(๑) อารัมภบท
     เรื่องราวที่ผมจะพูดในวันนี้ถ้าคิด ๆ ดูมันไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ว่าเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้มันเกิดขึ้นแล้วกับผม และมันเกิดขึ้นสำหรับผู้ที่ตายไปแล้วนะครับคนที่ตายไปแล้วไม่สามารถฟื้นขึ้นมาและพูดหรือบรรยาย ความรู้สึกในสิ่งที่เขาไปพบเห็นมาให้ฟังได้ เพราะเขาไม่มีโอกาสหรือบางท่านอาจจะมีโอกาส แต่เป็นคนที่ไม่ค่อยจะมีเกียรติ เมื่อพูดจาไปแล้วก็ดูว่าเชื่อถือไม่ได้ เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็เลยเป็นสิ่งที่เร้นลับ ไม่มีใครสามารถจะพิสูจน์ได้ แต่ในฐานะที่ผมประสบมา เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตผม ผมกล้ายืนยันว่า เรื่องเหล่านี้มีจริง เรื่องของผมที่จะเล่าจะเริ่ม ณ บัดนี้


(๒) ประวัติพันเอกเสนาะ
     ชีวิตผมเกิดมาเป็นลูกสิบเอก คุณพ่อเป็นทหารรักษาวังชีวิตความเป็นอยู่แร้นแค้น เพราะว่าคุณพ่อมีลูกเยอะถึง ๑๐ คน ผมเป็นคนที่ ๓ เมื่ออายุได้ ๘-๙ ขวบ ช่วงนั้นคุณพ่อมีลูกถึง ๖-๗ คน แล้วนะครับเพราะฉะนั้นความเป็นอยู่ลำบากมาก เมื่อเวลาฝนตกทุกคนนอน แต่ผมต้องออกไปหาปลา น้องอีกคนไปหากบหาเขียด อีกคนหาผักบุ้ง เพื่อมาเป็นอาหารมื้อเช้า เงินเดือนสิบเอกแค่ ๒๒ บาท เท่านั้น ผมโตขึ้นผมต้องไปรบเวียดนาม ไม่ใช่เพราะผมอีโก้ที่ไปเพราะผมต้องการเงินมาให้ญาติพี่น้องผมเรียนหนังสือ เพราะคุณพ่อผมเสียตั้งแต่ปี ๒๕๑๓ พูดถึงเรื่องความตายทุกคนก็ไม่อยากจะพบ ไม่อยากประสบ แต่ทุกคนก็อยากรู้ว่า เมื่อเวลาตายแล้วไปไหน จริงหรือไม่เมื่อตายแล้วเราต้องไปนรกหรือไปสวรรค์ เราทำบุญเราจะได้บุญเราทำบาปเราจะได้บาป เรื่องนี้ท่านทุกคนก็สงสัยทุกคนมีกรรมแต่ว่ากรรมของเรานี้ อาจจะเป็นมนุษย์ อาจจะเป็นสัตว์ เราได้สร้างกรรมสร้างเวรไว้กับใคร อันนี้เราไม่ทราบได้ แต่เมื่อเกิดมาในชาตินี้ กรรมนั้นมันก็ตามมา บางท่านอาจจะไม่เชื่อว่ากรรมนั้นเป็นมาอย่างไร แต่กรรมนั้นมี แต่เราไม่รู้ทุกคนเกิดมาก็จะต้องมีการตายแน่นอน พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม หมายความว่ากรรมที่ว่านั้นคือกุศลกรรมและอกุศลกรรม ซึ่งเราเรียกว่ากรรมดีและกรรมชั่ว ท่านอาจจะอยากทราบว่าเวลาจะตายนั้นมันเป็นอย่างไรเพราะเมื่อมีการตายนั้นจะต้องมีการตั้งศพสวด นิมนต์พระมาสวดศพ เป็นการแผ่บุญกุศลให้แก่ผู้ที่ตายไปแล้วและก่อนที่เราจะบรรจุศพคนตายลงไปในโลง เรามีการรดน้ำศพที่มือขวา เวลาที่เรารดน้ำศพ เรามักพูดกันอย่างนี้ คือขออโหสิกรรมผู้ตายเมื่อสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ กรรมใดที่เราเคยผิดพ้องหมองใจก็ขออโหสิกรรมเสียในชาตินี้ อีกคนหนึ่งก็อาจจะพูดว่าขอให้ท่านไปสู่สุคติ อีกท่านก็อาจจะพูดว่าขอให้ท่านจงไปสู่สัมปรายภพเทอญ บางท่านก็บอกว่าชีวิตของคนเราเกิดมาแล้วก็ต้องตายเหมือนกัน ขอให้ท่านอย่าได้ห่วงร่างและห่วงวิญญาณในชาตินี้เลยขอจงไปสู่สุคติเถิด บางคนก็รดน้ำศพไปอย่างนั้นน่ะแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร การที่เราทำอย่างนั้น เราก็ต้องการให้คนที่ตายไปอยู่ภพหน้า ทั้ง ๆที่เราก็ไม่รู้ว่ามีจริงมั้ยจริงให้เขาไปอยู่ในภพหน้าด้วยความสุขกว่าที่เขาอยู่ในชาตินี้ ถึงแม้ว่าเขาจะมีความลำบากในชาตินี้อย่างไรเพียงใดก็ตามเมื่อเวลาเขาตาย เราก็ขอให้เขาไปดี แล้วก็ไปอยู่ดีกว่าที่เขาเป็นอยู่ในชาตินี้


(๓) ตายครั้งที่ ๑
   แต่ความจริงแล้วการที่เราพูดอย่างนั้นมันก็มีส่วนถูกบ้างแต่ก็ไม่ใช่จะถูกทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์การที่เรารดน้ำศพ เราควรจะพูดอย่างนี้ครับ" ชีวิตของคนเกิดมาท่านกับเราตายเหมือนกัน แต่ว่าใครจะตายช้าตายเร็วขอให้กรรมดีที่ท่านได้สร้างไว้ในชาตินี้ในภพนี้จงช่วยนำท่านไปสู่สุคติอย่างนี้ครับจึงจะถูก "และต้องพูดอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งคนตายต้องการมากที่สุด คือ อย่าได้ห่วงญาติมิตร อย่าได้ห่วงทรัพย์สมบัติซึ่งมันไม่มีแก่นสารอะไร ขอให้ท่านตัดสิ่งเหล่านี้ให้ได้ และขอให้กรรมดีที่ท่านทำในชาตินี้พาท่านไปสู่สุคติ อย่างนี้น่าจะถูกต้องมากกว่าซึ่งผมจะมีเหตุผลในการที่จะพูดต่อไปในเรื่องการตายครั้งที่หนึ่ง ที่กองทัพหนึ่งมีสโมสรของ พัน สห.มทบ.๑ ผมได้มาเล่นรัมมี่ที่นี่ติตต่อกันเป็นเวลา ๖ เดือน ๖ เดือนนี้ผมจะเลิกในราวเที่ยงคืน ตลอด วันนั้นประมาณวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๑๓ ก็ปรากฏว่าผมเล่นไพ ๓ วัน ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ วันแรกทานข้าวได้ วันที่สองทานก๋วยเตี๋ยววันที่ ๓ ทานน้ำอัดลม พอคืนวันอาทิตย์ผมก็หมดแรง ผมจะลุกขึ้นไปห้องน้ำปรากฏว่าหน้ามืดล้มตึง เพื่อน ๆ ถามว่าจะไปตายที่บ้านหรือจะไปโรงพยาบาล ผมบอกไปตายโรงพยาบาล ญาติพี่น้องไม่เห็นใจ เขาก็พาผมไปบ้านในสภาพของคนที่เรียกว่าหมดสภาพเหมือนนกปีกหักไม่มีแรง โซซัดโซเซนะฮะ หน้าดำ ดำปี๋เลย ผมก็บอกคุณแม่ว่าผมไปเล่นไพ่มา แล้วก็ไม่ได้ทานน้ำไม่ได้นอนเลย คุณแม่มองดูลักษณะท่าทางการพูดของผมแล้วมันเหน็ดเหนื่อยมาก ท่านก็บอกว่าไปนอนพักผ่อนซะในระหว่างนั้นผมก็มีอาการหนาวสั่น เท้าเริ่มชา แล้วตาก็มองไม่เห็น คุณแม่ก็คิดว่าผมคงจะต้องตายแน่ท่านก็เลยให้น้องชายไปซึ้อดอกไม้มา แล้วก็ให้ผมสวดมนต์ ท่านให้ผมนึกถึงพระที่ผมนับถือ ให้นึกถึงหลวงพ่อที่เราเคารพเพื่อวิญญาณเราจะได้ไปสู่สุคติตามความเชื่อของผู้ใหญ่ท่านให้ผมพูดคำว่าพระอรหันต์ ผมก็ไม่รู้ว่าพระอรหันต์หมายความว่ายังไงผมก็นึกว่าคงเป็นพระพุทธเจ้ามากกว่า ผมก็พูดตามที่คุณแม่ว่า " ตอนนี้มันก็มีโลหิตออกทางปากจมูกและที่หูเท้าชาแล้วก็เริ่มลมสว้านลมสว้านมัน จะตีขึ้นมาเสียงมันจะอู้ในหูครับดังง้งง้ง ง้ง...ง ดังวิ้ว วิ้ว วิ้ว... ว ดังตลอดเลย นั่นหมายความว่าชีวิตใกล้จะสิ้นแล้ว แล้วตัวนี่เย็นชาตลอด เย็นมาก คุณแม่ก็ไม่รู้จะทำยังไงฮะคุณแม่ก็ร้องไห้ ท่านร้องไห้ตลอดเวลา ผมก็บอกว่า คุณแม่ครับ ผมได้ยินเสียงระฆังดังเพราะตอนนั้นมันเป็นเวลาใกล้สี่ทุ่มคุณแม่ก็บอกว่าระวังที่ว่านี้มันเป็นระฆังแบบที่แขวนไว้ตามโบสถ์ มีใบโพธิ์เขามีเงินเขาก็ซื้อมาแขวนไว้ที่บ้าน เราคนจนเราก็ไม่มีอย่าไปสนใจเลยลูกว่าพระอรหันต์ต่อดีกว่า ผมก็ว่าพระอรหันต์ต่อ เดี๋ยวเดียวเท่านั้นผมได้ยินเสียงพระสวดพระท่านสวดมาแต่ไกล ผมก็บอกคุณแม่ครับผมได้ยินเสียงพระสวด คุณแม่ก็บอกมีคนตายใกล้ ๆ บ้านเรา เขาเป็นเศรษฐี เขาเอาศพตั้งที่บ้านสามารถที่จะเลี้ยงแขกได้ ๓ มื้อ ซึ่งมันเปลืองกว่าไปเลี้ยงที่วัดเพราะเขาเป็นเศรษฐีลูกอย่าไปสนใจเลย ว่าพระอรหันต์ ว่านะโมตามที่แม่บอกดีกว่า ผมก็ว่าตามคราวนี้ผมเห็นก้อนเนื้อพังผืดที่มันน่าเกลียดมากมันลอยจากท้องฟ้าลอยมาลอยมา แล้วผมก็บอกคุณแม่ว่าผมเห็นเนื้อพังผืด ซึ่งเป็นปุ่มปมคล้าย ๆ กับหนังคางคกซึ่งมันน่าเกลียดมาก เมื่อมันลอยเข้ามาหาผม ผมมีความขยะแขยง ความน่าเกลียดของมันมากผมก็แลบลิ้นออกมาเต็มที่ในช่วงนี้ผมปัสสาวะราดและอุจจาระก็ออกเลือดออกปาก ออกจมูก แล้วคุณแม่บอกว่าผมคอพับไปและหัวใจไม่เต้น "


