สุภาษิตสอนหญิง โดย สุนทรภู่

๏   ประนมหัตถ์นมัสการขึ้นเหนือเศียร ต่างประทีปโกสุมปทุมเทียน
จำนงเนียรนบบาทพระศาสดา ฯ  
   
๏   ดังประทีปส่องทั่วทุกทิศา

ก็ล่วงลับดับไกลนัยนา

สู่มหาห้องนิพพานสำราญรมย์ ฯ  
   
๏   ฉันชื่อภู่ผู้ประดิษฐ์คิดสนอง
ให้ประเสริฐเลิศล้ำด้วยคำคม
ขอประคองคุณใส่ไว้เหนือผม
โดยอารมณ์ดำริรักชักภิปราย ฯ
  ขอเจริญเรื่องตำรับฉบับสอน
อันความชั่วอย่าให้มัวมีระคาย
ผู้ใดเกิดเป็นสตรีอันมีศักดิ์
สงวนงามตามระบอบให้ชอบกล
ชาวประชาราษฎรสิ้นทั้งหลาย
จะสืืืืบสายสุริยวงศ์เป็นมงคล
บำรุงรักกายไว้ให้เป็นผล
จึงจะพ้นภัยพาลการนินทา ฯ
   
๏   เป็นสาวแซ่แร่รวยสวยสะอาด
แม้นแตกร้าวรานรอยถอยราคา
อันตัวต่ำแล้วอย่าทำให้กายสูง
ค่อยเสงี่ยมเจียมใจจะไว้วาง
ก็หมายมาดเหมือนมณีอันมีค่า
จะพลอยพาหอมหายจากกายนาง
ดูเยี่ยงยูงแววยังมีที่วงหาง
ให้ต้องอย่างกริยาเป็นนารี ฯ
   
๏   จะนุ่งห่มดูพอสมศักดิ์สงวน
จะผัดหน้าทาแป้งแต่งอินทรีย์
จะเก็บไรไว้ผมให้สมพักตร์
เป็นสุภาพราบเรียบแลเจริญ
ใครเห็นน้องต้องนิยมชมไม่ขาด
ถึงรูปงามทรามสงวนนวลอนงค์
ให้สมควรรับพักตร์ตามศักดิ์ศรี
ดูฉวีผิวเนื้ออย่าเหลือเกิน
บำรุงศักดิ์ตามศรีมิให้เขิน
คงมีผู้สรรเสริญอนงค์ทรง
ว่าฉลาดแต่งร่างเหมือนอย่างหงส์
ไม่รู้จักแต่งองค์ก็เสียงาม ฯ
   
๏   ประการหนึ่งซึ่งจะเดินดำเนินนาด
อย่าไกวแขนสุดแขนเขาห้ามปราม
อย่าเดินกรายย้ายอกยกผ้าห่ม
อย่าพูดเพ้อเจ้อไปไม่สู้ดี
ให้กำหนดจดจำแต่คำชอบ
อย่านุ่งผ้าพกใหญ่ใต้สะดือ
ค่อยเยื้องยาตรยกย่องไปกลางสนาม
เสงี่ยมงามสงวนไว้แต่ในที
อย่าเสยผมกลางทางหว่างวิถี
เหย้าเรือนมีกลับมาจึงหารือ
ผิดระบอบแบบกระบวนอย่าควรถือ
เขาจะลือว่าเล่นไม่เห็นควร ฯ
   
๏   อย่าลืมตัวมัวเดินให้เพลินจิต
เป็นนารีที่ละอายหลายกระบวน
อนึ่งเนตรอย่าสังเกตให้เกินนัก
แม้นประสบพบเหล่าเจ้าชู้ชาย
อันนัยน์ตาพาตัวให้มัวหมอง
จริงมิจริงเขาเอาไปเล่าแข
ระวังปิดปกป้องของสงวน
จงสงวนศักดิ์สง่าอย่าให้อาย
จงรู้จักอาการประมาณหมาย
อย่าชม้ายทำชะม้อยตะบอยแล
เหมือนทำนองแนะออกบอกกระแส
คนรังแกมันก็ว่านัยน์ตาคม ฯ
   
๏   อันที่จริงหญิงชายย่อมหมายรัก
แม้นจักรักรักไว้ในอารมณ์
ดังพฤกษาต้องวายุพัดโบก
จงยับยั้งชั่งใจเสียให้ดี
อันตัวนางเปรียบอย่างปทุเมศ
หอมผกาเกสรขจรขจาย
มิใช่จักตัดทางที่สร้างสม
อย่ารักชมนอกหน้าเป็นราคี
เขยื้อนโยกก็แต่กิ่งไม่ทิ้งที่
เหมือนจามรีรู้จักรักษากาย
พึงประเวศผุดพ้นชลสาย
มิได้วายภุมรินถวิลปอง ฯ
   
๏   ครั้นได้ชมสมจิตพิศวาส
ไม่อยู่เฝ้าเคล้ารสเที่ยวจดลอง
แม้นชายใดหมายประสงค์มาหลงรัก
อันความรักของชายนี้หลายชั้น
ก็นิราศแรมจรัลผันผยอง
ดูทำนองใจชายก็คล้ายกัน
ให้รู้จักเชิงชายที่หมายมั่น
เขาว่ารักรักนั้นประการใด ฯ
   
๏   จงพินิจพิศดูให้รู้แน่
เปรียบเหมือนคิดปริศนาอย่าไว้ใจ
อันแม่สื่ออย่าได้ถือเป็นบรรทัด
แต่ล้วนดีมีบุญลูกขุนนาง
อย่าทำแต่ใจเร็วจะเหลวไหล
มันมักไพล่เพลงขุมเป็นหลุมพลาง
สารพัดเขาจะพูดนี้สุดอย่าง
มาอวดอ้างให้อนงค์หลงอาลัย ฯ
   
๏   อันร้ายดีมิได้เห็นเป็นแต่ว่า
เหมือนเขาหลอกบอกลาภถึงเมืองไกล
ทางไกลตาอุปมาเหมือนเสียเนตร
เขาจะนำไปตายก็ตายพลัน
จะคาดหน้าแน่ลงที่ตรงไหน
อย่าควรให้ตามคำเขารำพัน
สุดสังเกตเท็จจริงทุกสิ่งสรรพ์
คนทุกวันเชื่อมันยากปากมันโกง ฯ
   
๏   อันแม่สื่อคือปีศาจที่อาจหาญ
อย่าเชื่อนักมักตับก็คับโครง
อันความชั่วอยู่ที่ตัวของเราหมด
จงฟังหูไว้หูกับผู้คน
ใครบนบานเข้าสักหน่อยก็พลอยโผง
มันชักโยงอยากกินแต่สินบน
ต้องกำสรดโศกร้างอยู่กลางหน
สืบยุบลเสียให้แน่อย่าแร่ไป ฯ
   
