นิทานในเบื้องต้นมีว่า
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ผู้ตรัสรู้แล้ว เสด็จอยู่ ณ เวฬุวนาราม ป่าไผ่ เป็นที่พระราชาพระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น การอยู่จำพรรษา พระบรมศาสดายังไม่ได้ทรงอนุญาติแก่พระภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ก็เที่ยวจาริกไปมิได้หยุดหย่อนทั้งฤดูหนาว ทั้งฤดูร้อน ฤดูฝน มนุษย์ทั้งหลายยกโทษติเตียนว่า ไฉนพระสมณศากยบุตรทั้งหลายจึงเที่ยวจาริกร่ำไปมิได้หยุดหย่อน ทั้งฤดูหนาว ทั้งฤดูร้อน ฤดูฝน ย่ำเหยียบติณชาติอันสดเขียว เบียดเบียนหญ้ามีชีวิตอินทรีย์อันเดียว และเบียดเบียนสัตว์มีชีวิตอันเล็กน้อยทั้งหลายเป็นอันมากให้ตกไป. แต่อัญญเดียรถี ปริพพาชกทั้งหลาย ที่เป็นทุรากขาตธรรม ยังเร้นซ่อนสงบอยู่ในฤดูฝน. แม่ถึงสกุณชาติก็ยังฉลาดทำรวงรังอยู่ในฤดูฝน. ก็แต่สมณศากยบุตรทั้งหลายเหล่านี้ ไฉนจึงเที่ยวจาริกไปทั้ง ๓ ฤดู มิได้รูกาลที่จะสงบเงียบ เที่ยวเหยียบติณชาติอันสดเขียวมีชีวิตอินทรีย์อันเดียวให้ย่อยยับ และเบียดเบียนสัตว์มีชีวิตเล็กน้อยเป็นอันมากฉะนี้. ภิกษุทั้งหลาย ได้ยินมนุษย์ทั้งหลายติเตียนอยู่ฉะนั้น จึงนำความนั้นกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ลำดับนั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคพระองค์ อาศัยนิทานปกรณ์นี้ ทรงทำธรรมีกถาตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ทรงอนุญาติว่า " อนุชานามิ ภิกฺขเว วสฺสาเน วสฺสํ อุปคนฺตุง " ดังนี้ ความว่า แน่ะภิกษุทั้งหลาย เราผู้ตถาคตอนุญาติเดือนให้เข้าถึงกาลฝนในฤดูฝน
ก็แหละการเข้าพรรษานั้นมี ๒ คือ
๑. ปุริมิกา วสฺสูปนายิกา (การเข้าพรรษาทีแรก) คือวันพระจันทร์เต็มดวง เสวยฤกษ์ชื่อว่าอาสาฬหะ ล่วงไปแล้ววันหนึ่ง คือเป็นวันแรมค่ำ ๑ เดือน ๘ นี้เป็นวันเข้าพรรษาทีแรก ๑
๒. ปจฺฉิมิกา วสฺสูปนายิกา (วันเข้าพรรษาทีหลัง) คือวันพระจันทร์เต็มดวงเสวยฤกษ์ชื่อว่าอาสาฬหะ ล่วงไปแล้วเดือน ๑ คือเป็นวันแรมค่ำ ๑ เดือน ๙ นี้เป็นวันเข้าพรรษาหลัง
เพราะเหตุนั้น เมื่อภิกษุประสงค์จะเจริญปฎิบัติบูชา อยู่จำพรรษาตามพุทธานุญาติแล้ว เมื่อสงฆ์ประชุมกันพร้อมแล้ว ได้โอกาสพึงสมมติเสนาสนคาหาปกะ ๒ องค์หรือ ๓ องค์ หรือ ๔ องค์ก็ได้ เมื่อเธออันสงฆ์สมมติแล้วนั้นจะได้ยังกันและกันให้ถือเอาเสนาสนะ