(๔) ท่องแดนนรกและสวรรค์
คุณแม่ก็หวังว่า พรุ่งนี้จะรดน้ำศพกันที่วัดโสมฯ ก็ได้มีการติดต่อกับที่วัด จะเอาศพผมไปรดน้ำศพที่ศาลา ๓ และได้มีการติดต่อกับทางญาติที่ชลบุรีบ้างที่เพชรบุรีบ้างที่นครสวรรค์นครปฐม และที่ปากเกร็ด คือบอกหมดทั้งญาติคุณพ่อคุณแม่เพื่อจะให้มารดน้ำศพ ช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่ผมไปแล้วนะครับ ต่อไปก็เป็นช่วงที่ผมจะไปพบอะไรข้างบนบ้าง ผมไม่ทราบว่าผมใช้เวลาเท่าไหร่ในการที่จะรู้สึกตัวว่าผมได้มาเดินอยู่ในที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นพื้นราบน่าเดินมาก พื้นราบนั้นเปรียบเสมือนสนามบินดอนเมือง แต่ว่าเท้าที่เราเดินผมไม่มั่นใจว่าเป็นการเดินเอาฝ่าเท้าลง ผมรู้สึกว่าผมเดินเอาฝาเท้าหงายขึ้นซึ่งมันผิดปรกติ แล้วพึ้นที่นั่นก้มมองไม่เห็น เพราะมันเป็นพวกหมอกสีขาว และหมอกสีขาวนั้นทึบมาก แต่ผมมองเห็นตัวเองนุ่งกางเกงสีน้ำเงิน เสื้อยืดสีขาว แต่คนที่เขาเดินกับผมไม่เหมือนผม คือเขาแต่งชุดสีขาวลักษณะเป็นผ้ามัดตราสัง แล้วตัวเขาไม่ได้มีเนื้อมีหนังเหมือนอย่างเรา คือตัวเป็นกระดูกทั้งสิ้น เพราะเราสังเกตได้เวลาเขาเดิน ตรงหัวเข่าเขาที่หายไปกับหมอกควัน ซึ่งท่วมพื้นอยู่นั้น ผมเห็นเขาเดินหย่ง ๆเหมือนหนังสโลว์แล้วก็เห็นเป็นกระตูก มีเสียงดังของกระดูกกระทบกับพื้น แล้วทุกคนที่เดินไปร้องไห้ ร้องไห้ทุกคน เขาร้องไห้ทำไมครับ เขาร้องไห้ เพราะเสียดายเวลาเมื่อตอนที่เขาเป็นมนุษย์เขาไม่ได้ทำบุญเลย หรือทำก็ทำน้อย ไม่เพียงพอกับความต้องการ เมื่อเขาเดินทางไปเขาหิว เมื่อหิวเขาก็ไม่มีอาหารทาน. ในระหว่างที่เดินไปนั้นมันจะมีอำนาจอันหนึ่งที่เราไม่สามารถที่จะบอกได้ว่าอำนาจนี้มาจากไหน เราจะได้ยินแต่เสียงดังขึ้นจากท้องฟ้า เสียงนั้นบอกว่า บัดนี้ท่านตายแล้ว ขอให้ท่านปฏิบัติตัวดังนี้ หนึ่ง อย่าคิดถึงญาติพี่น้อง ลูก เมีย และร่างของตัวเองที่อยู่ในเมืองมนุษย์ ห้ามคิดถึงเด็ดขาด ใครคิดจะมีโทษ โทษนั้นหนักมาก เดี๋ยวจะเล่าว่าเป็นยังไง ต่อไปประการที่สองในระหว่างเดินไปห้ามเหลียวซ้ายห้ามแลขวา ห้ามหันหลัง ประการที่สาม ห้ามพูดจากันระหว่างทางที่เดินกันไป เหล่านี้เป็นบัญญัติที่มีการสั่งห้ามไว้แล้วถ้าไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษมาก เมื่อเราฟังโทษแล้ว เราจะรู้สึกว่าโทษนั้นเป็นโทษที่น่ากลัวมาก เราเป็นทหารนี่เจ้านายผู้บังคับบัญพาบอกว่าถ้าทำผิดอย่างนี้จะต้องถูกขัง ๓ วัน เรามีระยะเวลาออก และเราก็สามารถที่จะทนได้แต่โทษของเขาข้างบนนั้นไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่นคนที่ถูกตีถูกโบย เนื่องจากก่อกรรมไว้ในชาตินี้มาก เวลาตาย้ไปแล้วจะมีคนมารับ แล้วคนที่รับนั้นจะทุบตีการตีด้วยหวายของเขา เขาไม่ใช่เฆี่ยนตีหลายที เขาตีเพียงทีเดียวีหนเดียว แต่การเจ็บนั้นเจ็บไปถึง ๓-๔ ชั่วโมง แล้วคนที่ถูกตีนั้นจะร้องโหยหวนเจ็บปวดมาก ที่ผมฟังดังนั้นเสียงมันโหยหวนมากจนกระทั่งเรียกว่าเรากินข้าวเสร็จ เสียงนั้นก็ยังได้ยินอยู่เรื่อยไป อันนี้ทุกคนเห็นภาพแล้วนะครับว่าผมเดินไปยังไง และมีใครบ้าง แต่ผมจะไม่พูดถึงการไปนรกนะครับ ผมจะพูดถึงเรื่องการไปสวรรค์เท่านั้น เพราะข้างบนเขาสั่งมาว่า ถ้าท่านจะพูดถึงเรื่องการไปสวรรค์นั้น ท่านพูดได้ข้างบนไม่ขัดข้อง แต่ห้ามพูดเรื่องการไปนรก เพราะว่าในการที่เราพูดมันจะมีผลเสียผลดีไม่เหมือนกัน อย่างเช่นเราบอกเขาว่าท่านทำบุญสิ ใส่บาตรพระวันละองค์สิ ถึงแม้ไม่มีก็ใส่ไข่ต้มหรือไข่ดาวก็ได้ ไม่มีก็ปาท่องโก๋หรือซาลาเปาถวายพระชิ้นสองชิ้นก็ได้ ถ้าหากท่านไม่ทำมันก็ไม่มีผลเสียอะไรสังคมก็อยู่ได้ ไม่มีปัญหาอะไรแต่ถ้าหากเราบอกว่า ท่านอย่าไปผิดถูกผิดเมียเขาท่านอย่าไปปล้นจี้ขี้โกง อย่าไปฆ่าคนนะถ้าหากท่านทำอย่างนี้ท่านจะได้รับโทษอย่างนี้ หนึ่ง ท่านอาจจะต้องลุยกอบัวที่มีหนามแหลมคม ซึ่งหนามนี้เป็นหนามเหล็กท่านจะต้องปีนต้นงิ้วซึ่งมีอีกาปากเหล็กและข้างล่างจะมีคนคอย
เฆี่ยนคอยโบยให้ท่านต้องปีนต้นงิ้ววันหนึ่งไม่รู้กี่เที่ยว ท่านต้องนั่งในที่แคบ ๆ โดยที่ไม่มีอาหารกิน แล้วก็จะมีคนมาเฆี่ยนตีท่านทุกชั่วโมง ถ้าหากเราพูดไปอย่างนี้ไม่มีใครเชื่อ เมื่อไม่มีใครเชื่อคนต่าง ๆ เหล่านั้นก็ขัดขืนเมื่อเขาเกิดการลองดีขึ้นมา เขาก็ไปก่อกรรมทำชั่วขึ้นมา มันก็เกิดผลเสียขึ้นต่อมนุษยโลกเพราะฉะนั้นไอ้เหตุผลอันนี้นะครับ ผมถึงไม่พูดเรื่องการไปนรก ดังที่ผมก็เห็นว่านรกมีอะไรหลายต่อหลายอย่าง แต่พูดไม่ได้ เพราะรับปากไว้แล้วว่าไม่พูด แล้วผมกลัวมากครับ ผมถึงไม่พูด