๏   คิดถึงตัวหาผัวนี้หายาก
คนสูบฝิ่นกินสุราพาจัญไร
มักเบียดเบียนบีฑาประดาเสีย
ไม่ทำมาหากินจนสิ้นตน
มันชั่วมากนะอนงค์อย่าหลงไหล
แม้หญิงใดร่วมห้องจะต้องจน
เหมือนเลี้ยงเหี้ยอัปรีย์ไม่มีผล
แล้วซุกซนตีชิงเที่ยววิ่งราว ฯ
   
๏   ที่บางคนนั้นชั่วเป็นหัวไม้
ท่านจับได้ใส่ตรวจพรวดคอยาว
เขาเป็นผัวตัวเมียเสียไม่ได้
ไปเสียลดเสียหลั่นพันธนา
เพราะมีผัวชั่วไปจึงได้ยาก
บ้างเล่นเบี้ยเสียถั่วมัวทนง
ให้พอใจชกตีเขาหมี่ฉาว
แล้วบอกข่าวโศกศัลย์ถึงภรรยา
มีหาไม่เงินทองก็ต้องหา
ค่าฤชาก็ต้องเสียขายเมียลง
แสนลำบากบอบนักอย่ามักหลง
หน่อยก็ลงจำนำเขาร่ำไป ฯ
   
๏   มีข้าวของเคยผูกให้ลูกเต้า
ลงชั้นว่าผ้าผ่อนท่อนสไบ
ยังแต่เมียเกลี่ยไกล่ไปขายซื้อ
ครั้นรักผัวก็อย่ามัวด้วยลมโลม
จะคิดทำอย่างไรก็ใช่ที่
ถ้าคนผู้รู้สึกสำนึกตัว
ก็เบียนเอาสิ้นสุดหาหยุดไม่
อย่าไปไขว้เล่นไปจนโซโทรม
คอยหารือร่วมภิรมย์เมื่อชมโฉม
ต่อล้มโครมแล้วก็ครวญหวนถึงตัว
ต้องรับหนี้ยากแค้นใช้แทนผัว
จะยังชั่วด้วยไม่เฉยซะเลยใจ ฯ
   
๏   จะหาคู่สู่สมภิรมย์หวัง
ที่ชายดีนั้นก็มีอยู่ถมไป
แต่ใจคนมักรนไปหาผิด
ต้องเดือดดิ้นกินน้ำตาอยู่นองเนือง
จงระวังชั่วช้าอัชฌาสัย
ใช่วิสัยเขาจะชั่วไปทั่วเมือง
ครั้นได้คิดจิตตรอมออกผอมเหลือง
สุดจะเปลื้องราคินจนสิ้นคาว ฯ
   
๏   เป็นสตรีสุดดีแต่เพียงผัว
ลงจนสองสามจืดไม่ยืดยาว
ถ้าคนดีมิได้ช้ำระยำยับ
คงมีผู้ชูช่วยประคับประคอง
จะดีชั่วก็ยังกำลังสาว
จะกลับหลังอย่างสาวสิเต็มตรอง
ถึงขัดสนจนทรัพย์ไม่เศร้าหมอง
เปรียบเหมือนทองธรรมดาราคามี ฯ
   
๏   ถ้าแม้นตัวชั่วช้ำระยำแล้ว
เหมือนทองแดงแฝงฝ้าเป็นราคี
จงรักตัวอย่าให้มัวราคีหมอง
อย่าเอาผิดมาเป็นชอบประกอบใจ
จะปัดแผ้วถางฝืนไม่คืนที่
ยากจะมีผู้ประสงค์จำนงใน
ถือทำนองแบบโบราณท่านขานไข
จงอยู่ในโอวาทญาติวงศ์ ฯ
   
๏   แม้นรู้จักรักร่างเป็นอย่างยิ่ง
จงกำหนดอุตส่าห์รักษาทรง
อันคำคมลมบุรุษนั้นสุดกล้า
จงระวังตั้งมั่นในสันดาน
จะเพริศพริ้งสมสวาทเป็นราชหงส์
อย่าลุ่มหลงด้วยอุบายของชายพาล
เขาย่อมว่ารสลิ้นนี้กินหวาน
อย่าลนลานหลงละเลิงด้วยเชิงชาย ฯ
   
๏   เขารักจริงให้สู่ขอกับพ่อแม่
เขาไม่เลี้ยงไล่ขับจะอับอาย
ข้างพ่อแม่ก็จะโกรธพิโรธร่ำ
ด้วยท่านอายขายหน้าประชาชน
อย่าวิ่งแร่หลงงามไปตามง่าย
ต้องเป็นม่ายอยู่กับบ้านประจานตน
จะจองจำตีโบยออกโหยหน
ไม่รักตนเราจึงต้องมาหมองมัว ฯ
   
๏   ถ้าปะว่าแม่พ่อใจคอร้าย
แม้นชายจนคนขัดพลัดเข้าตัว
จะขึ้งโกรธโทษผู้ใหญ่ว่าไม่รัก
ชั้นพ่อแม่ของตัวไม่กลัวเกรง
กลับซื้อขายคิดเอากับเจ้าผัว
เราทำชั่วก็ต้องขายกายเราเอง
เพราะเราคิดผิดนักไม่เหมาะเหม็ง
ใจตัวเองพาหลงไปลงตม ฯ
   
๏   ท่านเลี้ยงมาจะให้เป็นหอห้อง
ครั้นลูกตัวชั่วถ่อยน้อยอารมณ์
แม้นลูกดีก็จะมีศรีสง่า
ถึงเพื่อนบ้านฐานถิ่นที่ใกล้ไกล
หมายจะกองทุนสินกินขนม
จึงตรอมตรมโกรธบุตรนี้สุดใจ
ญาติวงศ์พงศาก็ผ่องใส
ก็มีใจสรรเสริญเจริญพร ฯ
   
๏    จงรักนวลสงวนนามห้ามใจไว้
คิดถึงหน้าบิดาและมารดร
เมื่อสุกงอมหอมหวานจึงควรหล่น
อย่าชิงสุกก่อนห่ามไม่งามดี
อย่าหลงใหลจำคำที่ร่ำสอน
อย่ารีบร้อนเร็วนักมักไม่ดี
อยู่กับต้นอย่าให้พรากไปจากที่
เมื่อบุญมีคงจะมาอย่าปรารมภ์ ฯ
   