การอธิฐานพรรษา
ภิกษุผู้ประสงค์จะเจริญปฏิบัติบูชา อยู่จำพรรษาตามพุธานุญาตแล้ว ซึ่งท่านผู้เป็นเสนาสนคาหาปกะแสดงที่อยู่ให้ตามสมควรแล้ว พึงชำระกวาดแผ้วทำให้หมดจดด้วยดี แล้วพึงตั้งไว้ซึ่งน้ำฉันและน้ำใช้ ทำสามีจิกรรมไหว้เจดีย์และโพธิ หรือที่ ควรสังเวชและเลื่อมใส ตำบลใดตำบลหนึ่งตามควร เสร็จแล้วพึงอธิษฐานตามพิธี เมื่อประชุมอยู่ในท่ามกลางอาวาส พึงเปล่งวาจาว่า "อิมัสมิง อาวาเส, อิมัง เตมาสัง วัสสัง อุเปม" ดังนี้หนหนึ่ง หรือ ๒ หน หรือ ๓ หนก็ควร กลับไปยังที่อยู่ของตนๆ แล้วอธิษฐานว่า "อิมัสมิง วิหาเร, อิมัง เตมาสัง วัสสัง อุเปมิ" ดังนี้ หรือผูกอาลัยว่า เราจะอยู่ในที่นี้ ดังนี้ก็ควร
กำหนดเขตอยู่จำพรรษา
ก็บัดนี้เราทั้งหลาย อธิษฐานพรรษาในมหาสีมานี้ มีเขตทั้งอุปจารคูล้อมรอบเป็นที่กำหนด ภิกษุผู้อยู่จำพรรษา พึงเข้าอยู่ในเขตให้ทันอรุณขาว อย่าให้ทันอรุณแดงขึ้นมาพรรษาจะขาด
อนึ่ง ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาพึงทำกราดคันยาวคันสั้นไว้ เมื่อซี่และคันหาง่าย พึงทำไว้หลายๆ อัน สามเณรพึงผูกคบไว้เกลือกว่ากิจจะต้องใช้ไฟมีในกลางคืน
ข้อควรและไม่ควรปฏิบัติ
อนึ่ง ภิกษุผู้อยู่จำพรรษา อย่าพึงประกอบอธรรมิกวัตร ข้อปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม คือสัญญากันว่า เราทั้งหลายอย่าพึงบอกอุเทศ อย่าเล่าเรียน อย่าทำการท่องบ่นสวดมนต์เลย เราทั้งหลายพึงงดบรรพชาอุปสมบท ให้นิสัยและการฟังธรรมสวนะไว้ ด้วยว่าเป็นภายในพรรษา กิจเหล่านี้เราทำอยู่แล้ว ก็จะเป็นการเนิ่นช้าไป ไม่ควร. เราทั้งหลายจงรีบเร่งเจริยสมณธรรมไปฝ่ายเดียวเถิด. เราทั้งหลายหมดด้วยกัน จงสมาทานธุดงค์ ให้ครบ ทั้ง ๑๓ อย่านอนเลย จงสำเร็จอิริยาบถด้วยยืนและเดินร่ำไปเถิด. เราทั้งหลายอย่าพูดกันเลย ด้วยว่าการพูดนี้ ก็จะทำให้เราทั้งหลายเนิ่นช้าไป ป่วยการ เมื่อธุระสิ่งไรมี พึงใช้ใบ้พอรู้กันเท่านั้นเถิด ภิกษุใดไปด้วยสัตตาหกิจแล้ว อย่าแจกของควรแจกแก่เธอนั้นเลย วัตรอย่างนี้ชื่อว่าอธรรมิกวัตร ไม่ควรที่ภิกษุจะพึงปฏิบัติ วัตรที่ภิกษุควรจะปฏิบัติเป็นความเจริญนั้น คือให้รู้ว่า อันธรรมดาพระปริยัติธรรมแล้ว ย่อมยังสัทธรรมแม้ทั้ง ๓ ประการให้บริบูรณ์ได้ บุคคลผู้ปฏิบัติจะได้สำเร็จประโยชน์ชาตินีและชาติหน้า หรือพระนิพพาน ก็ด้วยอาศัยพระปริยัติธรรม