(๕) อานิสงค์การใส่บาตร
     ทีนี้ในระหว่างที่เดินไปนะครับทางขวาก็เป็นพื้นที่ว่างโล่ง ทางซ้ายก็เป็นเหมือนคนใส่บาตรเต็มหมดเลยนะครับ แล้วแต่ว่าคนมีคนจน แต่คนจนก็มีพวกโต๊ะไม้ ขันทองเหลือง ขันอะลูมิเนียมใส่ข้าวปิ่นโตก็ใส่กับข้าวคนรวยก็มีเก้าอี้มุกเก้าอีเงินและอาหารก็แตกต่างกันออกไปผมก็รู้สึกว่าผมหิวข้าว ผมก็มองไปที่ที่เขาตั้งอาหารอยู่ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งกวักมือเรียกผม บอกว่า เอ้า ! ร้อยโท เสนาะอาหารคุณอยู่ทางนี้ ตอนนะผมยังเป็นร้อยโท เขาก็เรียกผมเข้าไปเขาก็เอาอาหารให้ผมทานตลอด ผมทานไปผมก็คิดนะครับว่า อาหารต่าง ๆ เหล่านี้ผมเคยเห็นที่ไหน ผมนึกได้ครับว่าเมื่อตอนสมัยผมอายุ ๗-๘ ขวบ คุณพ่อคุณแม่ใช้ให้ผมเป็นผู้ใส่บาตรตอนเช้าตลอดเวลา เนื่องจากครอบครัวเราจน เพราะฉะนั้นเราจึงทำบุญใส่บาตรทั้งข้าวแดงข้าวขาว ส่วนกับข้าวนั้น คุณแม่ก็ช่วยรายได้ของคุณพ่อก็โดยที่คุณแม่ก็เป็นแม่ค้าขายข้าวแกงให้กับทหารเกณฑ์ เพราะงั้นอาหารที่ใส่บาตรพระก็เป็นพวกแกงซะเป็นส่วนใหญ่ พวกแกงปลาดุกแกงปลาไหลแกงเนื้อปลาทูทอดไข่ลูกเขย ไข่ต้ม ไข่ดาว ไข่พะโล้มันจะเป็นลักษณะนี้มาก ขณะผมทานผมคิดได้ว่า ไอ้ขันเงินใบนี้มันเป็นขันล้างหน้าของคุณแม่ผม และก็ไอ้ขันทองเหลืองที่ใส่ข้าวแดงเป็นขันล้างหน้าของคุณพ่อผมที่ให้ผมใส่ข้าวแล้วก็เอามาใส่บาตรพระ ผมทานเสร็จผมก็นึกนะฮะนึกถึงการทำบุญเมื่อตอนสมัยที่ผมเป็นเด็กอยู่ ผมก็คิดว่า เมื่อผมทำบุญมาผมก็ได้กินผมก็ถามบอกว่าแล้วคนอื่นเขาจะมาทานอาหารผมได้มั้ย ผู้หญิงคนที่เขามารับผมบอกว่าทานไม่ได้ เนื่องจากว่าตอนเป็นมนุษย์นั้นไม่ได้ทำเอาไว้ เพราะงั้นก็ไม่มีกิน ผู้หญิงที่มารับผมเขานุ่งผ้าถุงสีเขียว เสื้อสีขาวแบบผ้าด้ายดิบสะอาดและมีกลิ่นหอม ทรงผมปล่อยแล้วมีปิ่นปักผมเป็นไม้ไผ่เสียบไว้ข้างหลัง มันจะหอมชวนให้เราเดินตามไปลักษณะมันคล้าย ๆ ต้นไม้ใหญ่ลอยบนอากาศ เป็นรากสีเขียว ๆ มัน ๆแผล็บเลย มันจะลอยนำหน้าตลอดเวลา แล้วมันจะมีกลิ่นหอมให้เรานี้เดินตามกลิ่นหอมนั้นไปคล้าย ๆ ว่าไปแล้วไม่ต้องกลับละให้ไปตลอดทาง ผมได้เหลือบมาทางซ้ายมือนะฮะก็เห็นตาแก่คนหนึ่ง แกสูงประมาณ ๑๘๐ ซม. ตัดผมทรงลานบิน นุ่งกางเกงขาสั้น ใส่เสื้อด้ายดิบแขนสั้นแกชะโงกทางขวามือ แล้วก็ถามว่าเห็นนายแกมั้ยผมบอกผมไม่เห็นหรอก เพราะผมไม่รู้จักว่านายท่านชื่ออะไรอยู่ที่ไหนผมไม่รู้ แกบอกว่าแกมาคอยนายแกนานแล้ว ไม่เจอสักที ผมสังเกตว่าอาหารของแกวางอยู่บนเก้าอี้มุก มีขันเงินใบใหญ่ มีข้าวมีควันขึ้น แล้วก็น้อยหน่าลูกใหญ่ มีทั้งเงาะ ลางสาดหรือผลไม้ลูกโต ๆ แกงก็ใส่ภาชนะที่ดีมากเลย แล้วมีควันขึ้นตลอด ผมก็ทานเงาะของผมที่มันดีมั่ง ใหญ่มั่ง เล็กมั่งและกันไปนะฮะซึ่งเทียบเขาไม่ได้


(๖)ผลของกรรมชั่ว

ในขณะเดียวกันผมก็มองไปทางขวามือ ผมก็เห็นผู้ชายคนหนึ่ง แต่งสีขาวแบบที่ผมว่า แกกินข้าวแล้วแกก็ร้องไห้น้ำตาแกไหลพรากเลยแกกินข้าวไม่เหมือนเรากินอย่างเรากินเราใช้ ช้อนตักทานปรกติแต่แกกินแกต้องใช้มือหยิบข้าวทีละเม็ดเข้าปาก เวลาแกกินทีแกต้องร้องทีร้องโหยหวนผมก็ถามผู้หญิง ที่เขามารับผู้ชายคนนี้ว่าทำไมเขาถึงเป็นอย่างนี้น่าสงสารนะ น่าเวทนาเขาก็เล่าให้ฟังว่า เมื่อตอนที่ผู้ชายคนนี้ยังเป็นมนุษย์ เขาเป็นพ่อค้า ก็มีพระองค์หนึ่งมาบิณฑบาตตอนเช้าแกก็ไม่อยากให้พระมาบิณฑบาต เพราะแกไม่อยากทำบุญ วันแรกแก ก็ทำบุญด้วยข้าวดิบ พระก็กลับไปวัดไปฉันข้าวดิบก็ท้องเสียอีกวันหนึ่งพ่อค้าคนนี้ก็แกล้งเอาข้าวไหม้ใส่บาตรเพื่อจะไม่ให้ พระองค์นี้มาบิณฑบาตอีกอีกวันก็เอาข้าวบูดส่วนผลไม้ก็เอาที่ดิบมั่งสุกมั่งเน่ามั่งเอามาใส่บาตร