๏   อย่าคิดเลยคู่เชยคงหาได้
อย่าเกียจคร้านงานสตรีจงนิยม
ถ้าแม้นทำสิ่งใดให้ตลอด
เขม้นขะมักรักงานการของตน
อุตส่าห์ทำลำไพ่เก็บประสม
จะอุดมสินทรัพย์ไม่อับจน
อย่าทิ้งทอดเที่ยวไปไม่ได้ผล
อย่าซุกซนคบเพื่อนไพล่เชือนแช ฯ
   
๏   เมื่อเหนื่อยอ่อนนอนหลับอยู่กับบ้าน
อะไรฉาวกราวเกรียวอย่าเหลียวแล
ระวังดูเรือนเหย้าแลข้าวของ
เห็นไม่มีแล้วอย่าอ้างว่าช่างมัน
อย่าเที่ยวพล่านพูดผล๋อประจ๋อประแจ๋
ฟังให้แน่เนื้อความค่อยถามกัน
จะบกพร่องอะไรที่ไหนนั่น
จงผ่อนผันเก็บเล็มให้เต็มลง ฯ
   
๏   มีสลึงพึงประจบให้ครบบาท
จงมักน้อยกินน้อยค่อยบรรจง
ไม่ควรซื้อก็อย่าไปพิไรซื้อ
เมื่อพ่อแม่แก่เฒ่าชรากาล
อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์
อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน
ให้เป็นมื้อเป็นคราวทั้งคาวหวาน
จงเลี้ยงท่านอย่าให้อดระทดใจ ฯ
   
๏   ด้วยชนกชนนีนั้นมีคุณ
อุ้มอุทรป้อนข้าวเป็นเท่าไร
ถ้าเราดีมีจิตคิดอุปถัมถ์
จะปรากฎยศยิ่งสิ่งทั้งปวง
เทพไทในห้องสิบหกชั้น
ว่าสตรีนี้เป็นยอดยุพาพาล
ได้การุณเลี้ยงรักษามาจนใหญ่
หมายจะได้พึ่งพาธิดาดวง
กุศลล้ำเลิศเท่าภูเขาหลวง
กว่าจะล่วงลุถึงซึ่งพิมาน
จะชวนกันสรรเสริญเจริญสาร
ได้เลี้ยงท่านชนกชนนี ฯ
   
๏    ที่บางนางนั้นก็ทำทุจริต
เห็นพ่อแม่ยากไร้ไม่ใยดี
เขาถามไถ่ว่ามิใช่เป็นพ่อแม่
ให้ตามหลังบังคับด้วยคำคม
มิได้คิดคุณท่านเท่าเกศี
ดูเป็นที่อายเพื่อนเบือนอารมณ์
ท่านพูดแก้เกลื่อนกลับจะทับถม
ไม่ชื่นชมยกชูขึ้นบูชา ฯ
   
๏   คนผู้นั้นครั้นตายวายชีวาตม์
ไม่เห็นเดือนเห็นตะวันพระจันทรา
ถ้าอยู่ไปในมนุษย์โลกเล่า
ให้ยากยับอัปราอนาทร
แม้จะมีเงินทองของทั้งหลาย
จะเกิดโจรราวีอัคคีภัย
คงไม่คลาดแคล้วนรกตกถลา
ทรมาน์หมกไหม้ในไฟฟอน
เทพเจ้าท่านก็แช่งแสร้งสังหรณ์
ยิ่งกว่าทำมารดรให้ร้อนใจ
คงฉิบหายมั่นคงอย่าสงสัย
เพราะว่าใจหยาบช้าคิดทารุณ ฯ
   
๏   หญิงเช่นนี้ชายอย่าได้ไปร่วมรัก
แต่พ่อแม่เจียวยังใจไม่การุญ
ซึ่งสตรีที่ดีอย่าดูเยี่ยง
แม้นร่วมรอยก็จะพลอยระยำมัง
จะเสื่อมศักดิ์เสียเช่นเป็นสถุล
เนรคุณมิได้คิดอนิจจัง
จงหลีกเลี่ยงเสียให้พ้นคนขี้ถัง
ดุจดังเอาทองแดงเข้าแฝงกุม ฯ
   
๏   จะสอนใจไว้ทุกสิ่งเป็นหญิงสาว
ให้ผันผ่อนเหมือนหนึ่งนอนในห่วงรุม
อย่าทำนอกลักษณะจะเป็นโทษ
ถึงจะรักรักให้ยืดอย่าจืดจาง
ให้พ้นคาวข่าวชั่วมามั่วสุม
จงสุขุมคิดแบ่งให้เบาบาง
ตัดประโยชน์พี่น้องเขาหมองหมาง
จะไว้วางกริยาให้น่าดู ฯ
   
๏   จะพูดจาปราศรัยกับใครนั้น
ไม่ควรพูดอื้ออึงขึ้นมึงกู
แม้จะเรียนวิชาทางค้าขาย
จึงซื้อง่ายขายดีมีกำไร
อย่าตะคั้นตะคอกให้เคืองหู
คนจะหลู่ล่วงลามไม่ขามใจ
อย่าปากร้ายพูดจาอัชฌาสัย
ด้วยเขาไม่เคืองจิตระอิดระอา ฯ
   
๏   เป็นมนุษย์สุดนิยมเพียงลมปาก
แม้นพูดดีมีคนเขาเมตตา
ถึงชายใดเขาพอใจมาพูดเกี้ยว
เมื่อไม่ชอบก็อย่าตอบเนื้อความตาม
จะได้ยากโหยหิวเพราะชิวหา
จะพูดจาจงพิเคราะห์ให้เหมาะความ
อย่าโกรธเกรี้ยวโกรธาว่าหยาบหยาม
มันจะลามเล่นเลยเหมือนเคยเป็น ฯ
   
๏   ถึงจะไปในพิภพให้จบทั่ว
จงอุตส่าห์ปกปิดให้มิดเม้น
เมื่อจะจรนอนเดินดำเนินนั่ง
อย่าเหม่อเมินเดินให้ดีมีอาฌา
แต่ความชั่วอย่าให้ผู้ใดเห็น
จึงจะเป็นคนดีมีปัญญา
จงระวังในจิตขนิษฐา
แม้นพลั้งพลาดบาทาจะอายคน ฯ
   
๏   เห็นผู้ใหญ่หรือใครเขานั่งแน่น
ค่อยวอนว่าข้าขอจรดล
แม้นสมรจะไปนอนที่เรือนไหน
ใครเห็นเข้าเขาจะเล่านินทานาง
อย่าไกวแขนปัดเช่นไม่เห็นหน
นั่นแหละคนจึงจะมีปรานีนาง
อย่าหลับไหลลืมกายจนสายสาง
ความกระจ่างออกกระจายเพราะกายตัว ฯ
   