ควรที่เราทั้งหลายจะบอกอุเทศ และเล่าเรียนสวดมนต์ท่องบ่นตามกาลแต่อย่าให้รำคาญแก่ท่านผู้เจริญสมณธรรม เราทั้งหลายจงตั้งใจแสดงธรรมและฟังธรรม อย่าเกียจคร้าน กุลบุตรปรารถนาจะบรรพชาอุปสมบท ก็อย่าเลิก อย่างดเสีย จงไต่ถาม. เห็นควรไม่มีอันตรายแล้ว พึงให้บรรพชาอุปสมบทเถิด ผู้ที่ควรจะให้นิสัยก็จงให้เถิด กุลบุตรได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว แม้แต่คนหนึ่งก็อาจจะยังศาสนาให้ดำรงอยู่ได้
อนึ่ง ในศาสนานี้ เมื่อจะกล่าวตามข้อปฏิบัติเป็นเครื่องกำจัดกิเลสให้น้อยเบาบางลงได้ ชื่อว่าธุดงค์ ๑๓ ประการ คือ ถือผ้าบ้งสุกุลเป็นวัตร ชื่อว่าปังสุกูลิกังคธุดงค์ ๑ ถือผ้า ๓ ผืนเป็นวัตร ชื่อว่าเตจีวริกังคธุดงค์ ๑ ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ชื่อว่าปิณฑปาติกังคธุดงค์ ๑ ถือลำดับตรอก ชื่อว่าสปทานจาริกังคธุดงค์ ๑ ถือฉันหนเดียว ชื่อว่าเอกาสนิกังคธุดงค์ ๑ ถือฉันในบาต ชื่อว่าปัตตปิณฑิกังคธุดงค์ ๑ ห้ามข้าวแล้วถึงได้โภชนะอื่นอีกก็ไม่ฉัน ชื่อว่าขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์ ๑ ถืออยู่ในป่าเป็นวัตร ชื่อว่าอารัญญิกังคธุดงค์ ๑ ถืออยู่โคนไม้เป็นวัตร ชื่อว่ารุกขมูลิกังคธุดงค์ ๑ ถืออยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร ชื่อว่าอัพโภกาสิกังคธุดงค์ ๑ ถือเยี่ยมป่าช้าเป็นวัตร ชื่อว่าโสสานิกังคธุดงค์ ๑ ถืออยู่ในเสนาสนะที่สงฆ์แสดงให้ก่อน ชื่อว่ายถาสันถติกังคธุดงค์ ๑ ถือไม่นอนเป็นวัตร ชื่อว่าเนสัชชิกังคธุดงค์ ๑ ในธุดงค์ทั้ง ๑๓ นี้ ศรัทธาเท่าไร จงเลือกปฏิบัติตามอัธยาศัยเถิด
อนึ่ง จงเจริญความไม่ประมาท ห้ามใจอย่าให้หลงเพลิดเพลินไปในรูปที่งามดี และเสียงเป็นที่ชอบใจ และกลิ่น และรส และโผฏฐัพพะ อย่าลุอำนาจราคะ โทสะ โมหะ พึงปรารภวิริยะเป็นนิตย์ พระมหาเถระในก่อนท่านสิ้นธุระแล้วก็หมั่นเจริญเอกจาริกวัตร นั่งนอนยืนเดินแต่ผู้เดียวในภายในพรรษา
อนึ่ง จะบริโภคอาหารก็อย่าให้ล้นเหลือ จงรู้ประมาณ มีสติพิจารณา ให้เห็นเป็นปฏิกูลทุกๆ คำข้าวที่เคี้ยวปนด้วยเขฬะและเสมหะ ประหนึ่งรากสุนัขอันกองอยู่ในรางฉะนั้น อิ่มแล้วก็อย่าอื้ออึงด้วยดิรัจฉานกถามีประการต่างๆ คือพูดถึงพระราชาผู้ครองพระนครนั้นๆ, พูดถึงโจรเที่ยวลักปล้นชิงข้าวของเขาอย่างนั้นๆ , พูดถึงหมู่เสนาช้าง เสนาม้า เสนารถ เสนาเดินเท้า, พูดถึงภัยต่าง