โอวาทบางตอนของสมเ็ด็จพระวันรัต(ทับ พุทฺธสิริ)
(๑๒) สัมปชัญญะ ๔
(๑๓) อะไรเป็นทุกข (๑๔) ธรรม ๔ (๑๕) ธรรมเพื่อชีวิต
(๑๖) คนมั่งมีในศาสนานี้มี ๕ อย่าง (๑๗) สังขารุเปกขาญาณ (๑๘) ตายก่อนตาย
(๑๙) เมถุนสังโยค ๗ (๒๐) วิบัติ ๖ (๒๑) พุทธานุสสต
(๒๒) เจริญเมตตา (๒๓) เจริญอสุภะ (๒๔) เจริญมรณสต
(๒๕) การเจริญวิปัสสนา (๒๖) มหาภูตรูป ๔ (๒๗) เตโชธาตุ ๔
(๒๘) วาโยธาตุ ๖ (๒๙) อุปาทายรูป ๒๔ (๓๐) วิสัยรูป ๔
(๓๑) ว่าด้วยรูป (๓๒)วิญญัตติรูป ๒ (๓๓) วิการรูป ๓
(๓๔) ลักขณรูป ๔ (๓๕) เวทนาไม่เที่ยง (๓๖) สัญญาไม่เที่ยง
(๓๗) สังขารไม่เที่ยง (๓๘) เจตสิกที่เป็นตัวบาปแท้ ๑๔ (๓๙) เจตสิกที่เป็นกุศลแท้ ๒๕
(๔๐) เจตสิก ๕๐
 

    

(๑) บุญเป็นอย่างไร
คนส่วนมากอยากได้บุญ แต่บุญเป็นอย่างไรอยู่ที่ไหนก็หารู้จักไม่เป็นแต่เขาว่าอย่างนี้ได้บุญก็เชื่อหาตรึกตรองด้วยปัญญาของตนเองไม่
เมื่อทำไปก็ผิดบ้างเป็นแต่เฉียดๆ บ้างอีกอย่างหนึ่งคืออยากได้บุญแต่ขี้เกียจมักง่าย เลือกทำแต่ที่ง่ายๆ สบายๆ ตามชอบใจของตนที่อยาก
เป็นบุญเป็นกุศลแท้ก็หาทำไม่ท้อถอยเสียโดยที่สุดจะภาวนานั่งหลับตาบริกรรมครู่หนึ่งพอเมื่อยขาก็ว่าได้บุญมากแล้ว
ละความเพียรนอนเสีย ถ้าทำโดยขี้เกียจมักง่ายดังว่ามานี้ ก็หาถูกต้องเป็นบุญ เป็นกุศลไม่ เป็นแต่เฉียดๆ ไป.


(๒) บุญนั้นอยู่ที่ไหน
     บุญนั้นอยู่ที่ไหน บุญนั้นเป็นอย่างไร บุญนั้นอยู่ที่ใจ ใจอย่างไรจึงเป็นบุญ ใจที่มีสติ ถ้าระลึกตรึกอยู่ในอารมณ์ที่ควรระลึกควรตรึกแล้วก็เป็นบุญอยู่เสมอ ถ้าปล่อยสติเสีย วางสติเสีย บาปก็เข้าได้ ก็การที่ระลึกตรึกนั้นจำเพาะให้ระลึกให้ตรึกอยู่ ๔ อย่างคือ กายเวทนาจิตธรรม.


(๓) ความตาย
    ธรรมดาว่าคนตาบอดตกจากยอดไม้อันสูงเมื่อพลัดแล้วก็ลิ่วๆ ต่ำลงมาหาที่แตกที่ตาย ความตายนั้นใกล้ตัวเข้ามาอยู่เสมอ ฉันใดตัวเราก็เหมือนกัน เกิดมาได้ชื่อว่าพลัดตกลงมาแล้ววันคืนล่วงไปๆ ได้ชื่อว่าตัวลิ่วๆ ลงมาหาความแตกความตายใกล้อยู่เป็นนิตย์แต่ไม่รู้ว่าจะตายที่ไหน จะตายด้วยโรคอะไร จะตายเมื่อไรก็ไม่รู้ แต่เที่ยงที่จะตายอย่างเดียว เหมือนคนตาบอดที่ตกจากยอดไม้ฉะนั้น.


(๔)   ตอบปัญหาธรรม
    คนที่อายุสั้น ก็โทษปาณาติบาต ไม่ตั้งอยู่ในศีล แล้วทำไมเกิดเป็นมนุษย์ได้
ตอบ คนที่สามาทานศีลแล้วไปทำปาณาติบาต ส่วนที่รักษาศีลก็ได้เกิดเป็นมนุษย์ ส่วนที่ทำปาณาติบาตก็ทำให้อายุสั้น
เมื่อจะบริจาคทานก็ให้คิดว่า ปฏิคาหกก็นับว่าพระรัตนตรัย เราก็นับถือพระรัตนตรัย เราให้ไปก็ชื่อว่าถวายพระรัตนตรัย



(๕)  การสร้างและบูชาเจดีย์
     เมื่อจะไหว้พระบูชาพระ ให้คิดว่า บรรดาเจติยฐานทั้งสิ้น สร้างเฉพาะต่อพระพุทธเจ้าพระองค์ใด ข้าพเจ้าไหว้บูชาพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทั้งพระธรรมด้วย พระสงฆ์ด้วย จงเป็นประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าด้วย แก่เทพยดาและมนุษย์ที่นับถือพระพุทธศาสนาด้วยสร้างพระเจดีย์ได้บุญมากกว่าสร้างพระพุทธรูป ด้วยพระเจดีย์ พระพุทธเจ้าอนุญาตให้สร้าง พระพุทธรูปพระองค์ไม่ได้อนุญาต พระพุทธรูปนั้น บางทีจะให้เกิดสัตตูปสัญญา ถือว่าพระองค์นั้นงาม องค์นั้นเล็ก องค์นั้นใหญ่ จะสร้างก็ให้ถูกพระมหาปุริลักษณะจะได้เกิดความเลื่อมใส สร้างพระเจดีย์นั้น เพื่อจะให้เห็นว่าเป็นแต่ธาตุ เป็นของสูญ จึงได้บุญมากเดี๋ยวนี้ไม่อยากไปไหน ไหว้พระที่นี่แห่งเดียว เหมือนไหว้พระทั้งแผ่นดิน.


(๖) ปวารณาต่อสงฆ์
    ปวารณาสงฆ์ได้บุญมากกว่าถวายสังฆทาน
ปวารณาสงฆ์เป็นปฏิบัติบูชา สังฆทานเป็นอามิสบูชาเพ่งเอามนุษย์สมบัติ
เทวสมบัติ เป็นอามิสบูชาเพ่งเอาสันติความดับ เป็นปฏิบัติบูชา


(๗) อามิส ๒
     อามิสมี ๒ อามิสโดยตรง ได้แก่ ปัจจัย ๔
พระพุทธองค์ฉันเสร็จแล้วตรัสกับภิกษุ ๒ องค์ที่เฝ้าอยู่ว่า ถ้าปรารถนาจะฉันก็จงฉัน ถ้าไม่ปรารถนาก็อย่าฉัน
องค์หนึ่งคิดว่า บิณฑบาตของพระพุทธเจ้าเป็นของบริสุทธิ์ จึงฉัน
อีกองค์คิดว่า พระองค์สอนให้เป็นธรรมทายาท อย่าเป็นอามิสทายาท บิณฑบาตนี้เป็นอามิสจึงไม่ฉัน
พระองค์สรรเสริญองค์ที่ไม่ฉันว่าเป็นธรรมทายาท


(๘) การทำบุญกุศล
     จะทำกุศลอะไรให้พร้อมทั้งไตรเหตุ คือ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ไปเผาศพก็เพื่อจะได้เอามาเป็นมรณานุสติ และเพื่อขอขมาถ้าทำผิดในพระอริยเจ้า ไปขอขมาเสียในที่แห่งใดแห่งหนึ่งก็พ้นโทษอาหาร ตัณหา มานะ เหล่านี้เป็นปหาตัพพธรรมจะต้องละ มันเป็นของชั่ว แต่มีคุณต้องอาศัยมันก่อนจึงจะได้ แต่เมถุนนั้นพระองค์ให้ชักสะพานละขาดทีเดียวไม่มีคุณเลย.