๏   ถ้าจะนั่งก็นั่งระวังผ้า
ยามสำรวลก็อย่าสรวลให้เมามัว
เมื่อยามยิ้มก็ยิ้มไว้แต่ในพักตร์
อย่าเท้าแขนเท้าคางให้ห่างกาย
จะแต่งตัวก็อย่ามัวแต่การแต่ง
ใช่บ้านนอกคอกนามาแต่เยิง
ไม่อาฌาเขาจะพากันยิ้มหัว
แม้นจะหัวหัวร่อพอสบาย
อย่ายิ้มนักเสียสง่าพาสลาย
อย่ากรีดกรายกรอมเพลาะเที่ยวเราะเริง
อย่าทาแป้งจับกระเหม่าเข้าจนเหลิง
ทำเซาะเซิงเขาจะโห่วิ่งโร่ไป ฯ
   
๏   เมื่อยามตรุษยามสงกรานต์มีงานหลวง
ครั้นสิ้นเขตเทศกาลทำงานไป
เมื่อไปเป็นชาววังจึงนั่งแต่ง
ด้วยสำราญการอะไรนั้นไม่มี
แต่งให้งามตามกระทรวงหาว่าไม่
อย่าร่ำไรผัดหน้าทั้งตาปี
แต่พอแจ้งเข้าก็จับกระจกหวี
จะหาคู่ดูแต่ที่เจ้าพระยา ฯ
   
๏   อยู่สถานบ้านช่องนั้นต้องคิด
เผื่อมีผัวพลเรือนเหมือนกันนา
รู้วิชาก็ให้รู้เป็นครูเขา
มีข้าไทใช้สอยค่อยสบาย
ให้รู้กิจการหญิงทุกสิ่งสา
จะได้หาเลี้ยงกันจนวันตาย
จึงจะเบาแรงตนเร่งขวนขวาย
ตัวเป็นนายโง่เง่าบ่าวไม่เกรง ฯ
   
๏   การวิชาหาประดับสำหรับร่าง
การมิดีมีชั่วมันกลัวเกรง
คิดแต่ยากแต่จนเร่งขวนขวาย
พออิ่มเช้าอิ่มเย็นไม่เป็นไร
อย่าเอาอย่างหญิงโกงมันโฉงเฉง
อย่าครื้นเครงขับร้องคะนองใจ
อย่าให้กายตกยากลำบากได้
อย่าพอใจเชื่อช้ำเขาก้ำเกิน ฯ
   
๏   ค่อยเสงี่ยมเจียมตนจนเสียก่อน
อย่าเป้อเย้อพกใหญ่ออกให้เกิน
อย่าอวดดีมีทรัพย์เที่ยวจับแจก
ใครจะช่วยตัวเราก็เปล่าดาย
ค่อยผันผ่อนทีหลังเขาสรรเสริญ
ละเมิดเมินหมิ่นนักมักจะอาย
ทำเกี่ยวแฝกมุงป่าพาฉิบหาย
อย่ามักง่ายเงินทองของสำคัญ ฯ
   
๏   เห็นผู้ดีมีทรัพย์ประดับแต่ง
ของตัวน้อยก็จะถอยไปทุกวัน
จงนุ่งเจียมห่มเจียมเสงี่ยมหงิม
อย่านุ่งลายกรายกรุยทำฉุยไป
อย่าทำแข่งวาสนากระยาหงัน
เหมือนตัดบั่นต้นทุนสูญกำไร
อย่ากระหยิ่มยศถาอัชฌาสัย
ตัวมิใช่ชาววังไม่บังควร ฯ
   
๏   อย่าคบพวกหญิงพาลสันดานชั่ว
สุริย์ฉายบ่ายคล้อยเที่ยวลอยนวล
พอรุ่งเช้าเฝ้าแต่มองส่องเกศี
ตรงการงานขี้คร้านเป็นกังวล
ที่แต่งตัวไว้จริตผิดกระสวน
เป็นเชิงชวนพวกเจ้าชู้เขารู้กล
ให้เวียนหวีได้วันละพันหน
แต่งแต่ตนมิได้เว้นสักเวลา ฯ
   
๏   ครั้นได้ยินเสียงกลองมาก้องหู
วันนี้มีละครใครที่ไหนมา
นั่งพินิจพิศโฉมประโลมหลง
บ้างก็เห็นว่างามเลยตามไป
ยังไม่รู้เนื้อความเที่ยวถามหา
แม้นรู้ว่าเจ้ากรับเต้นหรับไป
ดูจนปลงกรรมฐานเหงื่อกาฬไหล
ช่างกระไรหนอขนิษฐ์ไม่คิดอาย ฯ
   
๏   บ้างก็รักข้างนักเลงเล่นเครงครื้น
ห่มเพลาะดำทำปลอมออกกรอมกาย
ครั้นไปไปใจแตกลงแหกคอก
ควาญหมอรอไม่ติดเห็นผิดเชิง
ใครจะห้ามปรามไว้ก็ไม่ฟัง
ถือว่าตนเปรื่องฉลาดปราชญ์ประเปรียว
เที่ยวกลางคืนคบเพื่อนเดือนหงายหงาย
พวกผู้ชายชักพาเที่ยวร่าเริง
ปะแตกปลอกต้ำผางวางจนเหลิง
จะเปิดเปิงเข้าป่าไปท่าเดียว
ทำส่งเสียงเถียงดังให้กราดเกรี้ยว
ประจบเที่ยวรู้จักทุกพักตรา ฯ
   
๏   พูดก็มากปากก็บอนแสนงอนนัก
เที่ยวรอนราญจนเพื่อนบ้านเขาระอา
ที่ส่วนตัวถึงจะชั่วออกล้นพ้น
ไม่ทำมาหากินจนสิ้นแกน
เห็นเขารักกันไม่ได้ใจอิจฉา
นั่งที่ไหนให้นินทาเขาเป็นแดน
สู้ปิดปากยกตนนี่สุดแสน
ก็เลยแล่นเข้าบ่อนนอนสบาย ฯ
   
๏   หญิงเช่นนี้เห็นไม่มีเจริญแล้ว
ลงสูบฝิ่นกินเหล้าอยู่เมามาย
มือก็ไวใจก็กล้าหน้าก็ด้าน
แต่ผ้าขาดก็ไม่ปรารถนาเย็บ
ให้แว่วแว่วอยู่ข้างทางฉิบหาย
ไม่เสียดายอินทรีย์เท่าขี้เล็บ
จะเอาขวานไปถากไม่อยากเจ็บ
ขี้เกียจเก็บพลัดวางไว้กลางเรือน ฯ
   