(๗) ตายแล้วฟื้นครั้งที่ ๑
     ผมหมดสติหรือผมตายไป ดังที่ว่านี่ก็เป็นเวลาตั้งแต่ ๔ ทุ่มของคืนวันอาทิตย์ แล้ววันจันทร์ตอน ๔ โมงผมฟื้น ตอนช่วงที่ผมสิ้นชีวิตหรือว่าตายไป คุณแม่ผมจุดธูปตลอดไม่ให้ขาดเลยนะ โดยที่ขอชีวิตผมจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยคุณแม่ก็หวังลม ๆ แล้ง ๆ ไปอย่างนั้นเอง คล้าย ๆ กับว่าคุณพ่อก็มาเสียไป ถ้ามาเสียผมอีกคน น้อง ๆ อีก ๗ คน ก็ไม่ได้เรียนหนังสือกันก็อยากจะขอวิญญาณหรือขอชีวิตผมคืนมา ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ผมก็กลับฟื้นขึ้นมานะฮะ แล้วผมก็ไปรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลพระมงกุฎประมาณ ๓-๔ วัน หมอก็ให้ออกซิเจน น้ำเกลือ ให้เลือด แล้วผมก็มีชีวิตอยู่รอดมาจนกระทั่งมีการตายครั้งที่สองขึ้นมา คราวนี้ผมต้องเรียนให้ทราบก่อนว่า ผมเริ่มป่วยเป็นโรคไตวายเมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๒๗ ผมได้เข้ารับการรักษาที่ตึกแปดชั้น โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ห้อง ๖๑๙ ผมป่วยอยู่ประมาณเกือบ ๗๐ วัน วันนั้นเป็นวันที่ ๗ หรือที่ ๘ เดือนมกราคม ๒๕๒๘ ซึ่งเป็นวันที่ผมดีใจที่สุด เพราะคุณหมอผู้รักษาก็บอกว่าผู้การกลับบ้านได้แล้วนะ เพราะว่าโรคไตที่เป็นนั้นได้รับการรักษาขั้นต้น ได้มีการเจาะหน้าท้องแล้วก็ใช้น้ำยาล้างหน้าท้อง คือถ่ายเอาของเสียออกทั้งหมด ๕๔ ขวด ก็หมายความว่าพ้นขั้นอันตรายแล้วกลับบ้านได้แล้วก็รอการผ่าตัดเส้นเลือดดำเส้นเลือดแดง คือรอให้เส้นมันโตจะได้ใช้การล้างทางเครื่องไตเทียมต่อไป ผมก็ดีใจมากตอนนั้นผมกับภรรยายังคุยกันเรื่องหนัง ที.วีที่ดูในห้องผู้ป่วยพิเศษที่ผมนอนอยู่นั้น พอหนังเรื่องนี้จบตอน ๒ ยาม ๑๕ ผมก็นอน ก็ต่างคนต่างนอนลง พอล้มตัวลงนอนผมรู้สึกว่ามีคนมาปลุกผมนะครับ โดยคนจำนวนมากไม่ต่ำกว่าร้อย ๆ คนผมก็ลืมตาขึ้นมากปรากฏว่า ทางซ้ายมือของผมในลักษณะที่ผมนอนอยู่บนเตียงนี้นะครับ ผมเห็นมือของคนเป็นร้อย ๆมือยุ่บยั่บเลย ส่วนหลังมือเป็นสีดำคล้ายๆแช่น้ำครำ แต่ฝามือนี่เหลืองคล้าย ๆ สีท้องจิ้งจก เหลืองมากและซีดมาก เสียงร้องนี่ไม่รู้ใครเป็นใครเลย ระงมไปหมด ผมไม่ทราบว่าหูผมฝาดไปหรือเปล่า ตอนแรกลืมตาดูก็เห็นภาพไหว ๆ ทางขวามือผมเห็นผู้หญิง ๒ คนนุ่งผ้าถุงสีน้ำตาลไหม้เก่า ๆ ตัวแกผอมมากเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก มือแก ก็มีแต่กระดูก กำลังจับแขนผมดึงขึ้นเอาไว้ที่แก้มแก ๒ หนนะครับ แล้วแกก็ร้องไห้ ผมก็แอบชำเลืองดู เอ๊ะ ! ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนนี่ มันเป็นผีนี่เพราะว่าดวงตาของแกมันไม่มีดวงตาสีดำเลย มันเป็นดวงตาสีขาวแต่มีเลือดสีแดงเต็มหมดเลย แล้วตาแกก็ลึกโบ แก้มตอบ แกหิวโหย มาก ปากแกแห้ง แกร้องไห้แบบผมไม่รู้จะเรียกยังไงไอ้ความ เศร้าโศกของแก แกร้องไห้เหลือเกิน โหยหวนมาก ในระหว่างนี้ผมก็นึกถึงพระนะครับว่าตอนนี้ผมถูกผีหลอกผมก็นึกถึงหลวงพ่อผา หลวงพ่อโอภาศรี หลวงพ่อวัดปากน้ำที่ผมเคารพนับถือ พระแก้ว พระชินราช ผมก็นิมนต์มาหมดเลยผมก็ท่องคาถาของหลวงพ่อโอภาศรี ท่องสามจบแล้วก็ยังไม่ไปท่องคาถาของหลวงพ่อวัดปากน้ำก็ไม่ไป ท่องนะโมตัสสะแล้วก็ไม่ไป เมื่อไม่ไปแล้วเขาทำยังไงรู้ไหมครับ ตอนนี้เขาเริ่มยกตัวผมขึ้นจากเตียง ยกขึ้นๆ ๆ ผมก็เริ่มกลัวผมก็ร้องเรียกแฟนผมว่า แม่! ผีหลอก!ผมอ้าปากลั่นห้องเลยแต่ว่าแฟนผมไม่ได้ยิน แกก็หลับไปเรื่อยเลย เห็นท่าไม่ดีผมก็บอกว่า เอายังงั้นผมรู้แล้วว่าที่ท่าน ๆ มาท่านต้องการให้ผมช่วยเหลือ ผมจะทำบุญใส่บาตรแผ่ส่วนกุศลไปให้พรุ่งนี้นะ เสียงก็ยังร้องอยู่ และยกผมขึ้นสูง ผมก็จะตกเตียง ผมก็บอกงั้นพรุ่งนี้ ผมจะนิมนต์พระที่วัดมะกอก เพราะมันใกล้โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ มาทำสังฆทานให้ในห้องนี้เลย เสียงนั้นก็ยังร้องไห้โหยหวนต่อไปอีก ผมกลัวมาก แล้วหน้าตาของแต่ละคนก็เริ่มปรากฏให้เห็นในลักษณะของหน้ากระดูกทั้งนั้นเลย แล้วมือนี่ซีดและน่าเกลียดมากยุ่บยั่บเลย ผมมานึกดูเป็นร้อย ๆ มือเลยแล้วมาอุ้มตัวคุณอยู่ คุณจะรู้สึกยังไง ผมก็รู้สึกว่าท่าไม่ดีแน่ เอาละพรุ่งนี้ผมกลับไปบ้านแล้วนี่ผมจะนิมนต์พระ ๙ องค์มาทำบุญและก็บังสุกุลให้ เขาก็ไม่ยอมรับจนกระทั่งผมบอกว่าปีนี้ผมยังไม่ได้บวชเลยนะ ผมจะบวชและแผ่ส่วนกุศลให้ เท่านั้นละครับเสียงหายเลย ทำไมเขายอมรับครับ เมื่อเราบอกว่าจะบวชและแผ่ส่วนกุศลให้ คืออย่างนี้ครับ การทำบุญนี่มีหลายอย่าง การทำบุญด้วยการใส่บาตรนั้น สัตว์ทั้งหลายที่ตายไปแล้วสามารถจะได้รับเพียงบางส่วน เพราะว่าผู้ที่ก่อกรรมทำเข็ญไว้เช่น ฆ่าบุพการี ฆ่าพระสงฆ์ แล้วก็ทรมานสัตว์ ตัวอย่างนี้นะครับเวลาเราทำบุญใส่บาตร พวกนี้ไม่ได้รับครับ เพราะว่าพวกนี้ไม่ได้เป็นผี แต่เขาเป็นเปรต เขาเป็นเปรต อยู่ในนรก มันมีขุมอะไรต่าง ๆ อีก เขาตกนรก คราวนี้ถ้าหากว่าเขาอยู่ลึกไป ๓ เมตร เราเอาไม้ประมาณ ๑๐๐ เมตร แล้วก็ผูกอาหารไป เขารับไม่ได้ เพราะงั้นเขาก็ไม่ยอมรับในสิ่งที่ผมเสนอไปเราบอกเราจะทำบุญด้วยการถวายสังฆทาน หมายความว่าเราต้องเสียเงินมากขึ้นมานิดหนึ่ง แต่เขา มีบาปมากเขาก็รับไม่ได้ เพราะ งั้นวิธีสุดท้ายที่เขาจะรับส่วนบุญจากเราได้คือการบวชและการแผ่ส่วนกุศลให้ เพราะงั้นพอวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๒๘ ผมถึงบวชครับ บวชที่นครราชสีมา วัดเบญจมบพิตรบวชอยู่หนึ่งพรรษาในระหว่างที่บวชผมก็ได้ทำวัตรเช้าทำวัตรเย็น ก่อนนอนก็สวดมนต์ แล้วก็แผ่ส่วนกุศลไป หลังจากฉันเช้า ฉันเพล ผมก็สวดสัพพีให้ ตอนกลางคืนก่อนนอนผมก็สวดชินะบัญชร เพราะ ชินะบัญชรสามารถจะให้ได้ทั้งการแต่งงาน การทำบุญขึ้นบ้านใหม่การให้ศีลให้พรเป็นสิริมงคล หรือแม้แต่การทำน้ำมนต์ เป็นบทครอบจักรวาล


