หน้าแรก
   ประวัติวัด
   แผนที่ตั้ง
   แผนที่ภายในวัด
   ถาวรวัตถุ
   ภาพจิตรกรรม
   ลำดับเจ้าอาวาส
   จำนวนพระสงฆ์
   วันสำคัญทางศาสนา
   วันพระตามปักข์
   ตารางแสดงธรรม
   ตารางอบรมกรรมฐาน
   โคลงสุภาษิตคำพังเพย
   โรงเรียนพระปริยัติฯ
   โรงเรียน พอ.วัดโสมนัส
   ภาค ๑๖-๑๗-๑๘(ธ)
   หนังสือธรรมะ
   บทความธรรมะ
   แฟ้มภาพ
   รวมเว็บเพื่อนบ้าน
   กระดานสนทนา
 
 
 
  สนง.พระพุทธศาสนา
  กระทรวงวัฒนธรรม
  แม่กองบาล
  แม่กองธรรม
  วันมาฆบูชา
  วันวิสาขบูชา
  วันอัฐมีบูชา
  วันอาสาฬหบูชา
  ภาพอสุภะ
  ภาพศพซึนาม
  ตายแล้วฟื้น
  สุภาษิตสอนหญิง
  การ์ตูนพุทธประวัต
  ผลสอบธรรม ๒๕๔๙
  ผลสอบบาลี ๒๕๕๕๐
 
 
 
 
 
  
วันพระหรือวันธัมมัสสวนะ
   วันธรรมสวนะ คือ วันกำหนดประชุมฟังธรรม ที่เรียกเป็น
คำสามัญทั่วไปว่า "วันพระ" เป็นประเพณีนิยมของพุทธ
บริษัทที่ได้ปฏิบัติสืบเนื่องกันมาแล้วแต่ครั้งพุทธกาล โดย
ถือว่า การฟังธรรมตามกาลที่กำหนดเป็นประจำไว้ ย่อมก่อ
ให้เกิดสติปัญญาและสิริมงคลแก่ผู้ฟัง อย่างน้อยได้รับธรรม
สวนานิสงส์อยู่เสมอ วันกำหนดฟังธรรมนี้ พระพุทธเจ้าทรง
ปัญญัติไว้ ๔ วันในเดือนหนึ่ง ๆ คือ วัน ๘ ค่ำ วัน ๑๔ ค่ำ
หรือ ๑๕ ค่ำ ของปักข์ทั้งข้างขึ้นและข้างแรมนับโดยจันทรคติ
วันทั้ง ๔ นี้ จึงถือกันเป็นวันกำหนดประชุมฟังธรรมโดยปกติ
และนิยมเป็นวันรักษาปกติอุโบสถสำหรับฆราวาสผู้ต้องการ
อบรมกุศลด้วย เพราะความมุ่งหมายและเหตุผลมีเช่นนี้ การประชุมฟังธรรมในวันธรรมสวนะจึงมีพิธีกรรมที่ต้องปฏิบัติเกิดขึ้น โดยนิยมเป็นระเบียบทั่วไป ดังนี้