(๙)  สังคหะ ๔ คือ
ทาน ให้อามิสเป็นทาน ให้ธรรมเป็นทาน
ปิยวาจา กล่าววาจาอันเป็นที่รักจับใจ วาจาจริงไม่โป้ปด
อัตถจริยา ประพฤติให้เป็นประโยชน์ชาตินี้ชาติหน้า เช่น เห็นคนไม่มีศรัทธาช่วยแนะนำให้เขามีศรัทธา
สมานัตตตา ประพฤติตนให้เสมอด้วยท่านผู้เป็นสัตบุรุษ คือ เห็นท่านมีศรัทธาเป็นต้น ก็ให้มีศรัทธาขึ้นบ้าง
เวลาเจ็บ ให้คิดว่าไม่มีใครเจ็บ นามรูปมันเจ็บต่างหาก ไม่ใช่ของเรา ช่างมันเถิด
เวลาจะตาย ให้คิดว่าไม่มีใครตาย นามดับรูปแตกต่างหาก ไม่ใช่ของเรา ช่างมันเถิด
เมื่อกายอาดูร จิตอย่าอาดูร คืออย่าถือว่าเราเจ็บ กายของเราเจ็บ
ถ้าเกิดเวทนาก็ให้เอาเวทนาเป็นอารมณ์ เหมือนหนามยอกเอาหนามบ่ง


(๑๐)  เตรียมตัวตาย
    แก่ เจ็บ ตาย เป็นของแน่ จะได้มาแต่ไหนที่จะไม่ให้มันแก่ เจ็บ ตาย ในเมื่อหนีไม่พ้นแล้วหันหน้าเข้าสู้เถิด คือให้คิดถึงความแก่ เจ็บ ตาย ครั้นมาถึงเข้าจะได้ไม่เกิดความร้อนใจทำอะไรไว้แต่หนหลังก็ไม่รู้ให้ก้มหน้าเสวยผลไปเถิด แต่ชาตินี้อย่าทำชั่ว ทำแต่ความชอบ จะได้ความสุขในเบื้องหน้าเกิดทุกข์ภัยต่างๆ ก็เพราะกรรมที่ตนทำไว้ อย่าไปโกรธคนอื่น จะเป็นเวรต่อไปอีก ให้คิดว่า เรามีกรรมเป็นของๆ ตนอย่าหวงข้าวของ อย่าถือตัว บาปกรรมจะมีก็ด้วย ๒ อย่างนี้แล ถ้าไม่หวงไว้ถือไว้ก็ไม่ทุกข์คนทุกวันนี้หลงของที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้ ขาดทุนบุญกุศลเพราะหวงนของที่เอาไปไม่ได้ กลับทำความชั่วใส่ตัวทั้งวัดและบ้าน.


(๑๑)  ปัญหาพยากรณ์ ๔
แก้โดยตรง เช่น เที่ยงหรือไม่เที่ยง แก้ว่าไม่เที่ยง
ย้อนถามแล้วจึงแก้ เช่น ทำสัตว์ตายจะเป็นบาปหรือไม่ ถามว่าท่านแกล้งหรือไม่
แจกแจง เช่น พระดีหรือคฤหัสถ์ดี แก้ว่า พระที่ดีก็มี ที่ไม่ดีก็มี คฤหัสถ์ที่ดีก็มี ที่ไม่ดีก็มี
ยกเลิก เช่น ถามถึงพระอาทิตย์พระจันทร์ ของจริงแต่ไม่เป็นประโยชน์องค์ทานมี ๓ ให้ด้วยเมตตา ๑ เอ็นดู ๑ บูชาคุณ ๑ ถ้าให้ด้วยความรักความสรรเสริญ ให้ด้วยจะเอาตอบแทน ไม่ถูกองค์ทาน
รูปพระทำไว้เพื่อเตือนใจให้คิดถึงพระ ถ้าลบรูปเสีย ให้เห็นแต่ฝุ่นแต่ชาตเป็นของยากฉันใด การเห็นร่างกายนี้เป็นผม ขน เป็นต้น ก็ยากฉันนั้น


(๑๒) สัมปชัญญะ ๔

สาตกสัมปชัญญะ รู้รอบในประโยชน์ เช่น เห็นประโยชน์แล้วจึงกินเพื่อแก้หิว จะไปไหน ถ้ามีประโยชน์จึงไป ไม่มีประโยชน์ไม่ไป ถึงการไปมีประโยชน์แต่ไปแล้วเกิดอันตรายก็ไม่ไป
สัปปายสัมปชัญญะ รู้รอบในความสบาย คือกินแล้วจะสบายหรือไม่สบาย
โคจรสัมปชัญญะ รู้รอบในโคจร ให้อาหารที่กิเป็นอารมณ์แห่งปฏิกูล เวลาไปไหนมาไหนให้มีกรรมฐานบทใดบทหนึ่งเป็นอารมณ์
อสัมโมหสัมปชัญญะ รู้รอบในความไม่หลง คือเห็นเป็นแต่ว่าธาตุกินธาตุ หรือเห็นว่าคนอาศัยเรือเที่ยวไปในสมุทรสาครฉันใด นามอาศัยรูปเที่ยวไปในสังสารวัฏก็ฉันนั้น

พระพุทธเจ้าตรัสว่า รูป เป็นต้น ไม่ใช่ของพวกเธอ สิ่งใดไม่ใช่ของพวกเธอๆ จงละเสีย เมื่อละได้จะเป็นประโยชน์สิ้นกาลนาน แล้วทรงอุปมาว่า ใบไม้ในพระเชตวันถ้าใครนำเอาไปเผา ทำไมพวกเธอเฉยอยู่ได้
ภิกษุทั้งหลายทูลว่า เพราะไม่ถือว่าของเรา

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ให้วางเฉยในรูปเป็นต้นเสีย เหมือนที่วางเฉยในใบไม้ ถ้าทำได้ก็เป็นสุขอย่างยิ่ง ร้อน หนาว หิว เจ็บ เศร้าใจ แค้นใจ และทุกข์อื่นๆ จะดับเสียได้ ก็ด้วยการปล่อยวาง ไม่ถือว่า เรา เขา ตัวตน บุคคล จะปล่อยวางเสียได้ก็ด้วยการเห็นตามจริงว่า ไม่มีอะไร ผม ขน ต่างหาก นามรูป ต่างหาก โดยที่สุดกระดูกอย่างเดียวก็ใช้ได้ ถ้าเห็นอย่างนี้ ตัณหาความสะดุ้งดิ้นรนก็ดับ อย่างนี้แลเรียกนิพพาน

ทารกเห็นสิ่งของ ร้องให้จะเอา มารดาว่าอย่าเอาเลย ของนี้มันจะอยู่ได้สักกี่วัน เอาไปก็จะเกิดความร้อนใจ ทารกก็ไม่ฟัง ร้องให้จะเอา มารดาก็สอนว่า ของนี้มันไม่ใช่ของเจ้า อย่าเอาเลย ทารกก็ไม่ฟัง ฉันใดมารดาคือพระพุทธเจ้าสั่งสอนสัตว์ว่า ร่างกายนี้มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ให้ปล่อยวางเสียเถิด ฉันนั้น

ของจริงมีแต่ในศาสนานี้ นอกศาสนาไม่มี ผู้ใดไม่ปฏิบัติเพื่อถอนของไม่จริงออกเสีย ผู้นั้นเป็นคนนอกศาสนา


(๑๓) อะไรเป็นทุกข์

ปริพาชก : อะไรเป็นทุกข์ในโลกนี้
พระสารีบุตร : ความเกิดขึ้นแห่งขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ในโลกนี้
ปริพาชก : อะไรเป็นสุขในโลกนี้
พระสารีบุตร : ความไม่เกิดขึ้นแห่งขันธ์ ๕ เป็นสุขในโลกนี้


(๑๔) ธรรม ๔

ธรรมที่พึงกำหนดรู้คือขันธ์ ๕
ธรรมที่พึงละคืออวิชชา ตัณหา
ธรรมที่พึงทำให้แจ้งคือวิชชาและวิมุติ
ธรรมที่พึงเจริญคือสมถะและวิปัสสนา


(๑๕) ธรรมเพื่อชีวิต

     ถ้าคิดถึงพ่อแม่พี่น้องที่ตายไป และที่ยังอยู่ จงทำให้บริบูรณ์ในศีล ถ้าใครคิดถึงเรา เขาก็ได้บุญร่ำไป เพราะคิดถึงผู้มีศีล

     ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย นี่เป็นยอดศาสนา เทวดา มาร พรหม ก็พูดไม่ได้เพราะละสักกายทิฏฐิยังไม่ได้

     โมหะเป็นของหยาบหลงทำแต่บาป อวิชชาเป็นของละเอียดนัก ทำบุญทำบาปก็เป็นอวิชชาเพราะเป็นปัจจัยแก่สังขาร ยังต้องเกิดต่อไปอีก เมื่อต้องเกิดก็ต้องเป็นทุกข์


(๑๖) คนมั่งมีในศาสนานี้มี ๕ อย่าง
มีศรัทธา เชื่อในบุญและบาป
มีหิริ อายบาป
มีโอตตัปปะ กลัวบาป
มีวิริยะ เพียรละบาป บำเพ็ญบุญ
มีปัญญา รู้จักบุญบาป ควรทำไม่ควรทำ
(กล่าวถึงคนจนโดยนัยตรงกันข้าม)


(๑๗) สังขารุเปกขาญาณ
     สติที่ระลึกรู้อยู่ว่า ขันธ์ ๕ อายตนะ ๖ ธาตุ ๖ รูปนาม มีจริง เรา เขา ใครๆ ไม่มีจริง สัมปชัญญะ ความรู้รอบคอบทั่วไปใน ขันธ์ห้า อายตนะหก ธาตุหก รูปนาม ว่ามันไม่เที่ยงเกิดดับไป เป็นทุกข์ทนยากด้วยความเกิดดับเป็นนิตย์ เป็นอนัตตา ออกตัวเสียได้ เห็นว่าไม่มีใครแก่ ไม่มีใครเจ็บ ไม่มีใครตาย ขันธ์ห้า อายตนะหก ธาตุหก รูปนาม มันแก่ มันเจ็บ มันตายไปต่างหาก ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวใช่ตน ขันธ์ห้า อายตนะหก ธาตุหก รูปนามต่างหาก ช่างมันเถิด
นี้เป็นสังขารุเปกขาญาณ ทางพระนิพพาน ควรทำไว้ในใจให้เห็นเป็นนิตย์


(๑๘) ตายก่อนตาย
     เมื่อจะตาย อย่าหลับตาตาย ให้ลืมตาตาย คือ เลือกกรรมฐานที่ชอบใจแล้วศึกษาให้รู้ชัด ก่อนตายให้มีสติอยู่กับกรรมฐานบทนั้น จะได้ไม่หลงตายอย่าตายในสมมติ ให้ตายนอกสมมติ ชิงออกตัวก่อนที่ความตายจะมาถึง คือเจริญวิปัสสนาศึกษากายและใจ ให้เห็นว่า เป็นแต่ขันธ์ห้า อายตนะหก ธาตุหก รูปนามต่างหาก มันแก่ มันเจ็บ มันตาย เห็นจริงได้อย่างนี้ชื่อว่า ตายนอกสมมติ ไม่ตายในสมมติ ชิงออกตัวก่อนที่ความตายจะมาถึง.