(๘) ท่องแดนสวรรค์
     ผมได้พูดถึงเรื่องการทำบุญ และผู้ที่ได้รับนั้นถ้าหากว่า ไม่มีเวร ไม่มีกรรมแล้วนี่ ก็จะสามารถได้รับส่วนบุญนี้ คราวนี้กลับมาอีกนิดเรื่องการทำบุญ คือตอนเช้าไม่ว่าจะทำบุญที่ไหนก็ตามแต่ตามประเพณีเขาต้องมีการกรวดน้ำ บางคนบอกว่าผมไม่กรวดน้ำจะได้ไหมบอกได้ ท่านไม่กรวดน้ำ อาหารที่ท่านทำไปมันก็เป็นอาหารของท่าน คนอื่นกินไม่ได้ ญาติพี่น้องท่าน บุพการีท่าน ปู่ย่าตาทวดที่เสียชีวิตไปแล้วกินไม่ได้ แกจะมานั่งพับเพียบและมานั่งคอยดูอาหารอันนี้ แต่แกไม่ได้กินเพราะกินไม่ได้ วิธีที่เราจะแผ่กุศลไปให้คนตาย เราไม่จำเป็นต้องไปท่องบาลีสันสกฤตหรือภาษาพระเขาสวด เพราะเราไม่ใช่พระ เพียงแต่เราพูดว่า ข้าพเจ้าพันเอก เสนาะ จินตรัตน์ ขออุทิศส่วนกุศลอันมีข้าวแกง ปลาดุก เป็ปซี่กระป๋อง แล้วก็ลอดช่องนำกะทิ หรือไข่ดาวขอให้กับใคร ให้คุณพ่อสิบเอก เลือน จินตรัตน์ อะไรอย่างนี้ แล้วก็่คุณยาย เอ่ยชื่อและนามสกุล ถ้าเราพูดอย่างนี้ ท่านทั้งหลายที่เราเอ่ยไปนี้ก็ได้รับอาหารและเราไม่ต้องคำนึงถึงเลยว่าเขาจะไม่ได้รับ เขาจะได้รับและมีอาหารทาน ส่วนการตายครั้งที่สองของผม เมื่อพุทธศักราช ๒๕๒๘ ผมยังป่วยเป็นโรคไตวายนะครับ นายแพทย์ผู้รักษาบอกว่าภายใน ๖ เดือน ผมจะต้องเสียชีวิต นายแพทย์ผู้นั้นก็คือ พันเอก สุทธชาติพืชผล เป็นหัวหน้ากองหน่วยไต แล้วก็มีนายแพทย์ลูกมืออีกหลายคนมีแพทย์หญิง อุษณา แพทย์หญิง พันธุ์บุปผา ทั้ง ๓ ท่าน บอกว่าผมจะตายภายใน ๖ เดือน หรือน้อยกว่านั้น เพราะฉะนั้นให้ผมเตรียมตัวเตรียมใจให้ปลงซะว่าจะต้องตาย เพราะฉะนั้นภายในเดือนมกราคม - มิถุนายน ๒๕๒๘ ผมจะต้องตายในระหว่างป่วยท่านจะบอกตลอดเวลา เพราะดูจากผลเลือดของผม ท่านบอกว่าคนที่มีผลเลือด บี.ยู.เอ็น. เสียถึง ๒๓๐๐ ซี.ซี. มันอยู่ไม่ได้ ผมก็บอกกับภรรยาและคุณแม่ผมให้เตรียมจัดการศพผมได้ แล้ววันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๒๘ ผมตายจริง ๆ ครับวันนั้นผมทำการผ่าเส้นเลือดเป็นครั้งที่สาม แล้วก็ครั้งที่ ๔ ในวันเดียวกัน เพื่อช่วยชีวิตฉุกเฉิน ๔๐๐๐ ซี.ซี.ปรากฏว่าเครื่องมันดูดเลือดได้แค่ ๒๐๐๐ ซี.ซี. เพราะฉะนั้นตัวเริ่มบวมครับ ปากเหม็น และมีการคลื่นไส้อาเจียน ก็ทำท่าจะตายตอนนั้นผมเข้ามาอยู่ห้อง ๖๐๙ ห้องพัดลมคู่ อยู่กับผู้ป่วยเป็นทหาร พันเอกพิเศษอีกคน แต่คนนั้นตายไปก่อนผม เป็นโรคหัวใจ แกดีใจฮะ หัวเราะแล้วก็ตายไปเลย ก็เหลือผมคนเดียว วันนั้นผมก็มีอาการแน่นที่หน้าอก คุณหมอก็บอกว่าวันนี้ผู้การอาการไม่ค่อยดี คุณหมอก็ถามว่าแน่นที่ไหน พอผมบอกว่าแน่นที่หน้าอกในช่วงนี้ผมก็วืดไปเลย ขณะนั้นเป็นเวลา ๘ นาฬิกา ๓๐ นาที วืดไปไหนใช่ไหมครับ ท่านคงนึกว่าวิญญาณคงเป็นจุดเล็ก ๆ วิญญาณอาจจะเป็นดวงไฟกลม ๆ เหมือนอย่างที่ชาวบ้านเขาพูดกัน ความจริงไม่ใช่นะครับ วิญญาณก็คือตัวเราเอง คือตัวผมเองก็ยังเป็นคนเหมือนอย่างเราเช่นนั้นที่เขาเรียกวิญญาณหมายความว่ามันไม่มีไส้ ไม่มีกระดูก มันสมองก็ไม่มี มันเป็นตัวโปร่งแสง หลับตาดูนะฮะ ตอนนี้ผมก็เริ่มไปแล้ว คราวนี้ไปสวรรค์ ครับ ผมเป็นตัวโปร่งแสงนะครับ ทั้งนี้มีเสียงมาเรียกผมบอกว่าพันเอก เสนาะ จินตรัตน์ มาทางนี้เสียงนี้มีอำนาจมาก ผมก็เหลียวมาทางขวามือ ก็ลุกขึ้นเลยนะครับ ลุกขึ้นไป ก็เห็นรางไม่ลุกตามเราแล้วเราก็มองตัวเราเอง เราก็เห็นว่าตัวเราเนี่ยเป็นตัวโปร่งแสงแล้วเราก็เห็นหมอ ๓-๔ คน กำลังสาละวนปั๊มหัวใจในการให้ออกซิเจนเรา เราเห็น เรารู้ เขาวิ่งกันพล่านเลย หมอผู้หญิง ๒ คนหมอผู้ชายคนหนึ่ง เขาก็ให้ผมนอน ให้เอาเท้าชิดกัน แล้วเวลาแผ่นแก้วลอยขึ้นสูงแล้ว ให้มองที่เท้าอย่างเดียว ห้ามมองทางซ้าย ทางขวาเหมือนกับการตายครั้งแรก แล้วก็ห้ามแหงนไปข้างหลัง ประการสุดท้ายที่ผมจำได้แม่นที่สุด ห้ามคิดถึง บุตร ภรรยา พ่อแม่ พี่น้องห้ามทั้งสิ้น บัดนี้ท่านจะต้องไปกับเราในภพอีกภพหนึ่ง แผ่นแก้วก็ลอยขึ้นไปสูงมากเลยครับ ผมรู้สึกหนาวในขณะนี้ที่เขาห้ามเรา มองซ้ายมองขวา ผมก็ยังอุตส่าห์มอง ผมมองทางซ้ายไป ผมก็เห็นเต่เมฆขาว ๆ ลอยเหมือน คนเราขึ้นเครื่องจัมโบ้เจ็ทอะไรอย่างนี้ แล้วเรามองเมฆลอยเข้าหาตัวเรา แต่ที่เราไปนี่มันหนาว อุณหภูมิก็คิดว่าคงราว ๆ ๑๘ องศาเซลเซียส เย็นมากมันก็ลอยไป ผมไม่รู้ลอยไปไหนนะฮะ แต่ว่ามีกลิ่นหอมตลอดทางเลยแล้วเราก็มองที่ปลายเท้าอย่างเดียว การเคลื่อนที่เขาเคลื่อนที่อย่างเอาเท้านำไปนะครับ มันนานเท่าไหร่ผมไม่ทราบเหมือนกันนะครับ ตอนที่ผมช็อคไปหรือว่าตายไปนั้นมันประมาณ ๐๘.๓๐ น. ที่หมอเขาเรียกว่าunconcious หรืออะไรไม่รู้ BP มัน under zero เขาว่าอย่างนั้นผมก็จำไม่ได้ เขาพูดว่า BP มันวูบหายไปเฉย ๆ แล้วความจริงคือ ตาย ผมมารู้จักตัวอีกทีเมื่อแผ่นแก้วที่พาผมไปมันหยุด เห็นคน ๓ คน มารับผม แต่งตัวเหมือนชาวบ้านธรรมดานะครับ แต่ว่าเสื้อสะอาดสะอ้าน ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ร่างกายสมบูรณ์ เขาก็ยินดีมากนะครับที่ผมไป ผมถามว่าที่นี่ที่ไหนเขาบอกสวรรคชั้น ๗ ผมบอกเอ๊! ผมตายแล้วเหรอ เขาบอกผมตายแล้ว ผมก็ถามว่าบ้านหลังนี้เป็นของใคร เขาบอกว่าบ้านหลังเป็นบ้านของท่าน ผมบอกบ้านผมไม่มีดีอย่างนี้หรอกครับ คือมันเป็นบ้านสามมุข แล้วก็เป็นพื้นไม้สัก หน้าบ้านมีต้นไม้อยู่ต้นผมจำได้ที่นั่นไม่มีฝุ่นละอองครับ เวลาเราเดินสัมผัสด้วยฝ่าเท้า เรารู้สึกว่ามันนุ่มสบายเหมือนพรม แล้วประตูบ้านผมมันเป็นไม้ใหญ่สีแดงเหมือนบ้านโบราณ น่าอยู่มากครับ