   อุโบสถ เป็นเรื่องของกุศลกรรมสำคัญประการหนึ่งของคฤหัสถ์ แปลว่าการเข้าจำ เป็น
อุบายขัดเกลากิเลสอย่างหยาบให้เบาบาง และเป็นทางแห่งความสงบ ระงับอันเป็น
ความสุขอย่างสูงสุดในพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้น พุทธศาสนิกชนผู้อยู่ในฆราวาส
วินัย จึงนิยมเอาใจใส่หาโอกาสประพฤติปฏิบัติตามสมควร อุโบสถของคฤหัสถ์ที่กล่าวนี้
มี ๒ อย่าง คือ ปกติอุโบสถอย่าง ๑ ปฏิชาครอุโบสถอย่าง ๑ อุโบสถที่รับรักษากันตาม
ปรกติเฉพาะวันหนึ่งคือหนึ่งอย่างที่รับรักษาเป็นพิเศษกว่าปรกติ คือ รักษาคราวละ
๓ วัน จัดเป็นวันรับวันหนึ่ง วันรักษาวันหนึ่ง และวันส่งวันหนึ่ง เช่น จะรักษาอุโบสถ
วัน ๘ ค่ำ ต้องรับและรักษามาแต่วัน ๗ ค่ำ ตลอดไปถึงสุดวัน ๙ ค่ำ คือ ได้อรุณใหม่
ของวัน ๑๐ ค่ำนั่นเอง จึงหยุดรักษา อย่างนี้เรียกว่า ปฏิชาครอุโบสถ ทั้ง ๒ อย่างนี้
ต่างกันเฉพาะวันที่รักษามากน้อยกว่ากันเท่านั้น และการรักษาอุโบสถทั้ง ๒ อย่างนี้
โดยเนื้อแท้ก็คือสมาทานรักษาศีล ๘ อย่างเคร่าครัด เป็นเอกัชฌสมาทานมั่นคงอยู่ด้วย
ความผูกใจจนตลอดกาลของอุโบสถที่ตนสมาทานนั้น จึงเป็นเหตุให้เกิดประโยชน์สำคัญ
ดังกล่าวแล้วการรักษาอุโบสถนี้ประกอบด้วยพิธีกรรมซึ่งปฏิบัติกันมาโดยระเบียบต่อไปนี้
ระเบียบพิธี
. เมื่อตั้งใจจะรักษาอุโบสถวันพระใด พึงตื่นแต่เช้ามืดก่อนรุ่งอรุณ
ของวันนั้นพอได้เวลารุ่งอรุณของวันนั้น พึงเตรียมตัวให้สะอาดเรียบร้อยตลอดถึง
การบ้วนปากแล้วบูชาพระเปล่งวาจกอธิษฐานอุโบสถด้วยตนเองก่อนว่า "อิมํ อฏฺฐงฺคสมนฺนาคตํ พุทฺธปญฺญตฺตํ อุปโปสถํ อิมญฺจ รตฺตึ อิมญฺจ ทิวสํ
สมฺมเทว อภิรกฺขิตุงฺ สทาทิยามิ" ความว่า
   "ข้าพเจ้าของสมาทานอุโบสถพุทธบัญญัติ อันประกอบด้วยองค์แปดประการนี้
เพื่อจะรักษาไว้ให้ดี มิให้ขาดมิให้ ทำลายตลอดคืนหนึ่งและวันหนึ่งในเวลาวันนี้"
ดังนี้ แล้วยับยั้งรอเวลาอยู่ด้วย อาการสงบเสงี่ยมตามสมควร รับประทานอาหารเช้า
แล้วไปสู่สมาคม ณ วัดใดวัดหนึ่ง เพื่อรับสมาทานอุโบสถศีลต่อพระสงฆ์ตามประเพณี
 