(๑๙) เมถุนสังโยค ๗
     บรรพชิต และคฤหัสถ์สตรีและบุรุษ ผู้ปฏิบัติในเมถุนวิรัติ ไม่เสพเมถุน เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ โดยที่สุดแม้รักษาอุโบสถอยู่ ก็ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วย ผู้ที่ประพฤติพรหมจรรย์เหล่านั้นพึงรู้ว่า พรหมจรรย์จะเศร้าหมองด้วยเมถุนสังโยค ๗ ประการ คือ
จิตกำหนัดยินดีในเมถุนแล้วและใช้สตรีหรือบุรุษให้ปฏิบัตินวดฟั้นและพัดวี
จิตกำหนัดในเมถุนแล้ว ก็ยิ้มแย้มหัวเราะล้อเลียนกับ ด้วยสตรีหรือบุรุษ
เพ่งเล็งตาต่อตาของสตรีหรือบุรุษ ด้วยกำหนัดในเมถุนธรรม
ได้ยินเสียงสตรีหรือบุรุษขับร้องเจรจาเกิดความกำหนัดยินดีด้วยเมถุนราคะ
ได้เห็นหรือได้ยินสตรีกับบุรุษบำเรอด้วยกามคุณ เป็นต้นว่าคลึงเคล้าจูบกอด ก็เกิดกามราคะกำหนัดในเมถุน
ตนแต่ก่อนได้พูดแทะโลมสัมผัสกับด้วยสตรีหรือบุรุษและมาคิดถึงเรื่องความแต่ก่อนนั้น ก็เกิดกามราคะกำหนัดยินดีในเมถุน
ตนได้ทำบุญกุศลอันใดอันหนึ่งไว้ มาปรารถนาจะเกิดเป็นเทวดา เสวยสมบัติคือกามคุณอันเป็นทิพย์
เมื่อจะปฏิบัติพรหมจรรย์ของตนให้บริสุทธิ์พ้นจากความเศร้าหมองแล้ว ก็จงปฏิบัติตัวให้ไกลจากเมถุนสังโยค ๗ ประการดังว่ามานี้เถิด พรหมจรรย์ของตนก็จะมีผลเลิศใหญ่ใกล้ต่อพระนฤพานโดยเร็วพลันนั่นเทียว


(๒๐) วิบัติ ๖
     อนึ่ง วิบัติมีอยู่ ๖ คือ วิบัติคติ วิบัติกาล วิบัติประเทศ วิบัติตระกูล วิบัติอุปธิคือร่างกาย และวิบัติทิฏฐิ ความเห็นผิด
พระพุทธเจ้าทรงเกิดขึ้นในโลกแสดงธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์ได้ ไปเกิดเสียในอบาย มีเดรัจฉานกำเนิดเป็นต้น อย่างนี้เรียกวิบัติคติ
มาเกิดในมนุษย์โลกนี้แล้วไม่มีพระพุทธศาสนา เป็นกาลว่างเปล่า พระพุทธเจ้าไม่เกิดในโลก โลกมืด อย่างนี้วิบัติกาล
พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกแล้ว พระพุทธศาสนาไม่แผ่ไปในประเทศทั้งสิ้น ประเทศในแผ่นดินมีมากมายนัก ประเทศใดที่ไม่มีพระพุทธศาสนา ไปเกิดในประเทศนั้น อย่างนี้วิบัติประเทศ
มาเกิดในประเทศที่มีพระพุทธศาสนาแล้ว ประเทศนั้นมีตระกูลมาก ที่เป็นสัมมาทิฏฐิก็มี ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิก็มี ไปเกิดในตระกูลที่เป็นมิจฉาทิฏฐิเสีย อย่างนี้วิบัติตระกูล
เกิดในตระกูลที่เป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว เป็นคนหูหนวก ตาบอด เป็นง่อยเป็นเปลี้ยเป็นบ้าเป็นใบ้หรือเสียจริตไป อย่างนี้วิบัติอุปธิคือร่างกาย
เกิดในตระกูลที่เป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว บริบูรณ์ด้วยอุปธิร่างกาย ไม่เป็นคนหูหนวกตาบอด ไม่เป็นง่อยเป็นเปลี้ย ไม่เป็นบ้าไม่เป็นใบ้ บริบูรณ์ด้วยอุปธิร่างกายแล้ว ไปส้องเสพคบคนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ก็กลายเป็นมิจฉาทิฏฐิไปเสีย อย่างนี้วิบัติทิฏฐิเห็นผิด.


(๒๑) พุทธานุสสติ
     อนึ่ง เมื่อจะระลึกถึงคุณรพระรัตนตรัย พึงระลึกดังนี้ก็ได้ว่า เพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ลุกโพลงรุ่งเรืองไหม้สัตว์เผาสัตว์ให้รุ่มร้อนอยู่เป็นนิตย์ในภพทั้ง ๓
เพลิงกิเลสนั้น คือ ราคะ ความกำหนัดยินดี โทสะ ความเคืองคิดประทุษร้าย และโมหะ ความหลงไม่รู้จริง
ราคะ โทสะ โมหะ ทั้ง ๓ นี้ท่านกล่าวว่าเป็นเพลิง เพราะเป็นเครื่องร้อนรนกระวนกระวายของสัตว์
เพลิงทุกข์นั้น คือ ชาติ ความเกิด คือขันธ์และอายตนะ และนามรูปที่เกิดปรากฏขึ้น ชรา ความแก่ทรุดโทรมคร่ำคร่า มรณะ ความตาย คือชีวิตขาด กายแตก วิญญาณดับ โสกะ ความเหือดแห้งใจ เศร้าใจ ปริเทวะ ความบ่นเพ้อคร่ำครวญร่ำไร ทุกขะ ทนยากเจ็บปวดเกิดขึ้นในกาย โทมนัส ความเป็นผู้มีใจชั่วเสียใจ และอุปายาส ความคับแค้นอัดอั้นใจ
ทุกข์มีชาติเป็นต้นเหล่านี้ ท่านกล่าวว่าเป็นเพลิง เพราะเป็นเหตุให้เกิดความร้อนรนกระวนกระวายต่างๆ แก่สัตว์
เพลิงกิเลสเพลิงทุกข์เหล่านี้ ยกพระพุทธเจ้าเสียแล้ว ไม่มีผู้ใดผู้หนึ่งในโลกดับได้ แต่ผู้ที่จะรู้ว่าเป็นเพลิงเครื่องร้อนเท่านั้น ก็หายากเสียแล้ว ผู้ที่จะดับเพลิงนั้นจะได้มาแต่ไหนเล่า ก็ในโลกหมดทั้งสิ้นไม่มีผู้ใดผูหนึ่งดับได้ จึงพากันร้อนรนกระวนกระวายอยู่ด้วยเพลิงหมดทั้งโลก ก็ไม่รู้สึกตัวว่าเพลิงมันเผาเอาให้เร่าร้อนอยู่เป็นนิตย์ เพราะอวิชชาความหลงไม่รู้จริง
สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่งของเรา พระองค์ตรัสรู้ชอบตรัสรู้ดีแล้วเอง ตรัสรู้จริงเห็นจริง ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ของพระองค์ได้แล้ว คือทำให้แจ้งซึ่งพระนฤพานและขันธนฤพานได้แล้ว ทรงสั่งสอนสัตว์ให้รู้ตามเห็นตาม ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ ทำให้แจ้งซึ่งพระนฤพานได้ด้วย พระองค์นั้นจึงเป็นผู้เลิศกว่าสัตว์ประเสริฐกว่าสัตว์ เป้นผู้อัศจรรย์ใหญ่ยิ่งนัก ควรเลื่อมใสจริงๆ
สะหวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม พระธรรมที่เป็นที่พึ่งของเรา ที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วดี ทรงคุณคือดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ของสัตว์ผู้ปฏิบัติชอบ ช่วยให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นได้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญาด้มรรค ผล นฤพาน พระธรรมนั้น ท่านทรงคุณคือดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ได้อย่างนี้ จึงเป็นอัศจรรย์ใหญ่ยิ่งนัก ควรเลื่อมใสจริงๆ
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ พระสงฆ์ผู้สาวกของพระผู้มีพระภาคที่เป็นที่พึ่งของเรา ท่านปฏิบัติดีแล้ว ทำให้บริบูรณ์ในศีล สมาธิ ปัญญา บรรลุมรรคผลทำให้แจ้งซึ่งพระนฤพาน ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ของตนได้แล้ว สั่งสอนผู้อื่นให้รู้ตาม เห็นตาม ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ได้ด้วย และเป็นเขตให้เกิดบุญเกิดกุศลแก่เทวดามนุษย์มากมายนัก พระสงฆ์นั้นท่านปฏิบัติดีอย่างนี้ จึงเป็นอัศจรรย์ใหญ่ยิ่งนัก ควรเลื่อมใสจริงๆ
เมื่อนึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ๓ รัตนะนี ตรึกตรองด้วยปัญญา ครั้นเห็นจริงเกิดความเลื่อมใสขึ้นแล้ว จะนึกแต่ในใจหรือจะเปล่งวาจาว่า
อะโห พุทโธ พระพุทธเจ้าที่เป็นที่พึ่งของเรา พระองค์ตรัสรู้จริงเห็นจริง สำเร็จประโยชน์ตนสำเร็จประโยชน์ผู้อื่นได้แล้ว ควรซึ่งทักษิณาอันเลิศ เป็นผู้ประเสริฐกว่าสัตว์หมดทั้งสิ้น เป็นอัศจรรย์น่าเลื่อมใสจริง
อะโห ธัมโม พระธรรมที่เป็นที่พึ่งของเรา ท่านทรงคุณคือดับกิเลสเครื่องร้อนใจของสัตว์ได้ นำสัตว์ออกจากทุกข์ได้ เป็นอัศจรรย์น่าเลื่อมใสจริง
อะโห สังโฆ พระสงฆ์ที่เป็นที่พึ่งของเรา ท่านปฏิบัติดีแล้ว เป็นเขตบุญอันเลิศ หาเขตบุญอื่นยิ่งกว่าไม่มี เป็นอัศจรรย์น่าเลื่อมใสจริงภาวนาดังนี้ก็ได้ดีทีเดียว
เมื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ๓ รัตนะนี้เป็นที่พึ่งของตนจริงๆ เสมอด้วยชีวิตแล้ว ท่านกล่าวว่าถึงสรณะแล้ว มีผลอานิสงค์ใหญ่กว่าทานหมดทั้งสิ้น
อนึ่ง ผู้ใดได้ความเชื่อความเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ๓ รัตนะนี้แล้ว ผู้นั้นได้ชื่อว่าเลื่อมใสแล้วในที่อันเลิศ ผลที่สุกวิเศษเลิศใหญ่กว่าผลแห่งกุศลอื่นๆ ทั้งสิ้น ย่อมมีแก่ผู้เลื่อมใสในรัตนะทั้งสามนั้น
อนึ่ง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นี้ เป็นรัตนะอันเลิศวิเศษ ยิ่งกว่ารัตนะอื่นๆ หมดทั้งสิ้น ย่อมให้สำเร็จความปรารถนาแก่สัตว์ผู้ที่เลื่อมใสได้ทุกประการ เหตุนั้น เราทั้งหลายจงอุตส่าห์นึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้เกิดความเลื่อมใสทุกๆ วันเถิด จะได้ไม่เสียทีประสบพบพระพุทธศาสนานี้.