มีราชภัย โจรภัยเป็นต้น, พูดถึงทัพศึกรบพุ่งประหัดประหารซึ่งกันและกัน, พูดถึงข้าวของและน้ำว่าหาง่ายหายากและฝนดีฝนแล้ง, พูดถึงผ้านุงห่มว่าดีและชั่ว มีราคามากมีราคาน้อย, พูดถึงระเบียบดอกไม้และของหอมต่างๆ, พูดถึงญาติที่ตายไปแล้วและที่เป็นอยู่ และที่มีที่จน และได้สุขได้ทุกข์, พูดถึงยานเครื่องเที่ยวไป คือยานช้าง ยานม้า ยานรถ และเรือนแพเป็นต้น, พูดถึงบ้านและนิคมและชนบทว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ พูดถึงชายหญิงที่รูปดีรูปชั่ว และเป็นคนมีคนจน, พูดถึงทหารทีแกล้วกล้าอย่างนั้นอย่างนี้, พูถึงคนที่อยู่ในตรอกและถนนว่าดีไม่ดี แกล้วกล้าและไม่แกล้วกล้า, พูดถึงท่าน้ำและคนตักน้ำด้วยอาการอย่างนั้นอย่างนี้, พูดถึงคนที่ตายไปปรโลกแล้วในก่อนว่าเป็นผีเปรตต่างๆ, พูดถึงกถาคำที่ไม่เป็นประโยชน์อย่างอื่นๆ พ้นจากที่พรรณนามาแล้วนั้นก็ดี, พูดถึงโลกว่า โลกนี้ใครสร้างมาเป็นต้น ดังนี้ พูดถึงมหาสมุทรเป็นต้น ว่าใครขุด ชื่อว่ามหาสมุทรด้วยเหตุไร, พูดถึงความเจริญความฉิบหายและเคราะห์ดีเคราะห์ร้าย ความอัปรีย์จังไรว่าจะมีจะเป็นอย่างนี้. ก็กถาคำพูดปรารภเรื่องราวที่พรรณนามาเหล่านี้ ไม่ควรพูด เป็นดิรัจฉานกถา
กถาคำพูดที่ควรพูด ๑๐ ประการ คือ
จงพูดแต่ที่ควร ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ให้พูด คือกถาวัตถุคำพูด ๑๐ ประการ ก็กถาวัตถุคำพูด ๑๐ ประการนั้น คือ
ให้พูดถึงความมักน้อยในปัจจัยลาภมีจีวรเป็นต้น และความมักน้อยในธุดงค์ และความมักน้อยในปริยัติ และอธิคม พูดดังนี้ ชื่อว่าอัปปิจฉกถาที่ ๑
พูดถึงความเป็นผู้พอในปัจจัยนั้นๆ ตามได้ ตามกำลัง ตามสมควร ชื่อว่าสันตุฏฐิกถาที่ ๒
พูดถึงความสงัดกายสงัดจิตและความไม่เดือดร้อนเพราะกิเลส ชื่อว่าปวิเวกกถาที่ ๓
พูดถึงความที่ไม่ระคนด้วยหมู่คณะ และเหตุเครื่องก่อกิเลสมีทัศนะเป็นต้น ชื่อว่าอสังสัคคกถาที่ ๔
พูดถึงความปรารภเริ่มความเพียรว่า เราทั้งหลายมาบวชในพระศาสนาสนี้ก็หวังจะออกจากทุกข์ ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ควรที่เราทั้งหลายจะเจริญกรรมฐาน อย่าเกียจคร้าน พูดดังนี้ ชื่อว่าวิริยารัภกถาที่ ๕
พูดถึงความประพฤติกายวาจาที่ดี มีเว้นปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อว่าสีลกถาที่ ๖