๒. โดยปรกติอุโบสถนั้น เป็นวันธรรมสวนะ ภายในวัดพระสงฆ์สามเณรย่อมลงประชุมกันในพระอุโบสถหรือศาลาการเปรียญ เป็นต้น หลังจากฉัน ภัตตาหารเช้าแล้ว บางแห่งมีทำบุญตักบาตรที่วัดประจำทุกวันพระ ภิกษุสามเณร
ลงฉันอาหารบิณฑบาตพร้อมกันทั้งวัด เสร็จภัตตาหารแล้วขึ้นกุฏิทำสรีรกิจ
พอสมควร แล้วลงประชุมพร้อมกันอีกครั้งหนึ่งตอนสายประมาณ ๙.๐๐ นาฬิกา
ต่อหน้าอุบาสกอุบาสิกา แล้วทำวัตรเช้า พอภิกษุสามเณรทำวัตรเสร็จ อุบาสกอุบาสิกา พึงทำวัตรเช้าร่วมกันตามแบบนิยมของวัดนั้น ๆ
๓. ทำวัตรจบแล้ว หัวหน้าอุบาสกหรืออุบาสิกาก็ตาม พึงคุกเข่าประนมมือ
ประกาศองค์อุโบสถ ทั้งคำบาลีและคำไทย ดังนี้
คำประกาศองค์อุโบสถ
   อชฺช โภนฺโต ปกฺขสฺส อฏฺฐมีทิวโส เอวรูโป โข โภนฺโต ทิวโส, พุทฺเธน
ภควตา ปญฺญตฺตสฺส ธมฺมสฺวนสฺส เจว, ตทตฺถาย อุปาสกอุปาสิกานํ
อุโปสถสฺส จ กาโล โหติ, หนฺท มยํ โภนฺโต สพฺเพ อิธ สมาคตา, ตสฺส ภควโต ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติยา ปูชนตฺถาย, อิมญฺจ รตฺตึ อิมญฺจ ทิวสํ อฏฺฐงฺคสมฺนฺนาคตํ อุโปสถํ อุปวสิสฺสามาติ, กาลปริจฺเฉทํ กตฺวา ตํ ตํ เวรมณึ อารมฺมณํ กริตฺวา, อวิกฺขิตฺตจิตฺตา หุตฺวา สกฺกจฺจํ อุโปสถํ สมาทิเยยฺยาม, อีทิสํ หิ อุโปสถํ สมฺปตฺตานํ อมฺหากํ ชีวิตํ มานิรตฺถกํ โหตุ.
คำแปล
   ขอประกาศเริ่มเรื่องความที่จะสมาทานรักษาอุโบสถอันพร้อมไปด้วย
องค์แปดประการให้สาธุชนที่ได้ตั้งจิตสมาทานทราบทั้งกันก่อนแต่สมาทาน
ณ บัดนี้ด้วยวันนี้ เป็น วันอัฏฐมีดิถีที่แปด แห่งปักษ์มาถึงแล้ว ก็แหละวันเช่นนี้
เป็นกาลที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแต่งตั้งไว้ในประชุมกันฟังธรรม
และเป็นกาลที่จะรักษาอุโบสถของอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายเพื่อประโยชน์แก่การ
ฟังธรรมนั้นด้วย เชิญเถิดเราทั้งหลายทั้งปวงที่ได้มาประชุมพร้อมกัน ณ ที่นี้
พึงกำหนดกาลว่า จะรักษาอุโบสถตลอดวันหนึ่งกับคืนหนึ่งนี้ แล้วพึงทำความ
เว้นโทษนั้น ๆ เป็นอารมณ์ ( คือ เว้นจากฆ่าสัตว์ ๑ เว้นจากลักฉ้อสิ่งที่เจ้าของเขา
ไม่ให้ ๑ เว้นจากประพฤติกรรมที่เป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ๑ เว้น จากเจรจาคำเท็จ
ล่อลวงผู้อื่น ๑ เว้นจากดื่มกินสุราเมรัยอันเป็นเหตุที่ตั้งแห่งความประมาท ๑
เว้นจากบริโภคอาหารตั้งแต่เวลาพระอาทิตย์เที่ยงแล้วไปจนถึงเวลาอรุณขึ้นมาใหม่
๑ เว้นจากฟ้อนรำขับร้องและประโคมเครื่องดนตรีต่าง ๆ และการดูการละเล่น แต่
บรรดาที่เป็นข้าศึกแก่กุศลทั้งสิ้น และทัดทรงประทับตกแต่งร่างกายด้วยดอกไม้
ของหอมเครื่องประดับเครื่องทำ เครื่องย้อม ผัดผิวทำกายให้วิจิตรงดงามต่าง ๆ
อันเป็นเหตุที่ตั้งแห่งความกำหนัดยินดี ๑ เว้นจากนั่งนอกนเหนือเตียงตั่งม้า
ที่มีเท้าสูงเกินประมาณและที่นั่งที่นอนใหญ่ ภายในมีนุ่นและสำลีเครื่องปูลาด
ที่วิจิตรด้วยเงินและทองต่าง ๆ ๑) อย่าให้จิตฟุ้งซ่านส่งไปอื่น พึงสมาทานเอา
องค์อุโบสถทั้งแปดประการโดยเคารพ เพื่อจะบูชาสมเด็จพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า
นั้นด้วยธรรมานุธรรมปฏิบัติ อนึ่ง ชีวิตของเราทั้งหลายที่ได้เป็นอยู่รอดมาถึง
วันอุโบสถเช่นนี้ จงอย่าได้ล่วงไปเสียเปล่าจากประโยชน์เลย
๔. เมื่อหัวหน้าประกาศจบแล้ว พระสงฆ์ผู้แสดงธรรมขึ้นนั่งบนธรรมาสน์ อุบาสกอุบาสิกาทุกคน พึงนั่งคุกเข่ากราบพร้อมกัน ๓ ครั้ง แล้วกล่าวคำอาราธนา
อุโบสถศีลพร้อมกันว่าดังนี้
มยํ ภนฺเต, ติสรเณ สห, อฏฺ€งฺคสมนฺนาคตํ, อุโปสถํ ยาจาม. (ว่า ๓ จบ )ต่อนี้ ควรตั้งใจรับสรณคมน์และศีลโดยเคารพ คือ ประนมมือ
๕. พึงว่าตามคำพูดที่พระสงฆ์บอกเป็นตอน ๆ ไป คือ
   นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส (๓ จบ)
พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ฯลฯ
ทุติยมฺปิ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ทุติยมฺปิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ ทุติยมฺปี สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ
ตติยมฺปิ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ตติยมฺปิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ ตติยมปิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ.
เมื่อพระสงฆ์ว่า "ติสรณคมนํ นิฏฺฐิตํ" พึงรับพร้อมกันว่า "อาม ภนฺเต"
แล้วท่านจะให้ศีลต่อไป คอยรับพร้อมกันตามระยะที่ท่านหยุดดังต่อไปนี้
(๑) ปาณาติปาตา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ.
(๒) อทินฺนาทานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ.
(๓) อพฺรหฺมจริยา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ.
(๔) มุสาวาทา เวรมณี สิกฺขาปทํ สามาทิยามิ.
(๕) สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ.
(๖) วิกาลโภชนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ.
(๗) นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา
เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ.
(๘) อุจฺจาสยนมาสยนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ.อิมํ อฏฺฐงฺคสมนฺนาคตํ,
พุทฺธปญฺญตฺตํ อุโปสถํ, อิมญฺจ รตฺตึ อิมญฺจ ทิวสํ, สมฺมเทว อภิรกฺขิตุ สมาทิยามิ. ในการให้ศีลอุโบสถนี้ตลอดถึงคำสมาทานท้ายศีล
บางวัดให้เฉพาะคำบาลี มิได้แปลให้ บางวัดให้คำแปลด้วย ทั้งนี้สุดแต่นิยมอย่างใด
ตามความเหมาะสมของบุคคลและสถานที่นั้น ๆ ถ้าท่านแปลให้ด้วย พึงว่าตาม
เป็นข้อ ๆ และคำ ๆ ไปจนจบ ต่อนี้พระสงฆ์จะว่า" อิมานิ อฏฺฐสิกฺขาปทานิ
อุโปสถวเสน มนสิกริตฺวา, สาธุกํ อปฺปมาเทน รกฺขิตพฺพานิ " พึงรับพร้อมกัน
เมื่อท่านกล่าวจบคำนี้ว่า "อาม ภนฺเต" แล้วพระสงฆ์จะว่าอานิสงส์ศีลต่อไป ดังนี้