๏   อันการเหย้าไม่เอาเป็นธุระ
คบกันได้แต่นิสัยพวกแชเชือน
ชั้นจะยืมของใครเขาไม่เชื่อ
ปากก็หวานเหมือนน้ำตาลเพชรบุรี
คิดแต่จะเที่ยวตลบไปคบเพื่อน
จะคบคนพลเรือนก็เต็มที
ด้วยตัวเหลือโป้ปดสบถถี่
ข้าวของมีให้ไปไม่ได้คืน ฯ
   
๏   แม้นใครไปสมทบเข้าคบค้า
มีแต่ภัยให้ระยำทุกค่ำคืน
หญิงไม่ดีนั้นก็มีอยู่หลายพวก
ที่คนดีจะได้ดูให้รู้ครบ
จนชั้นผ้าไม่ติดตัวแต่สักผืน
ใครจะชื่นชมชิดไปคิดคบ
จำจะบวกบอกใส่เสียให้จบ
หล่อนจะได้ไม่คบพวกคนพาล ฯ
   
๏   หญิงพวกหนึ่งนั้นขันทำปั้นเจ๋อ
ไม่เจียมจนเลยว่าตนต่ำสันดาน
ล้วนคุณลุงคุณปู่อยู่ทุกแห่ง
พวกผู้ดีไม่นึกตรึกเจรจา
ช่างพูดได้ไม่อายแก่ปลายลิ้น
ถึงพูดไปใครเขาจะเห็นจริง
ถึงจะอวดอ้างไปที่ไหนนั่น
ถ้าสันดานการผู้ดีคงมีรอย
เฝ้าเป้อเย้อหยิ่งเกินกับภูมิฐาน
เห็นที่ท่านเป็นขุนนางอ้างเข้ามา
เที่ยวแอบแฝงพิงพาดวาสนา
เป็นพี่น้องร่วมฟ้านั้นเห็นจริง
เป็นคนสิ้นความคิดผิดผู้หญิง
เขาว่าหยิ่งยกยศเหมือนมดตะนอย
เขารู้ทันอยู่ว่าเช่นเจ้าเป็นหอย
ไม่กล่าวถ้อยเขาก็รู้ว่าผู้ดี ฯ
   
๏   อันตัวต่ำแล้วอย่าทำให้เกินศักดิ์
เปรียบเหมือนเกลือเจือปนกับชลธี
ที่บางคนจนยากไม่อยากทุกข์
อุตส่าห์แต่งแป้งขมิ้นไม่สิ้นคราว
ทำไมแก่เงินทองของทั้งหลาย
ถือว่ารูปกูงามไม่คร้ามจน
เขาจะมักเหม็นปากเหมือนซากผี
มันก็มีแต่จะจืดไม่ยืดยาว
ถือว่าสุขอยู่แก่ตาข้าเป็นสาว
ไม่สร้อยเศร้าสู้ตาประชาชน
เห็นหาง่ายสารพัดไม่ขัดสน
ลงแต่งตนขายกินจนสิ้นดี ฯ
   
๏   สุภาษิตท่านประดิษฐ์ประดับไว้
ถึงเป็นองค์สุริย์วงศ์พระจักรี
ทุกวันนี้มีทรัพย์เขานับหน้า
ถึงงามพักตร์เขาจะรักเจ้าเพียงไร
ว่าผู้ใดงามพักตร์สมศักดิ์ศรี
แม้นไม่มีสินทรัพย์ก็ลับไป
อย่าถือว่าตนงามตามวิสัย
เขาคาดใจเสียว่าเจ้าขี้เกียจการ ฯ
   
๏   ที่บางคนเห็นที่ท่านมีทรัพย์
ประกอบผูกลูกสะกดสร้อยสังวาลย์
เจ้าคนจนมันให้ร่ำจะทำบ้าง
แต่ตัวจนอ้นอั้นตันในคอ
หาทองแท้แก้ไขมันไม่คล่อง
แต่ล้วนเนื้อสิบน้ำทองคำทวาย
แพงไม่เบาเขายังกล้าอุตส่าห์ซื้อ
ถึงจนยากอยากบำรุงให้รุ่งเรือง
ก็สาสมกับอารมณ์ไม่เจียมศักดิ์
ผู้ดีว่าแล้วขี้ข้าก็พลอยตาม
เขาจึงว่าหน้าสดปรากฎอยู่
เมื่อน้ำตื้นขืนจะพายไปฝ่ายเดียว
เหมือนหิ่งห้อยน้อยสีหรี่หรุบหรู่
เห็นไม่ถึงดอกอย่าโกยไปโดยแรง
แต่งประดับผิวพรรณในสัณฐาน
แลละลานล้วนสุวรรณอันลออ
เอาเยี่ยงอย่างอยากได้น้ำลายสอ
ลงเที่ยวผลอไพล่เผลเพทุบาย
ต้องเอาทองเสาชิงช้าน่าใจหาย
สายสร้อยสายหนึ่งก็ถึงสลึงเฟื้อง
ผูกข้อมือแลงามอร่ามเหลือง
จนทองเหลืองไม่ละจะกละงาม
ทรลักษณ์เหลือตัวชั่วส่ำสาม
ไม่มีความอายจิตสักนิดเดียว
สมกับผู้ที่ไม่ตรึกนึกเฉลียว
ไม่ถึงเลี้ยวก็จะล่มไปจมแปลง
จะแข่งสู้สุริยาอันกล้าแข็ง
เขาจะแสร้งสรวลว่าเป็นบ้ายศ ฯ
   
๏   ยังมีพวกหนึ่งนั้นขยันยิ่ง
เที่ยวยักย้ายร่ายชมภิรมย์รส
จะรักไหนก็ไม่รักสมัครมั่น
ชู้ต่อชู้รู้เรื่องเคืองระคาง
เพราะนารีมิได้ตรงจำนงหมาย
เหมือนพวกนางโมราวิลาวัณย์
เป็นผู้หญิงสองใจไม่กำหนด
ใครมาจดโผจับรับตะกาง
เล่นประชันเชิงลองทั้งสองข้าง
ก็ขัดขวางหึงสาจะฆ่าฟัน
ทำให้ชายเคืองแค้นแสนกระสัน
ยื่นพระขรรค์ผัวให้กับไอ้โจร ฯ
   
๏   โอ้ใจนางอย่างนี้ก็มีมั่ง
เพราะนิสัยใจขนิษฐ์เล่นปลิดโยน
ต่างคนต่างก็เชือนออกเบือนเบื่อ
อันผัวดีที่จะได้อย่าหมายเลย
จนลือดังข่าวก้องดังกลองโขน
จนมาโดนกันกระดากไม่อยากเชย
ต้องเป็นเรือขึ้นคานอยู่เฉยเฉย
ด้วยมากเชยหลายชู้เขารู้กล ฯ
   