(๒๒) เจริญเมตตา
     อนึ่ง เมื่อจะเจริญเมตตา พึงเจริญดังนี้ก็ได้ว่า
สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแต่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น อะเวรา จงเป็นสุขๆ เถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
สัพเพ สัตตา ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแต่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น อะพะยาปัชฌา จงเป็นสุขๆ เถิด อย่าได้มีความเจ็บไข้ลำบากกายลำบากใจเลย
สัพเพ สัตตา ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแต่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น อะนีฆา จงเป็นสุขๆ เถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สัพเพ สัตตา ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแต่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจรักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด
เมตตาภาวนานี้ เป็นข้าศึกแก่พยาบาทโดยตรง เมื่อเจริญเมตตานี้ย่อละพยาบาทเสียได้ด้วยดี เมตตานี้ชื่อว่าเจโตวิมุติ เพราะเป็นเครื่องหลุดพ้นจากพยาบาทของใจ มีผลอานิสงค์ยิ่งใหญ่กว่าทานแลศีลหมดทั้งสิ้น
อนึ่ง เมตตานี้พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่ามีอานิสงค์ ๑๑ ประการ อานิสงค์ ๑๑ ประการนั้น คือ
ผู้ที่เจริญเมตตานี้หลับก็เป็นสุข ที่ ๑
ตื่นก็เป็นสุข ที่ ๒
ฝันเห็นก็เป็นมงคลไม่ลามก ที่ ๓
เป็นที่รักของมนุษย์ ที่ ๔
เป็นที่รักของอมนุษย์ ที่ ๕
เทวดาย่อมรักใคร่รักษาไว้ให้พ้นภัย ที่ ๖
ไฟก็ไม่ไหม้ไม่ทำให้ร้อนได้ พิษต่างๆ และศัสตราวุธก็ไม่ประทุษร้ายทำอันตรายแก่ชีวิตได้ ที่ ๗
จิตกลับตั้งมั่นได้โดยเร็วพลัน ที่ ๘
มีผิวหน้าผ่องใสงาม ที่ ๙
เป็นผู้มีสติไม่หลงตาย ที่ ๑๐
ตายแล้วไปเกิดในพรหมโลกด้วยเมตตานี้ ที่ ๑๑
เมตตามีอานิสงค์วิเศษต่างๆ ดังว่ามานี้
     เหตุนั้น เราทั้งหลายจงอย่าได้ประมาทในเมตตาภาวนานี้เลย อุตส่าห์เจริญเถิด จะได้ประสบอานิสงค์วิเศษต่างๆ ซึ่งว่ามานี้ เทอญ.


(๒๓) เจริญอสุภะ
     อนึ่ง เมื่อจะเจริญอสุภะ พึงเจริญดังนี้ก็ได้ว่า
อัตถิ อิมัสมิง กาเย ของไม่งามเป็นของปฏิกูลน่าเกลียดมีอยู่ในกายนี้
เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง
มังสัง นะหารู อัฏฐี อัฏฐิมิญชัง วักกัง คือ เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม
หะทะยัง ยะกะนัง กิโลมะกัง ปิหะกัง ปัปผาสัง คือ เนื้อหัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด
อันตัง อันตะคุณัง อุทะริยัง กะรีสัง คือไส้ใหญ่ สายเหนี่ยวไส้(ไส้น้อย) ราก(อาหารใหม่) ขี้(อาหารเก่า)
ปิตตัง เสมหัง ปุพโพ โลหิตัง เสโท เมโท คือ น้ำดี น้ำเสมหะ น้ำเหลือง(หนอง) น้ำเลือด น้ำเหงื่อ น้ำมันข้น
อัสสุ วะสา เขโฬ สิงฆาณิกา ละสิกา มุตตัง คือ น้ำตา น้ำมันเปลว น้ำลาย น้ำมูก น้ำไขข้อ น้ำเยี่ยว
ผมนั้นงอกอยู่ตามศีรษะ ดำบ้าง ขาวบ้าง
ขนนั้นงอกอยู่ตามขุมขนทั่วกาย เว้นแต่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า
เล็บนั้นงอกอยู่ตามปลายมือ ปลายเท้า
ฟันนั้นงอกอยู่ตามกระดูกคาง ข้างบน ข้างล่าง สำหรับบดเคี้ยวอาหาร ชุ่มอยู่ด้วยน้ำลายเป็นนิตย์
หนังนั้นหุ้มทั่วร่างกาย ผิงลอกออกเสียแล้วมีสีขาว
เนื้อนั้นมีสีแดงเหมือนกับชิ้นเนื้อสัตว์
เอ็นนั้นรึงรัดรวบโครงกระดูกไว้ มีสีขาว
กระดูกนั้นเป็นร่างโครงค้ำแข็งอยู่ในกาย มีสีขาว
เยื่อในกระดูกนั้นมีสีขาวเหมือนกะยอดหวายที่เผาไฟอ่อน แล้วใส่ไว้ในกระบอกไม้ฉะนั้น
เยื่อในสมองศีรษะนั้นเป็นยวงๆ เหมือนกับเยื่อในหอยจุ๊บแจง
ม้ามนั้นคือแผ่นเนื้อมีสีแดงคล้ำๆ สองแผ่น มีขั้วอันเดียวกัน เหมือนกับผลมะม่วงสองผลมีขั้วอันเดียวกันฉะนั้น อยู่ข้างซ้ายเคียงกับหัวใจ
เนื้อหัวใจนั้นมีสีแดง สัณฐานดังดอกบัวตูม ตั้งอยู่ท่ามกลางอก
ตับนันคือแผ่นเนื้อสองแผ่นสีแดงคล้ำๆ ตั้งอยู่ข้างขวาเคียงเนื้อหัวใจ
พังผืดนั้นมีสีขาว เหนี่ยวหนังกับเนื้อ เอ็นกับเนื้อ กระดูกกับเอ็นติดกันไว้บ้าง
ไตนันเป็นชิ้นเนื้อสีดำคล้ำเหมือนกะลิ้นโคดำ อยู่ชายโครงข้างซ้าย
ปอดนั้นเป็นแผ่นเนื้อสีแดงคล้ำ ชายเป็นแฉกปกเนื้อหัวใจอยู่ท่ามกลางอก
ไส้ใหญ่นั้นปลายข้างหนึ่งอยู่คอหอย ปลายข้างหนึ่งอยู่ทวาร ทบไปทบมา มีสีขาว ชุ่มอยู่ด้วยเลือดในท้อง
สายเหนี่ยไส้ใหญ่(ไส้น้อย) นั้นมีสีขาว
รากนั้นคือของที่กลืนกินแล้วสำรอกออกมาเสียฉะนั้น
คูถนั้นคือของที่กินขังอยู่ในท้องแล้วถ่ายออกมาฉะนั้น
น้ำดีนั้นสีเขียวคล้ำๆ ที่เป็นฝักตั้งอยู่ท่ามกลางอก ที่ไม่เป็นฝักซึมซาบอยู่ในกาย
น้ำเสมหะนั้นมีสีขาวคล้ำๆ เป็นเมือกๆ ติดอยู่กับพื้นไส้ข้างใน
น้ำเหลือง(หนอง) นั้น มีอยู่ในที่สรีระมีบาดแผลเป็นต้น
น้ำเลือดนั้นมีอยู่ตามขุมในกายและซึมซาบอยู่ในกาย
น้ำเหงื่อนั้นซ่านออกตามขุมขนในกาลเมื่อร้อนหรือกินของเผ็ด
น้ำมันข้นนั้นมีสีเหลือง ติดอยู่กับหนังต่อเนื้อ
น้ำตานั้นไหลออกจากตาในกาลเมื่อไม่สบาย
น้ำมันเปลวนั้นเป็นเปลวอยู่ในพุงเหมือนกับเปลวสุกร
น้ำลายนั้นใสบ้างข้นบ้าง
น้ำมูกนั้นเหลวบ้างข้นบ้างเป็นยวงออกจากนาสิก
น้ำไขข้อนั้นติดอยู่ตามข้อกระดูก
น้ำเยี่ยวน้ำเกรอะออกจากรากและคูถ
อะยะเมวะ กาโย กายคือประชุมส่วนเป็นของปฏิกูลน่าเกลียดนี้นั่นแล
อุทธัง ปาทะตะลา เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา
อะโธ เกสะมัตถะกา เบื้องต่ำตั้งแต่ปลายผมลงไป
ตะจะปะริยันโต มันมีหนังหุ้มอยู่ที่สุดรอบ
ปูโร นานัปปะการัสสะ อะสุจิโน มันเต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ มีผมขนเล็บฟันหนังเป็นต้น
เชคุจโฉ ปะฏิกกุโล แต่ล้วนเป็นของไม่งามมีกลิ่นเหม็นปฏิกูลน่าเกลียดหมดทั้งสิ้น
อสุภกัมมัฏฐาน หรืออสุภสัญญานี้ เป็นข้าศึกแก่ราคะความกำหนัดยินดีโดยตรง ผู้ใดมาเจริญอสุภะเห็นเป็นของไม่งามในกาย เห็นกายเป็นของไม่งามปฏิกูลน่าเกลียด จนเกิดความเบื่อหน่ายไม่กำหนัดยินดี ดับราคะ โทสะ โมหะเสียได้ ผู้นั้นได้ชื่อว่าดื่มกินซึ่งรสคือนฤพาน เป็นสุขอย่างยิ่ง
     เหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสรรเสริญกายคตาสติอสุภกัมมัฏฐานนี้ว่า ผู้ใดได้เจริญกายคตาสตินี้ ผู้นั้นได้ชื่อว่าบริโภคซึ่งรสคือนฤพานเป็นธรรมมีผู้ตายไม่มี(คือไม่ตาย) ดังนี้
นฤพานนั้น ก็ดับราคะ โทสะ โมหะนั้นเอง
     เหตุนั้น เราทั้งหลายจงอย่าได้ประมาทในกายคตาสตินี้เลย อุตส่าห์เจริญเถิดจะได้ประสบพบพระนฤพานเป็นสุขอย่างยิ่ง เลิศกว่าธรรมหมดทั้งสิ้น.