(๙) วิมานในสวรรค์
     ผมก็บอกว่าผมไม่เคยมีบ้านใหญ่อย่างนี้ ชีวิตที่ผมอยู่ในเมืองมนุษย์นั้น ผมมีบ้านเล็ก ๆ เท่านั้นเอง ด้วยเงินกู้ อทบ.แปดหมื่น แล้วก็มีเงินติดกระเป๋าอยู่สี่หมื่น กลับจากลาวก็มีเงินแสนสอง ก็ปลูกบ้านหลังเล็ก ๆ อยู่ แต่บ้านหลังที่ผมเห็นใหม่มากครับ น่าอยู่มาก เราก็อยากจะเข้าไปอยู่ เขาบอกว่าเมื่อตอนสมัยที่ผมเป็นมนุษย์อยู่นั้น ผมได้ทำบุญไว้เยอะ ผมก็มานึก เอ๊ะ ! บุญอะไร ผมทำบุญอย่างนี้ครับ ผมทอดผ้าปา ผมทอดกฐิน สร้างกุฎิสงฆ์ สร้างโบสถ์ สร้างศาลาการเปรียญ สร้างหอฉัน สร้างหอระฆัง สร้างบ่อน้ำ ผมทำทั้งกฐินและผ้าป่าเยอะมากเลย เสียงนั้นได้ระบุว่าบ้านนี้เป็นของผม ให้ผม เพราะว่าผมเป็นผู้ที่ทำบุญไว้มาก แล้วผมก็ถามว่าแล้วท่านทั้ง ๓ นี้ล่ะ ทำไมต้องมารับใช้ผม เขาบอกว่าตอนที่ผมเป็นมนุษย์อยู่นั้น เขาได้รับการช่วยเหลือจากผม ผมก็สงสัยว่าผมไปช่วยเหลือใครเขาไว้ มันก็มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ไฟไหม้สลัม พวกนี้ไม่มีข้าว ไม่มีอาหารไม่มีเครื่องนุ่งห่ม ผมเคยซื้อผ้าห่มทหารเก่า ๆ ไปให้เขา ผมเคยซื้อข้าวถุงของนักการเมืองที่มาขายเอาไปให้เขา ผมเคยซื้อปลาทูเค็มเป็นเข่ง ๆ เอาไปให้เขา สมัยก่อนปลาทูมันถูกนี่ ผลบุญที่ผมทำอันนี้ ทำให้เขาทั้ง ๓ คนต้องมารับใช้ผม เขาว่าอย่างนั้นนะครับ ทีนี้ผมก็บอกว่าผมจะเข้าอยู่บ้านแล้ว เพราะว่าเดินทางมาเหนื่อย แล้วก็ไกลมาก เขาก็บอกว่ายังเข้าไม่ได้ กุญแจไม่มีผมทำท่าจะเข้า เขาแปลงร่างเลยครับ จากลักษณะของคนที่อ่อนน้อมเป็นคนที่สูงใหญ่ น่ากลัวมาก เสื้อผ้าที่เขาใส่หายไปไหนหมดก็ไม่รู้มีเต่ผ้าแดงคาดเหมือนอย่างลิเก แล้วตัวเขาก็สูงใหญ่พอ ๆ กับยักษ์วัดแจ้ง บังพระอาทิตย์ซะมิดเลย ผมก็ตกใจกลัวมากรีบวิ่งหนีไปทางแผ่นแก้วใส พอล้มตัวลงนอนเสร็จ แทนที่จะเดินทางอย่างเมื่อกี้ ก็เดินทางต่ำลงมา ต่ำลงมาในลักษณะของการที่เอาทางศีรษะเคลื่อนที่ไป เคลื่อนที่มานานรู้สึกว่ากลัวมากแล้วแผ่นแก้วนี้ก็มาหยุดนิ่งอยู่ที่สวรรค์ชั้น ๒ ที่สวรรค์ชั้นสองนี้ ผมเจอะเพื่อนผมทั้ง ๑๐ คนที่ตายไปแล้วมี พันโท ธวัชชัย เพียงเพียร มี พันตรี เจริญ จ้อยทรัพย์ มี ร้อยเอกธงชัย ที่เป็นพลร่ม แล้วก็เพื่อน ๆ อีกหลายคนรวมแล้วสิบคนร้อยโท ธวัชชัย รัตนวิภาค ด้วยที่ไปตายที่เวียดนาม แล้วก็ ร้อยเอกสมสิงห์ เปาว์อินทร์ ที่ไปปราบ ผกค. แถว ๆ ภาคเหนือแล้วตาย ทั้งหมดเขามารับผมนะครับ เขาดีใจมาก บางคนเขาก็เอารถน้ำมารับผม บางคนก็เอาเกวียนมารับผม บางคนก็เอารถเก๋งแบบโบราณมารับผม แล้วก็พาผมไปที่อีกแห่งหนึ่ง ในที่แห่งนี้ผมก็เจอ พันโท วัชระ ที่เขาตายเพราะรถคว่ำที่โคราซ เขาก็คอยเสิร์ฟอาหารและน้ำให้กับเพื่อนอีกสิบคน ผมเสียใจนะฮะที่ไม่สามารถจะเอ่ยชื่อเพื่อนทั้งอีกสิบคนที่เห็นตอนหลังนี้ได้ เพราะว่าได้รับการขอร้องมาไม่ให้พูดครับ เนื่องจากว่าเมื่อเวลาพวกเราฟังแล้วก็ไปสอบถามเขา ทำให้เขาประสาทเสียเพราะเขายังมีชีวิตอยู่ และผมไปเห็นเขาล่วงหน้าว่าเขาตาย และทั้ง ๑๐คนนี้นอนเรียงเป็นแถวเลย ผมจำได้หมดเลยว่ามีใครบ้าง ขณะนี้ (ปัจจุบันนี้) เป็นพันเอกพิเศษ แล้วก็ได้ตายไปแล้ว ๓ คน ตามที่ผมบอก ซึ่งบุคคลทั้ง ๑๐คนนี้ ผมได้เขียนหนังสือบอกทั้งสิ้นว่า ท่านอายุหมดแล้วขอให้เร่งทำบุญ วิธีที่จะเร่งทำบุญนั่นก็คือต่ออายุ โดยที่ไปหาพระให้พระท่านเอาผ้ามาบังสุกุล และมีการสวดอนิจจังวัตตะสังขารคล้าย ๆ ว่าเราตายไปแล้ว และให้ท่านทำพิธีปลง ก็มีบางคนเชื่อบางคนไม่เชื่อนะครับ ไว้เล่าตอนหลังอีกที ทีนี้ย้อนมาที่เพื่อนสิบคนแรกเขาบอกว่า บุคคลเหล่านี้เมื่อตอนสมัยที่เขายังมีชีวิตอยู่นั้น เขามีบุญคุณกับผม เขาบอกอย่างนั้นนะครับตัวเขาเอง ผมบอกว่าบุญคุณนั้นเป็นยังไงล่ะเขาบอกว่าปีหนึ่งเขาเอาอาหารมาให้ผมกินทีหนึ่ง ผมก็นึกว่าเอ๊เขามาทำอะไรให้ทางนั้นเขาถึงมีอาหารกิน ก็มานึกว่าปีหนึ่งเราจะมีงานเลี้ยงรุ่นที แล้วตอนเช้าเราจะต้องไปทำบุญที่โรงพยาบาลสงฆ์หลังจากที่พระท่านฉันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็มีการเขียนชื่อเพื่อนที่ตาย แล้วเราก็บังสุกุลให้ อันนี้ละฮะปรากฎว่าถึงเขาตอบอย่างฉาดฉานเลยว่าปีหนึ่งเขาได้กินอิ่มมื้อหนึ่งหนึ่งวัน เพราะงั้นเพื่อนพวกนี้มีบุญคุณต่อเขามาก เขาเมื่อตายลงมาเขาจะต้องมาคอยเทคแคร์ต้อนรับทั้ง ๑๐ คนหลังที่ว่านี้ ครับ ตอนนี้ตายไป ๓ คนแล้ว เว้นคนทื่ ๑ ยังอยู่ เพราะคนที่ ๑ นี่เชื่อผมมากนะครับ รุ่นเดียวกัน คนนี้ต่ออายุ ปล่อยนกปล่อยปลา แล้วก็มีการทำบุญใส่บาตรตลอดเวลาเลย อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรแล้วก็ขอให้มีชีวิตอยู่ต่อ เพื่อจะเลี้ยงบุตรที่ยังเล็กอยู่ ก็ปรากฏว่าคนที่ ๑ นี้ไม่ตาย คนที่ ๒,๓,๔ ตาย คนที่ ๕ หรือคนต่อ ๆ มาผมก็บอกแล้วว่า ขึ้นชื่อแรกว่า ศ.ศาลา หลังจากศ.ศาลา แล้วจะมีคนที่มี อ.อ่างนำหน้าตายตามไป ฯลฯ อันนี้ผมบอกหมด ผมไม่แคร์ว่าจะไม่ถูกต้อง แต่ว่าจะต้องตายก่อนปี ๓๑


