานี้ ชื่อว่าชำระใจให้บริสุทธิ์สะอาดได้ ศีล สมาธิ ปัญญานี้ พระพุทธเจ้าตรัสสั่งสอนไว้เป็นเครื่องสำหรับชำระกายวาจาใจให้บริสุทธิ์ จึงชื่อว่าเป็นเครื่องชำระภายใน. ก็เครื่องชำระภายนอกนั้น เหมือนอย่างพระองค์ตรัสสอนให้จำระปัดกวาดเสนาสนะที่เปื้อนเปรอะรกเรื้อเป็นต้น ดังมาในเสนาสนวัตรฉะนั้น เพราะเหตุนี้ ภิกษุและสามเณร ผู้หวังบุญกุศลแล้ว จงบำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา ให้บริบูรณ์ และหมั่นชำระปัดกวาดเสนาสนะที่โบสถ์วิหารลานพระเจดีย์ที่สงฆ์ให้สะอาด ก็จะได้อานิสงค์ ดังมีมาในคัมภีร์บริวาร ๕ อย่าง คือ
จิตของผู้กวาดเลื่อมใส ๑
จิตของผู้อื่นเลื่อมใส ๑
เทพยดายินดีชอบใจด้วย ๑
ผู้กวาดชื่อว่าสั่งสมกรรมให้เป็นไปในภพหน้า มีรูปงามน่าเลื่อมใส ๑
ตายไปสู่สุคติสวรรค์ ๑
อีกนัยหนึ่ง คือ
จิตของตนเลื่อมใส ๑
จิตของผู้อื่นก็เลื่อมใส ๑
เทพยดาชื่นชมยินดีด้วย ๑
ผู้กวาดชื่อว่ากระทำตามคำสั่งสอนของพระศาสดา เป็นผู้ปฏิบัติบูชาด้วย ๑
เป็นทิฏฐานุคติเยี่ยงอย่างแก่ชนภายหลัง ๑
เหตุดังนั้น ภิกษุสามเณรพึงปฏิบัติตามเถิด ก็จะได้ชื่อว่าปฏิบัติบูชาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ตามสติกำลังของตน ๆ ด้วยพรรณนามานี้แล.
แนบไฟล์
abbot1.jpg
abbot1.jpg (32.36 ) เปิดดู 30059 ครั้ง
ธรรมะ คือธรรมดา
ไอคอนประจำตัวสมาชิก
Admin
หน้าผู้ดูแลระบบ
 
โพสต์: 190
ลงทะเบียนเมื่อ: ส. ก.ค. 11, 2009 6:32 pm
ที่อยู่: กทม.

ย้อนกลับไปยัง สนทนาธรรม,บทความ

ผู้ที่กำลังออนไลน์

ผู้ที่กำลังดูฟอรั่มนี้เป็นสมาชิก: ไม่มีสมาชิกใหม่ ท่าน และ 1 บุคคลทั่วไป

cron