(๒๔) เจริญมรณสติ
     อนึ่ง เมื่อจะเจริญมรณสติ พึงเจริญดังนี้ก็ได้
(ชายว่า) มะระณะธัมโมมหิ มะระณัง อะนะตีโต
(หญิงว่า) มะระณะธัมมามหิ มะระณัง อะนะตีตา แปลว่า เรามีความตายเป็นธรรมดา ล่วงความตายไปไม่ได้แล้ว ความตายนั้นคือ สิ้นลมหายใจ กายแตก วิญญาณดับ
     อนึ่ง พึงเจริญดังนี้ก็ได้ว่า อะธุวัง ชีวิตัง ชีวิตของเรามันไม่ยั่งยืน ธุวัง มะระณัง ความตายของเรามันยั่งยืน อะวัสสัง มะยา มะริตัพพัง เราคงจะตายเป็นแน่ มะระณะปะริโยสานัง เม ชีวิตัง ชีวิตของเรามีความตายเป็นที่สุด ชีวิตัง เม อะนิยะตัง ชีวิตของเรามันไม่เที่ยง มะระณัง เม นิยะตัง ความตายของเรา มันเที่ยงแล้ว
อนึ่ง พึงเจริญดังนี้ก็ได้ว่า
สัพเพ สัตตา มะรันติ จะ สัตว์ที่ตายอยู่เดี๋ยวนี้ก็ดี มะริงสุ จะ มะริสสะเร ที่ตายดับสูญไปแล้วก็ดี จักตายต่อไปข้างหน้าก็ดี ตะเถวาหัง มะริสสามิ เราก็จะตายดับสูญเช่นนั้นเหมือนกันนั่นแล นัตถิ เม เอตถะ สังสะโย ความสงสัยในความตายนี้ไม่มีแก่เรา เราไม่สงสัยในความตายนี้แล้ว
     เหตุนั้น เราจงเร่งขวนขวายก่อสร้างบุญกุศลซึ่งเป็นที่พึ่งของตนเสียให้ไดทันเป็นมีชีวิตอยู่นี้เถิด อย่าให้ทันความตายมาถึงเข้า ถ้าความตายมาถึงเข้าแล้ว จะเสียทีที่ไดมาเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนานี้ทีเดียว
ผู้ใดได้เจริญมรณสติ นึกถึงความตายได้เห็นจริงจนเกิดความสังเวชได้ ผู้นั้นย่อมไม่เมาในชีวิต ละอาลัยในชีวิตเสียได้ เป็นผู้ไม่ประมาท รีบร้อนปฏิบัติละบาปบำเพ็ญบุญกุศล ชำระตนให้เป็นผู้บริสุทธิ์โดยเร็วพลัน เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสสรรเสริญมรณสติที่บุคคลเจริญทำให้มากนี้ว่า “มีอานิสงค์ใหญ่ยิ่งมากนัก นับเข้าในพระนฤพานเป็นธรรมมีผู้ตายไม่มี(ไม่มีผู้ตาย)” ดังนี้ มรณสติมีผลานิสงค์อย่างนี้
     อนึ่ง พระพุทธเจ้าก็ตรัสสั่งไว้ ให้คิดถึงความตายให้ไดทุกวันๆ มาในอภิณหปัจจเวกขณ์
     เหตุนั้น เราทั้งหลายอุตส่าห์เจริญมรณสติคิดถึงความตายให้เห็นจริงจนเกิดความสังเวชให้ได้ทุกวันๆ เถิด จะได้ประสบผลอานิสงค์ที่วิเศษ เป็นเหตุไม่ประมาทในอันก่อสร้างบุญกุศลซึ่งเป็นที่พึ่งของตน.


(๒๕) การเจริญวิปัสสนา
     อนึ่ง ถ้าจะเจริญวิปัสสนา ให้จำบาลีนี้ไว้ให้ขึ้นใจว่า รูปัง อะนิจจัง เวทะนา อะนิจจา สัญญา อะนิจจา สังขารา อะนิจจา วิญญาณัง อะนิจจัง รูปัง อะนัตตา เวทะนา อะนัตตา
สัญญา อะนัตตา สังขารา อะนัตตา วิญญาณัง อะนัตตา สัพเพ สังขารา อะนิจจา สัพเพ ธัมมา อะนัตตา ดังนี้
พระพุทธเจ้าตรัสสั่งสอนให้บริษัทภาวนาดังนี้ มาในบาลีโดยมาก ครั้นจำบาลีนี้ได้ขึ้นใจแล้วให้สาธยายไว้ให้เสมอทุกเช้าค่ำ เพราะเป็นธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแท้
ก็แต่จะเจริญให้รู้ความดังนี้
รูปัง อะนิจจัง รูปภายในภายนอก เป็นของไม่เที่ยง ทรุดโทรมฉิบหายไป
เวทะนา อะนิจจา ความสบาย ไม่สบาย และความมัธยัสถ์เฉยๆ ไม่เที่ยงเกิดขึ้นแล้วดับไป
สัญญา อะนิจจา ความสำคัญหมายอารมณ์จำได้ ไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป
สังขารา อะนิจจา ความคิดตรึกตรองเป็นบุญและเป็นบาปทั้งสิ้น ไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปๆ
วิญญาณัง อะนิจจัง ความรู้แจ้งในใจเป็นอนิจจังไม่เที่ยง รูแล้วก็หายไป
รูปัง อะนัตตา รูปภายในภายนอก มิใช่ตัวมิใช่ตน เป็นของสูญเปล่า ไม่ใช่ของใคร
สัญญา อะนัตตา ความสำคัญจำได้ในอารมณ์ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เป็นของสูญเปล่า ไม่ใช่ของใคร
สังขารา อะนัตตา ความคิดเป็นเครื่องปรุงจิตเองเป็นบุญและเป็นบาปทั้งสิ้น ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เป็นของสูญเปล่า ไม่ใช่ของใคร
วิญญาณัง อะนัตตา ความรู้แจ้งในใจ ไม่ใช่ตัวใช่ตน เป็นของสูญเปล่า ไม่ใช่ของใคร
สัพเพ สังขารา อะนิจจา สารพัดรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณทั้งสิ้นล้วนเป็นอนิจจังไม่เที่ยง เป็นธรรมแปรปรวน มีขึ้นแล้วก็หายไป เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเหมือนกับฟองน้ำ
ตั้งขึ้นใสๆ แล้วก็ดับไปเล่า เหมือนกับอารมณ์ที่ฝันเห็นตื่นขึ้นแล้วก็ดับไปเล่า เหมือนกับไฟจุดขึ้นสว่างแล้วก็ดับหายไปเล่าก็ถ้าไม่เห็นเป็นอนิจจังลงได้ ก็ให้ตรองเอาให้เห็นลงจงได้
ถ้าตรองไม่เห็นก็ให้นึกถึงญาติพี่น้องพวกพ้องที่ตายสูญไป ว่าเดี๋ยวนี้หายไปข้างไหนเล่า แล้วให้นึกถึงตัวและพวกพ้องที่เป็น เห็นหน้ากันอยู่ วาเราก็จะดับสูญไปเช่นนั้นเหมือนกัน
นี่แลสารพัดสังขารเป็นอนิจจังไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป มีขึ้นแล้วก็หายไป ให้ตรึกตรองให้เห็นเป็นอนิจจังลงให้ได้อย่างว่ามานี้ถ้าเห็นลงได้ขณะหนึ่งครู่หนึ่งเป็นยอดกุศลอยู่แล้ว
จะหากุศลอันใดอันหนึ่งสู้ไม่ได้ เพราะเป็นทางพระนฤพานแท้ พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสสรรเสริญไว้ว่าชีวิตของใครที่ได้เห็นอนิจจังเป็นอยู่วันหนึ่งเท่านั้นตายไปประเสริฐกว่าชีวิตของคน
ที่ไม่เห็นอนิจจังเป็นอยู่ร้อยปี