(๑๐) คำสั่งเสีย
     คราวนี้ผมก็ถามว่าเตียงนอนผมอยู่ไหน ผมอยากนอนเขาบอกว่าเตียงผมยังไม่มี ยังทำไม่เสร็จ แล้วเพื่อนจะต้องกลับเมืองมนุษย์ เพื่อนต้องรีบกลับ ผมก็พยายามเซ้าซี้ เขาก็ไม่ยอมให้ดู จนกระทั่งเขาอ่อนใจมาก เขาเลยพาผมไปดูเศษไม้กอง ๆ อยู่ไม่กี่ชิ้น ผมก็บอกผมจะกลับแล้ว ตอนที่ผมจะกลับนั้นก็ปรากฏว่าไอ้เพื่อน ๑๐ คนหลังที่ผมเห็นที่ยังไม่ตายในโลกนะครับ แต่ผมไปเห็นที่บนสวรรค์ซั้น ๒ ว่าเขาตายแล้วนั้น ผมก็เถียงบอกว่า เขาทั้งหมดนี่ยังไม่ตาย ยังมีวิตอยู่แต่ปรากฏว่าเพื่อนที่อยู่ทีนั่นบอกว่าพวกนี้ตายแล้ว ผมก็เถียงอยู่พักหนึ่งฮะ เมื่อถึงเวลาจะกลับทางนู้นก็ไล่ผม จะต้องรีบกลับแล้วอยู่ช้าไม่ได้ ปรากฏว่าเพื่อนคนที่ ๑ ที่อยู่ที่นั่นแล้วบอกว่า อย่าลืมนะกลับไปเมืองมนุษย์แล้วทำบุญให้เราบ้าง เพราะว่าเรามีอาหารกินน้อยเหลือเกิน เราอยากกินไอ้นั่น เราอยากกินไอ้นี่ ผมก็บอก เออแล้วจะทำมาให้ ไอ้เพื่อนคนที่สองก็ยกมือ แล้วบอกว่าเราด้วยนะ คนที่สามก็บอก คนที่สี่ก็บอก ยกมือกันหวอย ๆ ๆ ในลักษณะของคนที่รอความหวังว่า เราจะทำบุญให้เขา เพราะเขาหิวโหย เขาอด ผมรับปาก ผมจำหน้าได้หมดเลยนะที่ยกมือให้ผมทำบุญให้ ลักษณะของหน้าบางคนเป็นอย่างนี้ครับ อย่างคนที่หนึ่งผมเห็นแต่งชุดฟาติค แล้วใบหน้ามีร้อยช้ำ ๆ เสื้อผ้าขาด คนที่ ๒ที่ผมเห็นลักษณะคล้าย ๆ กัน คือใบหน้ามีแผลเยอะแยะเต็มไปหมดเลย คนที่ ๓ คนที่ ๔ หน้าซีดขาว ลักษณะพวกนี้หมายความว่าถ้าเขาจะตาย เขาจะตายแบบอุปัทวเหตุ แล้วหน้าขาว ๆ จะเป็นพวกป่วยตาย ผมฟื้นมาแล้วผมบอกทุกคนครับ การบอกครั้งแรกนั้นผมได้รับการโทรศัพท์มาแล้วก็ด่าว่าผมบ้า เขาว่าผมบ้านะครับผมก็บอกผมไม่บ้า ผมประสาทดีทุกอย่าง หมอก็ลงความเห็นว่าผมไม่บ้า ไอ้เหตุการณ์ต่าง ๆ มันก็ผ่านไปในช่วงนั้น จนกระทั้งมาฮือฮาตอนที่เพื่อนผมมาตายกะทันหันทั้งสิ้น แล้วทุกคนก็เริ่มมาไหวตัวทำบุญ ผมก็ดีใจด้วย วกกลับมาตอนผมที่ผมจำได้หมดว่ามีใครบ้าง แล้วผมก็ลอยลงมา พอลอยมาถึงสวรรค์ชั้นหนึ่ง ผมก็เจอนายทหารอีกคนซึ่งเป็นคนที่ ๑๑ คนนี้ก็รับราชการอยู่ที่ ขส.ทบ.เป็นหัวหน้ากองฝึกที่เกียกกาย ห้ามเอ่ยชื่อครับ เขาขอร้องมา คนนี้จะตายเป็นคนที่ ๑๑ ฮะ เขาบอกว่าเขาอยู่บนสวรรค์ชั้น ๑ ความสะดวกต่าง ๆกันไม่มี มันเป็นห้องที่มืดมาก แล้วเก้าอี้ก็ไม่มีนั่ง อาหารก็ไม่มีกินเขาอดอยาก เขาบอกว่าเพื่อนที่อยู่สวรรค์ชั้นสองใจดำ ไม่ยอมเอาบันไดทอดมาให้เขาขึ้นไปเลย เป็นการทรมานเขานะครับ เขาก็ถามว่าผมจะไปไหน ผมก็บอกว่าจะกลับเมืองมนุย์เขาบอกเขากลับไม่ได้ แต่ขณะเดียวกันเขาบอกว่าให้ผมทำบุญให้เขาด้วย ก็บอกทำไมต้องทำบุญให้เขาด้วย เขาบอกเขาไม่ได้ทำบุญตอนที่เป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้นเมื่อตายมาแล้วเขาไม่มีกิน เขาหิวพูดเหมือนกันหมดครับ ผมก็รับปาก แล้วเขาก็โวยวายว่าเพื่อนที่อยู่บนสวรรค์ชั้น ๒ อีก เมื่อพรมแก้วพาผมลงมาจากสวรรค์ชั้น ๑ ผมเห็นหมอกำลังสาละวนอยู่กับร่างของผม กระจกแก้วก็มาอยู่ใกล้ผม คนอำนาจในการสั่งการตลอดเวลานั้น บอกว่าให้ผมเข้าร่างเดี่ยวนี้ช้าไม้ได้ ผมก็ดีใจจะได้เข้าร่าง เพราะความกลัวด้วยก็กระโดดเข้าร่าง พอกระโดดเข้าร่างก็เข้าไม่ได้ เพราะศีรษะผมมันอยู่อีกทาง แล้วผมมากระโดดเข้าอีกทาง เมื่อเข้าไม่ได้คนที่พาผมมาส่งก็บอกว่า เมื่อเวลาท่านออกจากร่างอย่างไรก็เข้าอย่างนั้นผมก็มานึกดูเวลาผมออก ผมก็ลุกนั่งก่อนแล้วยืนแล้วเดินออกมาทางขวามือ ผมต้องไปนั่งครับ โดยเอาขาซ้ายทาบขาซ้าย ขาขวาทาบขาขวา แขนซ้ายทาบแขนซ้าย แขนขวาทาบแขนขวา แล้วเอาตัวค่อย ๆ นอนทับตัวเอง แล้วพอศีรษะกับคอเข้ากันได้ ผมก็ยิ้มแฉ่งเลย ในช่วงนั้นเป็นช่วงที่หมอเขาเอาออกซิเจนออกครับ เพราะเป็นช่วงตอนทุ่ม ๕ นาทีทางหมอบอกว่าให้ทางคุณแม่และญาติพี่น้องมาดูใจผมครั้งสุดท้าย เพราะว่าไม่มีหวังแล้ว จะต้องตายแน่หมอบอกว่าจะไม่มีการรักษาแล้ว เพราะฉะนั้นต่อไปนี้จะไม่มีการรักษาหัวใจ ไม่มีการให้เลือด จะไม่มีการให้ออกซิเจนแล้ว แล้วก็ชักออกซิเจนออก จังหวะที่ชักออกซิเจนออก ผมก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา ตื่นขึ้นมาหนนี้ญาติพี่น้องผมก็มาเต็มหมดเลย ร้องไห้กันระงมเลย หมอบอกว่าถ้าทุ่มครึ่งไม่ฟื้นก็จะเข้าห้องดับจิต เข้าลิ้นพักแช่ตู้แข็งนั่นหมายความว่าผมก็ไม่มีทางฟื้น ถ้าฟื้นมาก็ตายในห้องแข็ง ห้องดับจิต ผมตื่นขึ้นมา หมอก็ถามว่าคุณเป็นยังไงบ้าง ผมบอกผมเจ็บหน้าอกข้างซ้ายครับ แล้วแกก็มาแหกตาผมเอาไฟฉาย แล้วก็ถามว่าแล้วเจ็บที่ไหนอีก ผมก็บอกว่าเจ็บหน้าอกข้างซ้ายข้างเดียวก็ปรากฏว่าระหว่างที่ผมหมดลมไปนั้น หมอก็บอกว่า คือแกเป็นหมอใหม่ แกไม่อยากให้ผมตายต่อหน้าแก แกก็ปั๊มหัวใจตลอดนี่ภรรยาเล่าให้ผมฟัง แกก็ปั๊มหัวใจตลอด แล้วแกก็ให้ออกซิเจน ให้เลือด ภรรยาก็ถามผมว่า รู้มั้ยหมอให้เลือด ๒ ขวด ไม่รู้ รู้มั้ยว่าให้ออกซิเจนผมบอกไม่รู้ รู้มั้ยหมอไม่ได้ทานข้าวเลย ไม่รู้อะไรเลย แล้วผมก็เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เขาก็แปลกใจมาก แต่ช่วงนั้นเมื่อเล่าเสร็จแล้วมันไม่มีอะไร มันก็เป็นเรื่องเล่าลักษณะคนเพ้อฝันมากกว่านะครับ ทุกคนก็ดีใจผมไม่ตาย แล้วผมก็กลับบ้านได้ แต่ว่าเมื่อตอนที่ผมไปและจะกลับบ้าน ข้างบนสั่งมาอย่างนี้ครับ เขาสั่งผมมาบอกว่าให้ผมมาถ่ายทอดไอ้เรื่องที่ไปเจออะไรต่าง ๆ บนสวรรค์โดยที่ไม่ต้องคำนึงถึงว่าเขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่ปัจจัยที่ได้ในการบรรยายนั้น เขาบอกว่าห้ามรับมาเป็นสมบัติส่วนตัวเป็นอันขาดอันนี้ผมจำแม่นเลย ผมยังก้มลงกราบรับปาก แล้วเขาบอกว่า สังเกตท่าทางผมอยากจะอยู่บ้านบนสวรรค์เต็มที่เขาก็บอกว่าถ้าอยากจะอยู่หลัง ๑๖ มิถุนายน ๑๕๓๑ แล้วมาอยู่ได้ กลับไปนี่แล้วร่างกายจะแข็งแรง ทำงานได้ปรกติไม่เหมือนคนอื่นที่เป็นโรคเดียวกัน คนอื่นเป็นโรคเดียวกับผมไปดูได้ครับล้างไตเสร็จแล้วกลับไปก็นอนผวาแบบคนไม่มีแรง ไม่เหมือนผมครับทุกคนทำงานไม่ได้เลย แต่ผมแข็งแรง แล้วผมบอกหมอว่าผมไม่ตายภายในปีนี้ แต่ถ้าหลัง ๑ มิ.ย. ๓๑ ผมอาจจะต้องตายแน่นอน แล้วในช่วงนี้ผมก็ต้องพยายามทำบุญครับ แล้วก็พยายามมาชี้แจงชักนำท่านว่า การทำบุญนั้นมันได้ผลจริง ๆ ไม่ใช่ว่าทำบุญแล้วได้บาป นี่เป็นเรื่องที่มันแปลกประหลาดใช่ไหมครับ แล้วถ้าผมไม่ไปใน ๑๖ มิ.ย. ๓๑ ผมก็จะไปหลังจากนายทหารคนที่ ๑๑ ที่อยู่ขส.ทบ. คนนี้ตายเมื่อไหร่ ผมก็จะเป็นคนที่ ๑๒ ที่ตายตาม ตอนเขาให้ผมกลับมาใช้กรรมก่อน มานี่ไม่ได้ทำบุญอย่างเดียวนะ ให้กลับมาใช้กรรม เพราะผมยังมีกรรมอยู่ และได้มาเผยแพร่ เรื่องนี้ให้ท่านได้ฟัง