๏   บ้างลอบเล่นเพลงยาวเมื่อคราวขัด
ที่ไม่สู้รู้กลอนยังร้อนรน
บ้างก็เล่นปริศนาเที่ยวหาของ
ครั้นห่อเสร็จส่งให้กับชายชาญ
ครั้นคิดคิดปริศนานั้นช้าเนิ่น
ทำดื้อด้านหาญหักไม่รักงาม
ชนิดนางอย่างนี้มีชุมนัก
ต้องกินยาเข้าสุราพริกไทยปน
ฝีปากจัดตอบต่อข้อนุสนธิ์
เที่ยววานคนแต่งให้พอได้การ
ให้ถูกต้องตามอารมณ์ประสมประสาน
บอกอาการเรื่องรักประจักษ์ความ
ชวนกันเดินหลีกออกนอกสนาม
จนเลยลามลืมบ้านสถานตน
เป็นโรครักเกิดมารศีรษะขน
หมายประจญจะให้ดับที่อับอาย ฯ
   
๏   รักสนุกครั้นได้ทุกข์แล้วถอยคิด
เทพเจ้าท่านไม่เข้าด้วยคนร้าย
ครั้นคิดล้างอย่างไรก็ไม่สูญ
ทำอย่างไรมันก็ไม่มรณา
ถ้ารู้ถึงพ่อแม่ต้องแก้ไข
แล้วหาผัวตัวประจำเป็นสำเนา
จะปกปิดเปลวไฟไม่เห็นหาย
คงก่อกายขึ้นให้เห็นไว้เป็นตรา
ก็อาดูรพูนเกิดสหัสสา
เป็นเวราบาปนั้นไม่บรรเทา
เอาลูกไปมุ่งหมกยกให้เขา
พอปัดเป่าความอายให้หายแคลง ฯ
   
๏   ที่ชายโหดโฉดเขลาเข้าไปรับ
ดังแผ่นดินสิ้นหญ้าสุธาแพลง
ไม่คิดอายขายหน้านิจจาเอ๋ย
ลูกของเขาเอาเป็นสิทธิ์เฝ้าชิดเชื้อ
เหมือนเช่นเราเขาจะให้ก็ไม่รัก
ถึงรูปร่างอย่างยุพินกินรี
มันช่างหลับตาสนิทไม่คิดแหนง
มาแอบแฝงเอามันเป็นว่านเครือ
เหมือนไม่เคยพบปะจะกละเหลือ
นึกว่าเนื้อบุญธรรมกรรมไม่มี
มันขายพักตร์สารพัดจะบัดสี
แต่เช่นนี้แล้วไม่ปองประคองเคียง ฯ
   
๏   เป็นขนิษฐ์ชอบแต่คิดให้เป็นหนึ่ง
เอ่ยว่ารักแล้วให้ได้ร่วมเรียง
ท่านเปรียบมาเหมือนหนึ่งตราราชสีห์
เป็นอนงค์แล้วก็คงจะเป็นเมีย
ไม่ควรถึงอย่าให้ถึงกับปากเสียง
เป็นคู่เคียงของตัวว่าผัวเมีย
ไม่พอที่เสียนวลไม่ควรเสีย
ย่อมมีเบี้ยปรับไหมวิสัยนาง ฯ
   
๏   ที่เกิดมาเป็นนารีไม่มีค่า
เหมือนกรวดทรายปรายเล่นไม่เว้นวาง
เมื่อไม่ถือตราภูมิไว้คุ้มห้าม
แม้นรู้จักรักษาถือตราไว้
จะเกิดมาทำไมให้หมองหมาง
จะเอาอย่างนางโมราหรือว่าไป
คนจึงลามเลยลวนมากวนได้
จะคุ้มภัยให้พ้นมีคนกลัว ฯ
   
๏   อย่าจับปลาสองหัตถ์จะพลัดพลาด
จึงนับว่าคนดีไม่มีมัว
เป็นผู้หญิงสิ่งใดจะล้ำเลิศ
ถึงรูปทรงนงคราญจะพาลคลาย
จับให้คงลงให้ขาดว่าเป็นผัว
ถ้าชายชั่วร้างไปมิใช่ชาย
สุดประเสริฐก็แต่ใจไม่เสื่อมสลาย
ก็จะกลายส่งสวยด้วยใจงาม ฯ
   
๏   บ้างมีผัวตัวอยู่เป็นคู่ชื่น
ทำรักซ้อนซ่อนสนิทปิดเนื้อความ
ครั้นรู้ความถามไถ่ก็ไม่รับ
พลอยประจบหลบความไปตามเพลง
ทำองอาจพลาดพลั้งลงทั้งคู่
ไม่แปรดแปร้นแสนสลดเหมือนทศกัณฐ์
เคยที่นอนหมอนหนุนละมุลนิ่ม
เล็นก็กัดหมัดก็กินจนสิ้นนวล
ครั้นเห็นชู้คู่ชมภิรมย์รื่น
จะพึ่งชู้ชู้ก็เพียบกรอบเกรียบใจ
ตระลาการท่านถามเอาความชั่ว
เขาเฮฮาหน้าสลดต้องอดทน
ครั้นซักไซ้ไต่ถามได้ความชัด
ถ้ารักชู้ก็ให้อยู่กับชู้ชาย
ก็สาสมกับอารมณ์สตรีชั่ว
ไปคบชู้ชู้ชักหักทั้งยืน
ที่ใครเห็นจะเมตตานั้นหายาก
ก็เพราะเหตุตัวชั่วลือขจร
ยังหาอื่นเข้าประคองเป็นสองสาม
จนเลยลามเป็นระฆังดังขึ้นเอง
เขาเฆี่ยนขับตีด่าว่าข่มเหง
เพราะผัวเองจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน
เขาจับได้ชายชู้ดูน่าขัน
ต้องโศกศัลย์เศร้าใจอยู่ในตรวน
ไปนอนทิมกรากกรำเฝ้ากำสรวล
แลแต่ล้วนลูกความออกหลามไป
ก็ไม่ชื่นชมชิดพิศมัย
จะพึ่งผัวตัวก็ไม่เมตตาตน
ข้างตัวกลัวก็บอกออกนุสนธิ์
แทบจะด้นดำดินให้สิ้นอาย
จึงจำกัดศักดินาราคาขาย
มันเบื่อหน่ายขายกลับเอาทรัพย์คืน
อยู่กับผัวร่วมใจว่าไม่ชื่น
ต้องกล้ำกลืนชลนัยน์อาลัยวอน
มีแต่ปากแช่งอนงค์ส่งสลอน
ที่เคยนอนนั่งสบายว่าไม่ดี ฯ
   