สัพเพ ธัมมา อะนัตตา สารพัดธรรม รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จนถึงพระนฤพานทั้งสิ้น เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เป็นของสูญเปล่า หาเจ้าของมิได้ ไม่เป็นไปในอำนาจผู้ใด
เพราะตัวไม่มีตนไม่มี ถ้ามีตัวมีตน มีเจ้าเข้าเจ้าของแล้วก็จะเป็นไปในอำนาจ เป็นไปตามใจ นี่หาตามใจไม่ เมื่อไม่อยากแก่ก็ขืนใจแก่ ไม่อยากเจ็บไข้ก็ขืนใจเจ็บไข้ ไม่อยากตายก็ขืนไจ
ตายไป จะมาหลงอยู่ว่าของตัวของตนอย่างไร เมื่อไม่เป็นไปตามใจสักอย่างหนึ่งแล้ว จะว่าของตัวอย่างไร สรรพธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน อย่างนี้นั่นแหละ
ให้ตรึกตรองด้วยปัญญาให้เห็นว่าธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เป็นของสูญเปล่า หาเจ้าของมิได้ ให้เห็นจงได้ถ้าไม่เห็น ก็ให้แยกขันธ์ ๕ อายตนะ ๖ หรืออาการ ๓๒ กระจายออกไล่
ค้นหาตัวหาตน ก็จะเห็นชัดว่า สรรพธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนจริง ตัวตนไม่มี หาเจ้าของมิได้ เป็นของสูญเปล่าไปจริง ครั้นเห็นลงได้ดังนี้แล้ว โมหะความหลงและตัณหาความ
ปรารถนารักใคร่ ก็ละเสียได้ และมานะถือเราถือเขาก็ไม่มี และทิฏฐิถือตัวถือตนก็ดับไป ด้วยปัญญาที่มาตรองเห็นสรรพธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่มีเจ้าของ เป็นของ
สูญเปล่าแล้วก็ให้นึกเห็นไว้ด้วยปัญญาอย่างนี้ ในสรรพธรรมทั้งปวงว่า เนตัง มะมะ อ้ายนั่นทั้งสิ้นไม่ใช่ของเรา เนโสหะมัสมิ อ้ายนั่นทั้งสิ้นมิใช่เรามิใช่เขา นะ เม โส อัตตา อ้ายนั่น
ทั้งสิ้นมิใช่ตัวมิใช่ตน
ครั้นนึกด้วยปัญญาเห็นจริงได้เป็นหนึ่งอย่างนี้แล้วในก็บริสุทธิ์เป็นสุขใหญ่ยิ่งทุกข์โทมนัสคับแค้นอันใดก็ดับเสียได้ คุณคือใจที่บริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า และคุณพระธรรมที่ดับทุกข์
โทมนัสเครื่องร้อนใจ และคุณพระสงฆ์ที่ปฏิบัติระงับเสียซึ่งเครื่องร้อนในใจได้ ก็ย่อมปรากฏแจ้งในของตัว ด้วยปัญญาที่มาพิจารณาเห็นจริงซึ่งสรรพธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาดังว่ามานี้
ใจก็หยั่งลงมั่นด้วยความเลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัย ไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม เมื่อเห็นจริงจนใจบริสุทธิ์ได้ดังว่ามานี้ขณะหนึ่งก็ดี ครู่หนึ่งก็ดี ก็ได้ชื่อว่าเป็นอันได้ประสบพระสัมมา
สัมพุทธเจ้าด้วยน้ำใจในขณะนั้น ครู่หนึ่งนั้น เพราะพระองค์ตรัสไว้ว่า “ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต” ดังนี้
ก็วิปัสสนาปัญญาที่ว่ามานี้เป็นยอดในพระศาสนาเป็นทางพระนฤพานโดยแท้ อุตส่าห์เจริญเถิด ถึงจะไม่ถึงพระนฤพาน ก็คงเป็นที่พึ่งเมื่อตัวจะตายเป็นแน่ ครั้นตายแล้วคงจะเป็นนิสัย
ติดตัวไปให้ได้พระนฤพานข้างหน้าโดยแท้ เพราะปัญญานี้ประเสริฐ ทำสัตว์ให้บริสุทธิ์พ้นทุกข์ได้จริงๆ
วิธีเจริญวิปัสสนาที่ว่ามานี้โดยสังเขป เจริญง่าย พอจะให้เห็นจริงได้ด้วยปัญญาของเรา ถึงสั่งสอนกันก็ใช้อย่างนี้ ครั้นจะว่าให้วิตถาร(พิสดาร) แจกรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไป
ก็แจกไปได้ แต่จะยึดเอาให้เห็นจริงลงเป็นหนึ่ง ว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั้นยากนัก เพราะอารมณ์มาก ถึงกระนั้น ก็จำจะต้องรู้ไว้โดยวิตถารดังนี้ว่า
รูปัง อะนิจจัง รูปไม่เที่ยง เพราะเกิดขึ้นแล้วแปรปรวน ดับไป ก็รูปนั้น ๒๘.


(๒๖) มหาภูตรูป ๔ คือ
ปฐวีธาติ ๑๙ (ไม่นับเยื่อในสมอง) ตั้งตาเกสาจนถึงกะรีสังเป็นที่สุด
อาโปธาตุ ๑๒ ตั้งแต่ปิตตังน้ำดีจนถึงมุตตังเป็นที่สุด
ปฐวีธาตุ ๑๙ อาโปธาตุ ๑๒ นั้น ให้ไปดูเอาในกายคตาสติ ที่เขียนไว้ข้างต้นนั้นเถิด.


(๒๗) เตโชธาตุ ๔ คือ
สันตาปัคคิ ไฟสำหรับเผาให้กายอุ่นอยู่เป็นนิจ ๑
ชิรณัคคิ ไฟสำหรับเผากายให้แปรปรวนย่อยทรุดโทรมแก่หง่อมไป ๑
ปริทัยหัคคิ ไฟสำหรับเผาให้เร่าร้อนทั่วกายเหลือที่จะทนได้ ต้องประพรมพ่นด้วยน้ำยาและพัดวีในกาลเมื่อเจ็บไข้ไม่สบาย ๑
ปริณามัคคิ ไฟสำหรับเผาผลาญอาหารที่บริโภค ให้แปรปรวนย่อยยับกลับกลายเป็นมูตรเป็นคูถไป ๑
บรรจบเป็นเตโชธาตุ ๔ ด้วยกัน.


(๒๘) วาโยธาตุ ๖ นั้น คือ
อุทธังคมา วาตา ลมสำหรับพัดขึ้นเบื้องบน ให้หาวให้เรอเป็นต้น ๑
อโธคมา วาตา ลมสำหรับพัดลงข้างล่าง ให้ผายลมถ่ายอุจจาระปัสสาวะเป็นต้น ๑
กุจฉิสยา วาตา ลมสำหรับพัดอยู่ในท้องนอกไส้ ให้ลั่น ให้ปวดเป็นต้น ๑
โกฏฐาสยา วาตา ลมสำหรับพัดอยู่ในลำไส้ ให้เป็นลำ ให้แข็งไปเป็นต้น ๑
อังคมังคานุสารี วาตา ลมสำหรับพัดซ่านทั่วไปตามอวัยวะน้อยใหญ่ให้ไหวกายไหววาจาได้ ๑
อัสสาสปัสสาโส ลมสำหรับหายใจเข้าออก ๑
บรรจบเป็นวาโยธาตุ ๖ ด้วยกัน
ก็ธาตุทั้ง ๔ ที่ว่ามานี่แหละเรียกว่ามหาภูตรูป เพราะเป็นรูปเกิดขึ้นใหญ่กว่ารูปทั้งปวง


(๒๙) อุปาทายรูป ๒๔ นั้น คือ
ปสาทรูป ๕ คือ
จักขุปสาท รูปที่ใสอยู่ในจักษุ เรียกว่า แก้วตา ๑
โสตปสาท รูปที่ใสอยู่ในโสต เรียกว่า แก้วหู ๑
ฆานปสาท รูปที่ใสอยู่ในจมูกสำหรับได้กลิ่น ๑
ชิวหาปสาท รูปที่ใสอยู่ในชิวหาสำหรับให้ชิวหาวิญญาณรู้รสต่างๆ ๑
กายปสาท รูปที่ใสอยู่ทั่วกายสำหรับให้กายวิญญาณรู้จักเย็นร้อนอ่อนแข็งได้ ๑
บรรจบเป็นปสาทรูป ๕ ด้วยกัน
ปสาทรูป ๕ นั้น เป็นของใสอยู่ในกายสำหรับให้วิญญาณ รู้อารมณ์ เหมือนกับกระจกเป็นของใสสำหรับให้คนส่องดูเงาได้ ตัววิญญาณเหมือนกะคน ตัวปสาทรูปเป็นของใสเหมือนกระจกฉะนั้น.