(๑๑) ไปสู่นรกอเวจี
    เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ผมไม่ได้หลอกลวงท่าน เป็นการเผยแพร่ประสบการณ์ที่ไปพบมาด้วยตัวเอง ซึ่งน้อยคนนักฟื้นมาแล้วจะมาเล่าให้คนอื่นฟัง มีบางท่านถามว่าอาจจะฝันไป ผมบอกไอ้การฝัน ทำไมถึงต้องมาให้เลือด ให้ออกซิเจนกันด้วย การผันต้องนอน ธรรมดาแต่นี่มีการให้เลือด ให้ออกซิเจน มีการปั๊มหัวใจ ไม่ใช่ ความฝัน มันเป็นการตาย ทางแพทย์เขาว่าอย่างนั้นมีบางคนถามว่า การที่ผมไปพบคนเยอะแยะ ไม่พบพวกฝรั่ง พวกแขกมั่งหรือ ผมบอกว่าผมไม่พบหรอกครับ เพราะว่า ลักษณะของคนที่ผมเห็นนั้นเป็นกระดูก ซึ่งคล้ายถูกไฟไหม้ ไฟเผามันดูไม่ออก ผมเผ้ามันไม่มี เพราะมีผ้าขาวคุมตัวหมดเลย แล้วมือซ้ายแกก็จับคางไว้ มือขวาแกก็แกว่งเดิน แล้วแกก็ร้องไห้ตลอดเวลา ร้องไห้ตลอดทาง เพราะเสียใจว่าในยามที่เป็นมนุษย์นั้นไม่ได้สร้างกุศลเลย เพราะฉะนั้นการเดินไปข้างหน้านั่นคือการไปนรก ไปรับกรรม ทุกคนรู้ตัวครับว่าต้องไปรับกรรม เพราะงั้นการร้องไห้ก็เป็นการปลอบใจ ผมไม่ต้องการเห็นท่านร้องไห้เป็นที่เวทนาก็เลยมาบรรยายให้ท่านฟัง ถ้าหากท่านเชื่อก็ทำบุญนะครับ ถ้าท่านไม่เชื่อ ท่านก็เฉย ๆ นะครับ ผมคิดว่าสิ่งละอันพันละน้อยที่ผมให้ท่านน่าจะเป็นประโยชน์ในการที่ท่านจะมีชีวิตอยู่ต่อไป อันไหนที่เป็นเวรเป็นกรรม เป็นบาปขอให้หลีกเลี่ยงซะ เพราะว่าเวลาเราเกิดเราก็ไม่มีอะไร เมื่อเวลาตายเราก็ไม่มีอะไร ถ้าเราทำบุญดี เราเกิดใหม่เราอาจร่ำรวยก็ได้เราหวังเอาชาติหน้า เพราะ คตินี้ถ้าเราทำบุญมาก ๆ เราไม่ผิดหวัง ใครก่อกรรมไว้มาก ๆ นะครับ ตกนรกนะครับ ตกนรกครับแล้วนรกนั่นทรมานมากเหลือเกินครับ ทรมานมาก ท่านจะร้องไห้น้ำตาเป็นสายเลือด โดยที่ไม่มีใครช่วยเหลือท่าน ได้ จะหิวชนิดที่เรียกว่าคอเป็นผุยผงท่านก็ไม่ได้กินน้ำ ท่านจะถูกจองจำในพื้นที่แห่งหนึ่งที่มันแคบมากนะครับ แล้วก็ถูกการเฆี่ยนตีที่เจ็บมากชนิดที่โหยหวนไปเป็นหลายชั่วโมง อันนี้มันน่ากลัวมากสำหรับนรกนะครับ ผมไม่อยากให้ท่านไปนรกครับ อยากให้ท่านไปสวรรค์ สวรรค์ยังว่างอีกเยอะ ยังว่างครับ ที่ผมเห็นสวรรค์ชั้น ๓ ชั้น ๔ ชั้น ๕ ยังไม่ค่อยมีคนอยู่เลย ผมอยากให้ท่านไปครับ ไม่อยากเห็นท่านร้องไห้แล้วเดินลงดิน เดินลงไปมันลงต่ำ ๆ แต่ขึ้นสวรรค์เดินแล้วมันเดินขึ้นไป เรารู้สึกตัวเองครับเวลาไป

เมื่อนึกถึง ความตาย สบายนัก มันหักรัก หักหลง ในสงสาร

ถึงโลภโกรธ ลดลงได้ ไม่นาน จงฆ่ามาร กิเลส เมื่อก่อนตาย

กลับด้านบน
กลับด้านบน

 หน้าแรก  ประวัติวัด  แผนที่ตั้ง ถาวรวัตถุ  ภาพจิตรกรรมฝาผนัง  ลำดับเจ้าอาวาส   จำนวนพระสงฆ์   วันสำคัญทางศาสนา   วันพระตามปักข์
ตารางแสดงธรรม  ตารางอบรมกรรมฐาน  พุทธศาสนาวันอาทิตย์  ภาค ๑๖-๑๗-๑๘(ธ) หนังสือธรรมะ  แฟ้มภาพ  หัวข้อธรรมะ
© Copyright 2004 Watsomanas.com All Right Reserved.