๏   ครั้นลำบากยากจิตสิได้คิด
ใช่ไม่รู้เขาห้ามความถ้อยมี
เออก็ใจเป็นไฉนนะน้องเอ๋ย
ช่างไม่คร้ามความชั่วติดตัวตน
แต่มันผิดเสียถนัดต้องบัดสี
ชั่วหรือดีได้ยินสิ้นทุกคน
มันจึงเลยไหลฉ่ำดังน้ำฝน
ทำซุกซนจนได้ยากลำบากกาย ฯ
   
๏   มันเสียแล้วถึงจะฝืนไม่คืนศักดิ์
อันความชั่วติดตัวกว่าจะตาย
ถึงบินออกนอกตำบลให้พ้นเขต
ห้ามมันยากปากมนุษย์นี้สุดยาว
จะลงรักทองปิดไม่มิดหาย
เปรียบเหมือนกายกามีราคีคาว
คงบอกเหตุรู้ว่าใช่กาขาว
ไม่แกล้งกล่าวค่อนว่าแก่นารี ฯ
   
๏   ผู้ใดคิดผิดพลั้งเหมือนอย่างว่า
ควรยับยั้งชั่งใจเสียให้ดี
แม้นชั่วช้าใครว่าแล้วโกรธเขา
จะวิบัติบาปกรรมซ้ำหนักไป
แม้คนดีมีปัญญาถ้าไม่โกรธ
ให้พ้นทุกข์สุขีเป็นศรีเมือง
ถูกตำราแล้วอย่าโกรธพิโรธพี่
ถ้าหลีกลี้เลิกเล่นไม่เป็นไร
เช่นตัวเราผู้แต่งแถลงไข
ถึงตกใต้เทวทัตเพราะขัดเคือง
เห็นประโยชน์ตัดชั่วในตัวเปลื้อง
อย่าแค้นเคืองคำข้าขออภัย ฯ
   
๏    เป็นสตรีมิใช่ชายเสียดายศักดิ์
อันความดีมีอยู่ดูจำไว้
จะมีคู่ก็ให้รู้ปรนนิบัติ
อย่าคิดร้ายย้ายแยกทำแปลกปลอม
จะปลูกรักเรรวนหาควรไม่
อย่าพอใจรักชั่วให้มัวมอม
จงซื่อสัตย์สุจริตคิดถนอม
มโนน้อมเสน่หาต่อสามี ฯ
   
๏   อย่าคบชู้สู่สมนิยมหวัง
เขารักหลอกหยอกเล่นดอกเช่นนี้
ธุระอะไรจะให้มันเสียของ
เพราะเชื่อใจภรรยายิ่งกว่าเกลอ
จะมีจิตพิศวาสไม่คลาดเคลื่อน
แม้นนอกจิตคิดร้ายหมายประจญ
ไม่จีรังกาลดอกบอกโฉมศรี
ถ้าแม้นมีข้าวของต้องบำเรอ
อันเงินทองผัวสิทำสน่ำเสนอ
ควรบำเรอลูกผัวของตัวตน
เพราะแม่เรือนร่วมใจจึงได้ผล
จะพาตนยากยับอับประมาณ ฯ
   
๏   จงกันภัยในเล่ห์เสน่หา
เอาความสัตย์ตัดตั้งปฏิญาณ
จงซื่อต่อภัสดาสวามี
อย่าให้มีราคินที่กินใจ
ถึงที่สุดทดลองก็ทองแท้
หญิงเดี๋ยวนี้แม้นมีสัตยา
อย่าให้มาปนปะจงประหาร
ถึงเกิดการยากเข็ญไม่เป็นไร
จนชีวีศรีสวัสดิ์เจ้าตัดษัย
อุปไมยเหมือนอนงค์องค์สีดา
ด้วยนางแน่อยู่ในสัจอธิษฐาน์
ภัสดาก็ยิ่งรักขึ้นหนักครัน ฯ
   
๏   แม้นเขารักแล้วอย่าดื้อทำถือจิต
คำนับนอบสามีทุกวี่วัน
ยามสิ้นแสงสุริยาอย่าไปไหน
ระวังดูปูปัดสลัดที่นอน
เร่งเกรงผิดกลัวใจใหญ่มหันต์
อย่าดุดันดื้อดึงตะบึงบอน
จุดไต้ไฟเข้าไปส่องในห้องก่อน
ทั้งฟูกหมอนอย่าให้มีธุลีลง ฯ
   
๏   ถ้าแม้นว่าภัสดาเข้าไสยาสน์
เขาเหนื่อยเหน็บเจ็บปวดในทรวงทรง
ประพฤติกายสายสมรจะนอนหลับ
นอนให้ดีมีสติสิริเรา
จงรีบฟื้นตื่นก่อนภัสดา
จึงหุงข้าวต้มแกงแต่งสำรับ
ทั้งกระโถนคนทีขัดสีไว้
อีกน้ำท่าอย่าให้ผงลงไปกวน
จงกราบบาททุกครั้งอย่าพลั้งหลง
ช่วยบรรจงนวดฟั้นให้บรรเทา
อย่ากลิ้งกลับมือไม้ไปป่ายเขา
อย่าซมเซาอยู่จนแจ้งแสงพยับ
น้ำล้างหน้าหาไว้ให้เสร็จสรรพ
จัดประดับเทียมทำให้น้ำนวล
ให้ผ่องใสสวยตาดูน่าบ้วน
จงใคร่ครวญพิเคราะห์ให้เหมาะการ ฯ
   
๏   แม้นรู้ว่าสามีจะไปไหน
ประจงปลุกภัสดาอย่าช้านาน
จงระวังนั่งดูอยู่ใกล้ใกล้
อย่าให้ต้องร้องตะโกนโพนทะนา
อยู่จนผัวรับประทานอาหารแล้ว
อย่ากินก่อนภัสดาดูน่าชัง
แต่ยังไม่ตื่นพรากจากสถาน
ให้ลุกขึ้นรับประทานโภชนา
เผื่ออะไรมันขาดจะเรียกหา
จงอุตส่าห์ตั้งใจระไวระวัง
นางน้องแก้วเจ้าจงกินเมื่อภายหลัง
เขาจะรังเกียจใจดูไม่ดี ฯ
   
๏   เกิดเป็นหญิงให้เห็นว่าเป็นหญิง
เป็นหญิงครึ่งชายครึ่งอย่าพึงใจ
แม้นผัวเดือดเจ้าจงดับระงับไว้
เขาเป็นไฟเราเป็นน้ำค่อยพร่ำพรม
อย่าทอดทิ้งกริยาอัชฌาสัย
ใครเขาไม่สรรเสริญเมินอารมณ์
อย่าพอใจขึ้นเสียงเถียงประสม
แม้นระดมขึ้นทั้งคู่จะวู่วาม ฯ
   