(๓๐) วิสัยรูป ๔ คือ
     สีสันต่างๆ แต่บรรดาของที่เห็นด้วยตาทั้งสิ้น เรียกว่า วัณโณ ๑
เสียงต่างๆ แต่บรรดาที่ได้ยินด้วยโสตทั้งสิ้น เรียกว่า สัทโท ๑
กลิ่นต่างๆ แต่บรรดาที่รู้ด้วยนาสิกทั้งสิ้นเรียกว่า คันโธ ๑
รสต่างๆ แต่บรรดาที่รู้ด้วยชิวหาทั้งสิ้น เรียกว่า รโส ๑
บรรจบเป็นวิสัยรูป ๔
รูป ๔ นี้เรียกว่าวิสัยรูป เพราะเป็นอารมณ์ของวิญญาณ


(๓๑) รูปต่างๆ
ภาวรูป ๒ คือ รูปเป็นหญิงแลรูปเป็นชาย
หทยรูป คือ เนื้อหทัยเป็นที่อาศัยแห่งจิต ๑
ชีวิตรูป คือ ชีวิตินทรีย์ที่เลี้ยงรูปธรรมให้สดอยู่ ๑
ปริเฉทรูป คือ อากาศที่เป็นช่องอยู่ในกาย มีช่องหู ช่องจมูก เป็นต้น ๑.


(๓๒)วิญญัตติรูป ๒ คือ
อาการที่ไหวกายให้ผู้อื่นรู้ได้เรียกว่า กายวิญญัติรูป ๑
อาการที่ไหววาจาให้เขารู้ได้ เรียกว่า วจีวิญญัติรูป ๑
บรรจบเป็นวิญญัติรูป ๒ ด้วยกัน.


(๓๓) วิการรูป ๓ คือ
รูปวิการที่เบา เรียกว่า รูปัสส ลหุตา ๑
รูปวิการที่อ่อน เรียกว่า รูปัสส ลหุตา ๑
รูปวิการที่ควรแก่การงานได้ เรียกว่า รูปัสส กัมมัญญตา ๑
บรรจบเป็นวิการรูป ๓ ด้วยกัน.


(๓๔) ลักขณรูป ๔ คือ
รูปที่เจริญขึ้น เรียกว่า รูปัสส อุจจโย ๑
รูปที่ต่อติดเนื่องกัน เรียกว่า รูปัสส สันตติ ๑
รูปที่ย่อยคร่ำคร่า เรียกว่า รูปัสส ชรตา ๑
รูปที่ไม่เที่ยงแปรปรวนดับไป เรียกว่า รูปัสส อนิจจตา ๑
บรรจบเป็นลักขณรูป ๔ ด้วยกัน
อาหารรูป คือ โอชะที่เกิดขึ้นแต่อาหารที่กิน ๑
ตั้งแต่ปสาทรูป ๕ มาจนถึงลักขณรูปและอาหารรูปเป็นที่สุด บรรจบเป็นรูป ๒๔ ด้วยกัน เรียกว่า อุปาทายรูป เพราะเป็นรูปอาศัยมหาภูตรูป ๔ เป็นไป
     มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูป ๒๔ บรรจบเป็นรูป ๒๘ ด้วยกัน ก็รูป ๒๘ เหล่านั้นเป็นอนิจจังไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้ว วิบัติแปรปรวนดับไป เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน เป็นของสูญเปล่า หาเจ้าของมิได้ อาศัยธาตุและอาหารเกิดขึ้นแล้วก็แตกทำลายไป.


(๓๕) เวทนาไม่เที่ยง
เวทะนา อะนิจจา เวทนาไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ก็เวทนานั้น ๓ อย่าง คือ
ความรู้แจ้งว่าสบาย เรียกว่า สุขเวทนา ๑
ความรู้แจ้งว่าไม่สบาย เรียกว่า ทุกขเวทนา ๑
ความรู้แจ้งว่าเฉยๆ จะสบายก็ไม่ใช่จะไม่สบายก็ไม่ใช่ เรียกกว่า อุเบกขาเวทนา ๑
ความสุขเปรียบเหมือนกะของที่มีรสอันหวานอร่อย ความทุกข์เปรียบเหมือนกะของเผ็ดของร้อนของแสบ อุเบกขา(ไม่)ใช่สุขใช่ทุกข์นั้น เปรียบเหมือนกะของจืดๆ
อีกนัยหนึ่ง เวทนา ๕
ความสุขความสบายกาย เรียกว่า สุขเวทนา ๑
ความทุกข์ไม่สบายกาย เรียกว่า ทุกขเวทนา ๑
ความสุขสบายใจดีใจ เรียกว่า โสมนัสเวทนา ๑
ความทุกข์ ไม่สบายใจเสียใจ เรียกว่า โทมนัสเวทนา ๑
ความเฉยๆ (ไม่)ใช่สุข ใช่ทุกข์ เรียกว่า อุเบกขาเวทนา ๑
บรรจบเป็นเวทนา ๕
     เวทนาที่ว่ามาทั้งสิ้นนี้เป็นอนิจจังไม่เที่ยง เพราะเกิดขึ้นแล้วดับไป เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่เป็นของใคร เป็นธรรมชาติอาศัยผัสสะเกิดขึ้นแล้วดับสูญไป.


(๓๖) สัญญาไม่เที่ยง
สัญญา อนิจจา ความหมายจำไว้ได้ เรียกว่า สัญญา ไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วดับไป ก็สัญญานั้น ๖ อย่าง
รูปสัญญา ความหมายจำไว้ได้ในรูป ๑
สัททสัญญา ความหมายจำไว้ได้ในเสียง ๑
คันธสัญญา ความหมายจำไว้ได้ในกลิ่น
รสสัญญา ความหมายจำไว้ได้ในรส ๑
โผฏฐัพพสัญญา ความหมายจำไว้ได้ในเครื่องสัมผัสถูกต้อง ๑
ธัมมสัญญา ความหมายจำไว้ได้ในธรรมที่เป็นอารมณ์ของใจ ๑
     ก็สัญญาเหล่านั้นทั้งสิ้นเป็นอนิจจังไม่เที่ยง เป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เป็นของสูญเปล่าไม่ใช่ของใคร เป็นธรรมชาติอาศัยผัสสะเกิดขึ้นแล้วดับสูญไป
.


(๓๗) สังขารไม่เที่ยง
สังขารา อะนิจจา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง
     ก็สังขารเหล่านั้น ได้แก่ เจตสิก ๕๒ ดวง ก็ในที่นี้ยกเวทนาและสัญญาทั้ง ๒ ออกเสีย ยังเหลืออยู่แต่ ๕๐ ดวง คือ
อายตนะภายนอก ๖ และอายตนะภายใน ๖ วิญญาณ ๖ ๓ หมวดนี้เกิดขึ้นถึงพร้อมถูกต้องด้วยดี ชื่อว่า ผัสโส ดวง ๑
ความคิดในอารมณ์ต่างๆ เป็นบุญบ้างเป็นบาปบ้าง เรียกว่า เจตนา ดวง ๑
จิตนิ่งอยู่ในอารมณ์อันหนึ่ง เรียกว่า เอกัคคตา ดวง ๑
นามธรรมอย่างหนึ่งสำหรับเลี้ยงนามธรรมไว้ เรียกว่า ชีวิตินทริยัง ดวง ๑
ความทำในใจ เรียกว่า มนสิกาโร ดวง ๑
ความตรึกตรอง เรียกว่า วิตักโก ดวง ๑
ความพิจารณา เรียกว่า วิจาโร ดวง ๑
ความน้อมไปในอารมณ์คล้ายๆ กันกับศรัทธา เรียกว่า อธิโมกโข ดวง ๑
ความเป็นคนกล้าเพียรไม่เกียจคร้าน เรียกว่า วิริยัง ดวง ๑
ความอิ่มกายอิ่มใจ เรียกว่า ปีติ ดวง ๑
ความพอใจ เรียกว่า ฉันโท ดวง ๑
     บรรจบเป็น ๑๑ ดวง ยกเวทนาและสัญญาออกเสียแล้ว เรียกว่า อัญญสมานา(เจตสิก) เพราะเป็นบุญด้วยเป็นบาปด้วยเจือกันทั้ง ๒ อย่าง.