พูดถึงความที่จิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหวด้วยอารมณ์มีรูปเป็นต้น ไม่ติดข้องอยู่ในนิวรณ์ทั้ง ๕ มีกามฉันทนิวรณ์เป็นต้น ชื่อว่าสมาธิกถาที่ ๗
พูดถึงปัญญาความรู้ของจริงตามความเป็นจริงอย่างไร คือให้รู้จักทุกข์ เหตุของทุกข์ ความดับทุกข์ และทางมีองค์ ๘ ประการ เหตุจะให้รุ่งเรืองปัญญาด้วยการฟังและภาวนา ชื่อว่าปัญญากถาที่ ๘
พูดถึงความหลุดพ้นพิเศษจากอาสวกิเลสทั้งปวง ด้วยเป็นตทังคะ หรือวิกขัมภนะ สมุจเฉท ปฏิปัสสัทธิ นิสสรณะหรือเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ ชื่อว่าวิมุติกถาที่ ๙
พูดถึงความรู้เห็นอันเป็นไปในวิมุติ พิจารณากิเลสที่ละได้แล้วและที่เหลืออยู่ ชื่อว่าวิมุตติญาณทัสสนกถาคำรบที่ ๑๐
กถาคำพูด ๑๐ ประการนี้ ควรพูดกัน เพราะเป็นความเจริญในธรรมวินัยสัตถุศาสนานี้ อนึ่ง ให้หมั่นเจริญพุทธานุสติและเมตตาในหมู่สัตว์ทั้งหลาย และให้เจริญอสุภกรรมฐาน คิดถึงอัตภาพร่างกายที่มีวิญญาณและไม่มีวิญญาณ โดยความเป็นของไม่งาม พึงเกลียดทั้งสิ้น และพึงให้หมั่นคิดถึงความตายว่า ชีวิตอินทรีย์ที่อาศัยกัน ปรากฎเป็นไปนี้ มีอันตรายมากทั้งภายในภายนอก ประหนึ่งประทีปอันบุคคลตั้งไว้ในที่แจ้งฉะนั้น.
จตุรารักข์ทั้ง ๔ ประการนี้ เป็นของควรเจริญเนืองๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อนิราศปราศจากสรรพภัยอุปัทวันตรายทั้งปวง และเป็นเหตุแห่งความสุขความเจริญของเราทั้งหลาย ที่พร้อมใจกันอธิษฐานพรรษา ทั้งปัจจุบันภพนี้และภพหน้า โดยพระคาถานิพนธ์ว่า
สุปฺปพุทฺธํ ปพุชฺฌนฺติ สทา โคตมสาวกา
เยสํ ทิวา จ รตฺโต จ นิจฺจํ พุทฺธคตา สติ. เป็นต้นฉะนี้
ความว่า สาวกทั้งหลายของพระโคดม ถึงท่านจะนอนหลับก็ชื่อว่าหลับดีในกาลทุกเมื่อ เพราะว่าสติของท่านนั้น หมั่นระลึกในพระพุทธคุณเป็นนิตย์ทุกทิพาราตรีกาล เพราะเหตุดังนี้ จึงได้กล่าวว่าท่านเป็นผู้หลับดี เพราะมีสติระลึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่เสมอมิได้ขาด. สติของชนทั้งหลายเหล่าใด ไปแล้วในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ทั้งกลางวันกลางคืนเป็นนิตย์ ชนทั้งหลายเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นสาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ ตื่นดีแล้ว ในกาลทุกเมื่อ. ควรที่เราทั้งหลายจะพึงเจริญเนืองๆ ด้วยความไม่ประมาทนั้นเทอญ.
|