   สีเลน สุคตึ ยนฺติ สีเลน โภคสมฺปทา สีเลน นิพฺพุตึ ยนฺตึ ตสฺมา สีลํ วิโสธเย. (รับว่า"สาธุ ภันเต)
พอท่านว่าจบ พึงกราบพร้อมกัน ๓ ครั้ง ต่อนี้นั่งราบ
พับเพียบประนมมือฟังธรรมซึ่งท่านจะได้แสดงต่อไป.
๖. เมื่อพระแสดงธรรมจบแล้ว ทุกคนพึงให้สาธุการและสวดประกาศตนพร้อมกัน ดังนี้
   สาธุ สาธุ สาธุ
อหํ พุทฺธญฺจ ธมฺมญฺจ สงฺฆญฺจ สรณํ คโต,
อุปาสกตฺตํ เทสสึ ภิกฺขุสงฺฆสฺส สนฺมุขา.
เอตํ เม สรณํ เขมํ เอตํ สรณมุตฺตมํ,
เอตํ สรณมาคมฺม สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจเย.
ยถาพลํ จเรยฺยาหํ สมฺมาสมฺพุทธสาสนํ,
ทุกฺขนิสฺสรณสฺเสว ภาคี อสฺสํ อนาคเต.
๗. ต่อนี้ผู้รักษาอุโบสถพึงยับยั้งอยู่ที่วัด ด้วยการนั่งสมาทานธรรมกันบ้าง
ภาวนากัมมัฏฐานตามสัปปายะของตนบ้าง หรือจะท่องบ่นสวดมนต์และอ่าน
หนังสือธรรมไร ๆ ก็ได้ถึงเวลาพึงรับประทานอาหารเพลให้เสร็จทันกาลก่อนเที่ยง
เสร็จแล้วจะพักผ่อนหรือปฏิบัติอะไรที่ปราศจากโทษก็แล้วแต่อัธยาศัย พอได้เวลา
บ่ายหน้าเย็นจนค่ำ พึงประชุมกันทำวัตรค่ำตามแบบนิยมของวัดนั้น ๆ ในภาคบ่ายจนถึงเย็นนี้ บางแห่งทางวัดจัดให้มีเทศน์โปรดอีกกัณฑ์หนึ่ง
 
 
 
     
© Copyright 2004 watsomanas.com All Right Reserved.