(๓๘) เจตสิกที่เป็นตัวบาปแท้ ๑๔ ดวง คือ
โมโห ความหลงไม่รู้จริง ๑
อหิริกัง ความไม่เกลียดอายต่อความชั่ว ๑
อโนตตัปปัง ความไม่สะดุ้งกลัวต่ออกุศล ๑
อุทธัจจัง ความฟุ้งซ่าน ๑
โลโภ ความโลภอยากได้ ๑
ทิฏฐิ ความเห็นผิด ๑
มาโน ความเย่อหยิ่งถือเราถือเขา ๑
โทโส ความโกรธคิดประทุษร้ายเขา ๑
อิสสา ความริษยาเขา ๑
มัจฉริยัง ความตระหนี่เหนียวแน่น ๑
ถีนัง ความง่วงเหงา ๑
มิทธัง ความเคลิ้มเขลาหาวนอน ๑
กุกกุจจัง ความรำคาญใจ ๑
วิจิกิจฉา ความสงสัย ๑
     บรรจบเป็นอกุศลเจตสิก ๑๔ ดวงนี้แล เรียกว่า ตัวบาปธรรม.


(๓๙) เจตสิกที่เป็นกุศลแท้ ๒๕ ดวง คือ
สัทธา ความเชื่อของที่ควรเชื่อ ๑
สติ ความระลึกอารมณ์ที่ดี ๑
หิริ ความเกลียดอายต่อความชั่ว ๑
โอตตัปปัง ความสะดุ้งกลัวต่ออกุศล ๑
อโลโภ ความไม่โลภไม่อยากได้ ๑
อโทโส ความไม่ประทุษร้ายเขา ๑
ตัตตรมัชฌัตตา ความเป็นธรรมมัธยัสถ์เฉยอยู่ในอารมณ์นั้นๆ ๑
กายปัสสัทธิ ความสงบกาย คือ เวทนา สัญญา สังขาร ๑
จิตตปัสสัทธิ ความสงบจิต ๑
กายลหุตา ความที่กาย คือ เวทนา สัญญา สังขาร เป็นธรรมเบาควรแก่กรรม ๑
จิตตลหุตา ความที่จิตเป็นจิตเบาควรแก่กรรม ๑
กายมุทุตา ความที่กาย คือ เวทนา สัญญา สังขาร เป็นธรรมอ่อนควรแก่กรรม ๑
จิตตมุทุตา ความที่จิตเป็นจิตอ่อนควรแก่กรรม ๑
กายกัมมัญญตา ความที่กาย คือ เวทนา สัญญา สังขาร เป็นธรรมควรแก่กรรม ๑
จิตตกัมมัญญตา ความที่จิตเป็นจิตควรแก่กรรมแท้ ๑
กายปาคุญญตา ความที่กาย คือ เวทนา สัญญา สังขาร เป็นธรรมคล่องแคล่วในกุศล ๑
จิตตปาคุญญตา ความที่จิตเป็นจิตคล่องแคล่วในกุศล ๑
กายุชุกตา ความที่กาย คือ เวทนา สัญญา สังขาร เป็นไปตรงต่อกุศล ๑
จิตตุชุกตา ความที่จิตเป็นไปตรงต่อกุศล ๑
สัมมาวาจา เจตนาที่เว้นจากวจีทุจริต เป็นเหตุกล่าวชอบ ๑
สัมมากัมมันโต เจตนาที่เว้นจากกายทุจริต เป็นเหตุทำการงานชอบ ๑
สัมมาอาชีโว เจตนาที่เว้นจากมิจฉาชีพ เป็นเหตุสำเร็จการเลี้ยงชีวิตโดยชอบ ๑
กรุณา ความเอ็นดูสัตว์อยากช่วยให้พ้นทุกข์ ๑
มุทิตา ความชื่นชมสมบัติของผู้อื่น ๑
ปัญญา ความรู้ชอบทั่วไปที่เป็นกุศล ๑
     บรรจบเป็นเจตสิกฝ่ายข้างกุศลแท้ ๒๕ ดวง ฝ่ายข้างอกุศลแท้ ๑๔ ดวง ที่เรียกว่า อัญญสมานา(เจตสิก) เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง เจือกัน ๑๓ ดวงนั้น ยกเสีย ๒ คือ เวทนาและสัญญา ยังเหลืออยู่ ๑๑ ดวง บรรจบเป็นเจตสิก ๕๐ ดวงด้วยกัน.


(๔๐) เจตสิก ๕๐
เจตสิก ๕๐ ดวงนั้น เรียกว่า สังขาร เพราะเป็นธรรมตกแต่งจิต ปรุงจิต ก็สังขารเหล่านั้นทั้งสิ้นเป็นอนิจจังไม่เที่ยง เพราะเกิดขึ้นแล้วดับไปขณะหนึ่งๆ เป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนเป็นของสูญเปล่า หาเจ้าของมิได้ อาศัยผัสสะเกิดขึ้นดับไป
วิญญาณัง อะนิจจัง วิญญาณเป็นอนิจจังไม่เที่ยง

ก็วิญญาณนั้น ได้แก่

จิต ๘๙ ดวง คือ
อกุศล ๑๒ ดวง
โลภจิต ๘ ดวง
โทสจิต ๒ ดวง
โมหจิต ๒ ดวง
บรรจบเป็นอกุศลจิต ๑๒ ดวง อเหตุกจิต ๑๘ ดวง

กามาวจรกุศลจิต ๒๔ ดวง
เป็นกุศล ๘ ดวง
เป็นวิบาก ๘ ดวง
เป็นกิริยา ๘ ดวง
บรรจบทั้งกุศล วิบาก และกิริยา เป็นกามาวจรกุศลจิต ๒๔ ดวงด้วยกัน

รูปาวจรกุศลจิต ๑๕ ดวง
ที่เป็นกุศล ๕ ดวง
เป็นวิบาก ๕ ดวง
เป็นกิริยา ๕ ดวง
บรรจบเป็นรูปาวจรกุศลจิต ๑๕ ดวงด้วยกัน

อรูปาวจรกุศลจิต ๑๒ ดวง
ที่เป็นกุศล ๔ ดวง
เป็นวิบาก ๔ ดวง
เป็นกิริยา ๔ ดวง
บรรจบเป็นอรูปาวจรกุศลจิต ๑๒ ดวงด้วยกัน

โลกุตตรจิต ๘ ดวง
มัคคจิต ๔ ดวง
ผลจิต ๔ ดวง
บรรจบเป็นโลกุตตรจิต ๘ ดวงด้วยกัน
หมดด้วยกันทั้งสิ้นเป็นจิต ๘๙ ดวง ก็จิต ๘๙ ดวงเหล่านั้น เรียกว่าวิญญาณ เพราะเป็นจิตรู้แจ้งอารมณ์ ก็วิญญาณทั้งสิ้นเหล่านั้นเป็นอนิจจังไม่เที่ยง เพราะเกิดขึ้นแล้วดับไปในขณะนั้นนั่นเอง เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เป็นของสูญเปล่า หาเจ้าของมิได้ อาศัยนามรูปเกิดขึ้นแล้วดับไ
เมื่อกุลบุตรมาเจริญวิปัสสนานี้ ถ้าไม่บรรลุมรรคผลได้แล้วเป็นแต่เพียงบุรพภาคปฏิบัติ ถึงกระนั้นก็มีคุณานิสงค์มากนัก ถอนอัตตสัญญาและอัสมิมานะเสียได้ด้วยตทังคปหาน และให้ผู้เจริญนั้นเกิดความเชื่อและความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยทั้ง ๓ โดยอาการอันสนิท สิ้นความสงสัย ให้สำเร็จกิจในอันถึงสรณะทั้ง ๓ เป็นที่พึ่ง
อนึ่ง ให้ผู้เจริญนั้นได้ประสบนิรามิสสุขอันไม่เป็นวิสัยของสามัญมนุษย์ มีผลอานิสงค์ใหญ่ยิ่งกว่าทาน ศีล พรหมวิหารภาวนา ย่อมทำให้ผู้ที่เจริญนันมีสติสัมปชัญญะไม่ฟั่นเฟือน(เมื่อ) ทำลายขันธ์มีสุคติภพและโลกสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า
เพราะเหตุนั้น ควรที่สาธุชนผู้แสวงหาซึ่งประโยชน์ของตนจะพึงเจริญวิปัสสนานั้นให้เป็นไปในสันดานสิ้นกาลเนืองๆ ไม่ควรจะประมาทเลย เพราะว่าความเกิดเป็นมนุษย์นี้ก็ได้ด้วยยากนัก ชีวิตที่เป็นมานี้ก็ได้ด้วยยากนัก กาลเป็นที่เกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าเช่นกาลเดี๋ยวนี้ก็ได้ด้วยยากยิ่งนัก ฯ


 

 

 
 หน้าแรก  ประวัติวัด  แผนที่ตั้ง ถาวรวัตถุ  ภาพจิตรกรรมฝาผนัง  ลำดับเจ้าอาวาส   จำนวนพระสงฆ์   วันสำคัญทางศาสนา   วันพระตามปักข์
ตารางแสดงธรรม  ตารางอบรมกรรมฐาน  พุทธศาสนาวันอาทิตย์  ภาค ๑๖-๑๗-๑๘(ธ) หนังสือธรรมะ  แฟ้มภาพ  รวมเว็บ  สมุดเยี่ยม หัวข้อธรรมะ ทศชาติชาดก คลิปวีดีโอธรรมะ คิหิปฏิบัติ ศีล ๒๒๗ ร.ร.พระปริยัติธรรม โคลงสุภาษิต โอวาทสมเด็จทับ
© Copyright 2004 watsomanas.com All Right Reserved.