๏   อันโมโหโทโสไม่อดได้
ที่ชาวบ้านท่านไม่รู้จะรู้ความ
เอาใจผัวผัวจะรักเจ้าหนักหนา
แม้นผัวทุกข์ขุกไข้ไม่เสบย
ความในใจก็จะดังออกกลางสนาม
อย่าทำตามใจนักมักจะเคย
หมั่นนำพาการเรือนอย่าเชือนเฉย
อย่าวายเวยลามลวนให้กวนใจ ฯ
   
๏   จงแย้มสรวลชวนปลอบให้ชอบชื่น
ค่อยถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงฤทัย
จะพูดจาสารพัดประหยัดปาก
ความสิ่งไรในจิตจงปิดงำ
การสิ่งไรที่ชั่วผัวเขาห้าม
อย่าดึงดื้อถือตนเป็นคนเชือน
เห็นเริงรื่นหัทยาจึงปราศรัย
แม้นสิ่งไรเขาไม่ชื่นอย่าขืนทำ
อย่าพูดมากเติมต่อซึ่งข้อขำ
อย่าควรนำแนะออกไปนอกเรือน
ประพฤติตามแบบแผนให้แม้นเหมือน
จะเอ่ยเอื้อนโอภาให้น่าฟัง ฯ
   
๏   แม้นพิโรธโกรธขึ้งกับภัสดา
พึ่งข่มขืนกลืนไว้ในอุรัง
จึงจะว่านารีมีความคิด
ถึงใครรู้อยู่ว่าคมต้องชมเรา
อย่านินทาว่าผัวตัวลับหลัง
อุตส่าห์บังกลบเกลื่อนที่เงื่อนเงา
รู้ปกปิดมิดโทษไม่โฉดเขลา
หนึ่งผัวเขาเล่าก็เห็นว่าเป็นดี ฯ
   
๏   การนินทาด่าผัวนั้นชั่วถ่อย
ถึงร้างหย่าหาใหม่วิสัยมี
บ้างทำกลัวตัวสั่นแต่ต่อหน้า
ครั้นผัวเดินเกินเลยเฉยเฉียดไป
ทำเสงี่ยมเจียมตัวผัวไม่เห็น
ครั้นว่าเขาเข้าใจรู้ไหวพริบ
เป็นคนน้อยปัญญาเสียราศี
ชายที่ดีรู้กำพืดก็จืดไป
ถึงตีด่าก็นิ่งไม่ติงไหว
ก็ด่าให้ไม่ดังตั้งกระซิบ
ดูเหมือนเช่นปากว่าตาขยิบ
ก็ต้องริบต้องร้างระคางแคลง ฯ
   
๏   บางนารีที่เป็นนางใจร้ายกาจ
สำรากก้องร้องแทรกแหกกระแซง
ขู่คำรนบ่นว่าด่าประชด
ลุอำนาจไม่อาจขยาดตัว
ทรมานภัสดาน่าสังเวช
ยังมิหนำซ้ำป่าวเหล่านารี
ข้างฝ่ายผัวใจดีมิได้ว่า
ดูเหมือนแม่กับลูกผูกขึ้นชู
ช่างกระไรใจคอมันอดได้
จึงยอมตัวกลัวเมียจนหัวมุด
เหมือนเช่นเราแล้วไม่ต้องให้ตีตบ
จะถีบถองเสียให้ยับไล่ขับกัน
หมิ่นประมาททุ่มเถียงส่งเสียงแข็ง
ตะคอกแกล้งข่มขี่ให้ผัวกลัว
ให้สามีอัปยศลงหดหัว
มัดมือผัวผูกแขนแค่นเฆี่ยนตี
ดูเหมือนเปรตเวทนาน่าบัดสี
ที่ไม่มีภัสดาให้มาดู
นิ่งให้เมียเฆี่ยนด่าน่าอดสู
มิได้สู้รบรับสับประยุทธ์
ดูเหมือนไม่มีจิตผิดบุรุษ
น้อยมนุษย์ที่จะเป็นได้เช่นนั้น
คงสู้รบโต้เต็มให้เข้มขัน
ร้างหย่ามันเสียให้ค้างอยู่กลางคัน ฯ
   
๏   ภาษิตซึ่งประดิษฐ์มาไว้นี้
ใช่จะแกล้งแต่งคำมารำพัน
จะร่ำไปสักเท่าไรก็ไม่หมด
อุตส่าห์ตรองตริตรึกนึกจำเนียร
พอเป็นเรื่องสำหรับดับทุกข์โทษ
เป็นตำหรับแบบฉบับไปยืดยาว
ล้วนแต่มีเยี่ยงอย่างดังเสกสรร
คนทุกวันอย่างนี้มีอาเกียรณ์
ขี้เกียจจดเหน็ดเหนื่อยเมื่อยมือเขียน
ตั้งความเพียรผูกข้อต่อเรื่องราว
เป็นประโยชน์แก่สตรีที่สวยสาว
ในเรื่องราวสุภาษิตลิขิตความ ฯ
   
๏   ข้อไหนชั่วแล้วอย่ามัวไปขืนทำ
เก็บประกอบเอาแต่ชอบในเรื่องความ
อย่าฟังเปล่าเอาแต่กลอนสุนทรเพราะ
ไว้เป็นแบบสอนตนพ้นราคี
ให้สุขีศรีเมืองเลื่องลือฟุ้ง
เป็นที่ชื่นเช่นอย่างนางสีดา

จงจดจำบุญบาปอย่าหยาบหยาม
ประพฤติตามห้ามใจเสียให้ดี
จงพิเคราะห์คำเลิศประเสริฐศรี
กันบัดสีคำค่อนคนนินทา
หอมจรุงกลิ่นกลั้วทั่วทิศา
ในใต้หล้าหมายประคองตัวน้องเอยฯ
 
กลับด้านบน
กลับด้านบน
   
 หน้าแรก  ประวัติวัด  แผนที่ตั้ง ถาวรวัตถุ  ภาพจิตรกรรมฝาผนัง  ลำดับเจ้าอาวาส   จำนวนพระสงฆ์   วันสำคัญทางศาสนา   วันพระตามปักข์
ตารางแสดงธรรม  ตารางอบรมกรรมฐาน  พุทธศาสนาวันอาทิตย์  ภาค ๑๖-๑๗-๑๘(ธ) หนังสือธรรมะ  แฟ้มภาพ  หัวข้อธรรมะ
© Copyright 2004 Watsomanas.com All Right Reserved.