หน้าแรก
   ประวัติวัด
   แผนที่ตั้ง
   แผนที่ภายในวัด
   ถาวรวัตถุ
   ภาพจิตรกรรม
   ลำดับเจ้าอาวาส
   จำนวนพระสงฆ์
   วันสำคัญทางศาสนา
   วันพระตามปักข์
   ตารางแสดงธรรม
   ตารางอบรมกรรมฐาน
   โคลงสุภาษิตคำพังเพย
   โรงเรียนพระปริยัติฯ
   โรงเรียน พอ.วัดโสมนัส
   ภาค ๑๖-๑๗-๑๘(ธ)
   หนังสือธรรมะ
   บทความธรรมะ
   แฟ้มภาพ
   รวมเว็บเพื่อนบ้าน
   กระดานสนทนา
 
 
 
  สนง.พระพุทธศาสนา
  กระทรวงวัฒนธรรม
  แม่กองบาล
  แม่กองธรรม
  วันมาฆบูชา
  วันวิสาขบูชา
  วันอัฐมีบูชา
  วันอาสาฬหบูชา
  ภาพอสุภะ
  ภาพศพซึนาม
  ตายแล้วฟื้น
  สุภาษิตสอนหญิง
  การ์ตูนพุทธประวัต
  ผลสอบธรรม ๒๕๔๙
  ผลสอบบาลี ๒๕๕๕๐
 
 
 
 
 
  
การก่อสร้างและปฏิสังขรณ์

คลิกที่ภาพ ชมภาพใหญ่
วัดโสมนัสวิหาร เป็นพระอารามหลวงราชวรวิหารชั้นโท เรียกชื่อเต็มว่า “วัดโสมนัสราชวรวิหาร” พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงสร้างพระราชอุทิศสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี จึงได้พระราชนามว่า วัดโสมนัสวิหาร ในต้นรัชกาลของพระองค์               

              พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่ได้ ทรงวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถ เมื่อวัน ๑ ฯ ๒ ค่ำ ปีฉลู จ.ศ. ๑๒๑๕ ตรงกับวันที่ ๑๕
มกราคม พ.ศ. ๒๓๙๖ เนื้อที่วัดประมาณ ๓๑ ไรเศษ (รวมทั้งที่ขุดคู) พระราชทานเป็นวิสุงคามสีมา ด้านหน้าจดคลอง
ผดุงกรุงเกษม (ตามรูปเขียนแผนผังวัดโสมนัสวิหาร) ด้านข้างขุดคูเป็นเขตทั้ง ๓ ด้าน

คลิกที่ภาพ ชมภาพใหญ่
            ในเนื้อที่วิสุงคามสีมาที่เป็นตัววัดนั้น ได้สมมุติเป็นมหาสีมาเฉพาะภายในกำแพง
เว้นนอกกำแพงไว้เป็นอุปจารสีมาและคู เพื่อกันเขตบ้านในที่ธรณีสงฆ์ กับมหาสีมา
ที่อยู่ของพระสงฆ์ให้ห่างกัน เฉพาะพระอุโบสถสมมุติเป็นขัณฑสีมา มีสีมันตริกที่ลาน
รอบพระอุโบสถ ภายในกำแพงจากด้านหน้าไปด้านหลังแบ่งออกเป็น ๓ แถบ
มีพระอุโบสถ พระวิหาร วิหารคด พระเจดีย์ ซึ่งเป็นเขตพุทธาวาสอยู่แถบกลาง
หมู่กุฎีที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์ ซึ่งเป็นเขตสังฆาวาสอย

แถบข้างทั้ง ๒ แถบ แถบละ ๓ คณะ,ระหว่างคณะนั้น ๆ มีอุปจารมีบริเวณเป็นระเบียบไม่ยัดเยียดกัน
ส่วนด้านหน้าวัดมีลานกว้าง ในปัจจุบันใช้เป็นเขตโรงเรียน ด้านหลังวัดใช้เป็นเขตฌาปนสถาน ด้านข้าง
เป็นสุสานด้านหนึ่ง เป็นถนนทางเข้าผ่านไปหลังวัดด้านหนึ่ง

ครั้นสิ่งก่อสร้างสำเร็จลงบ้าง พอเป็นที่อาศัยจำพรรษาของภิกษุสามเณรได้แล้วพอถึงเดือนแปด
ขึ้นเก้าค่ำ วันพฤหัสบดี พ.ศ. ๒๓๙๙ เวลาเช้า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงอาราธนา
พระอริยมุนี(พุทธสิริเถระ ทับ ป, ๙)จากวัดราชาธิวาส พร้อมด้วยพระสงฆ์ราว ๔๐ รูปโดยขบวนแห่
ทางเรือ เสด็จมาประทับที่กุฎี
ทรงถวายอาหารบิณฑบาตและสมณบริขารแก่พระอริยมุนีและพระฐานานุกรมเปรียญอันดับ
ทั้งปวงแล้วเสร็จกลับ พระเถรานุเถระทั้งปวงมีสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวิริยาลงกรณ์
เสด็จมาประทับเป็นประธาน ณ ที่นั้น ได้ถวายดอกไม้ธูปเทียนแก่พระอริยมุนีโดย
ฉันทานุรักษ์ ตามธรรมเนียมขึ้นกุฎีใหม่ทุกองค์์์

ภายหลังทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ เลื่อนตำแหน่งพระอริยมุนีเป็นพระพรหมมุนี ในปีมะเส็ง ๒๔๐๐
ถึงรัชกาลที่ ๕ ในปีวอก ๒๔๑๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ เลื่อตำแหน่งพระพรหมมุนีเป็นพระ
พิมลธรรม และในปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๒๒ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ สถาปนาพระพิมลธรรมเป็น
สมเด็จพระวันรัต

อ่านประวัติโดยละเอีย               ในสมัยสมเด็จพระวันรัตนี้ ท่านได้ก่อสร้างสิ่งที่ยังไม่แล้วเสร็จบริบูรณ์
ซึ่งยังคั่งค้างอยู่ก็มี และสิ่งที่ยังไม่เคยทำเลยก็มี ท่านก็สร้างต่อ
ให้บริบูรณ์ขึ้น โดยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ได้พูดกับ
ท่านว่า “เจ้าคุณ ฯ จะทำการวัดอย่างไรก็ตามใจ ทุนรอนจะเบิกให้”
(จากพระราชมฤดกของสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี) ท่านได้
อาศัยทุนของหลวงนี้ลงมือสร้างพระวิหาร พระอุโบสถ พระเจดีย์
แล้วเสร็จบริบูรณ์์

             พระประธานในพระอุโบสถ พระนามว่า “พระสัมพุทธสิริ” หน้าตักกว้าง ๒ คืบ ๖ นิ้ว ซึ่งเป็นพระที่สมเด็จพระวันรัต
พุทธสิริเถระ ได้สร้างและเชิญมาจากวัดราชาธิวาสคราวยกวัด ส่วนพระประธานในพระวิหาร และพระอัครสาวก
เป็นของหลวงเชิญมาจากพระบรมมหาราชวัง

อนึ่ง ในสมัยของท่าน ท่านเป็นผู้หมั่นไม่เกียจคร้านและสามารถชักนำให้พุทธบริษัทมีความเลื่อมใสใน
พระพุทธศาสนาเป็นอันมาก และท่านสั่งสอนฝึกปรือพระภิกษุสามเณรอันเป็นสัทธิวหาริกและอันเตวาสิก
ให้เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ปฏิบัติเป็นแบบอย่างที่ดี ในสมัยของท่าน วัดโสมนัสวิหารรุ่งเรืองมาก
ท่านได้ส่งพระเถรานุเถระไปประกาศพระศาสนา และเป็นเจ้าอาวาสในวัดนั้น ๆ ทั้งในกรุงเทพฯ
และหัวเมืองเป็นอันมาก ทั้งอุบาสกอุบาสิการมารักษาศีลและฟังเทศน์ก็มีมาก

พอถึงวันที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๓๔ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีเถาะ ตรีศก จ.ศ. ๑๒๕๓ ท่านได้ถึงแก่
มรณภาพด้วยโรคชรา รวมเวลาคลองวัดของท่านเป็นเวลา ๓๕ ปี (๒๓๙๙ - ๒๔๓๔) นับท่านเป็น
เจ้าอาวาสองค์ที่หนึ่ง

อ่านประวัติโดยละเอีย เจ้าอาวาสองค์ที่สอง
ต่อมา พระราชพงษ์ปฏิพัทธ์ (ม.ร.ว. ล้น กล้วยไม้ ป.๕) พระราชาคณะชั้นเทพ
ได้เป็นเจ้าอาวาสสืบมา ความเจริญรุ่งเรืองของวัดก็ยังคงเป็นปกติเรื่อยมา
ในสมัยนี้ พระราชพงษ์ปฏิพัทธ์ เป็นผู้มีอัธยาศัยเยือกเย็น ได้ช่วยสมเด็จ
พระมหาวีรวงศ์แต่ครั้งยังเป็นพระราขาคณะสามัญ จนเป็นพระพิมลธรรม
เป็นผู้ช่วยที่สามารถ ทำกิจการของวัดได้เจริญเป็นอันดับสืบมา

              ครั้นวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๕ ท่านจึงได้ถึงแก่มรณภาพ รวมเวลาครองวัดของท่านเป็นเวลา ๑๑ ปีเศษ (๒๔๓๔ - ๒๔๔๕) นับท่านเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่สอง

อ่านประวัติโดยละเอีย เจ้าอาวาสองค์ที่สาม
ต่อมา สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (เขมาภิรตเถระ ยัง ป.๘) เมื่อครั้งยังเป็นพระพิมลธรรม ได้เป็นเจ้าอาวาส เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๕
และได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓ ในสมัยนี้ วัดโสมนัสวิหารได้เจริญรุ่งเรืองมาก เพราะท่านเป็นพระเถระที่สามารถในการแสดงธรรม และปฏิสังขรณ์เป็นอย่างดีี

              ครั้งถึงวันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๙ ท่านได้เริ่มอาพาธเป็นโรคอัมพาต กิจการของวัดได้พระครูปลัด ซึ่งภายหลังได้เป็นพระราชาคณะที่พระพุทธวิริยากร เป็นผู้บริหารแทน ถึงวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๔ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ได้ถึงแก่มรณภาพ นับเวลาครองวัดของท่านเป็นเวลา ๒๘ ปีเศษ (๒๔๔๕ - ๒๔๗๔) แต่เป็นโรคอัมพาตเสียราว ๑๕ ปี นับเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่สาม

อ่านประวัติโดยละเอีย เจ้าอาวาสองค์ที่สี่
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ พระพุทธวิริยากร (จนฺทกนฺตเถระ จันทร์) ได้เป็น
เจ้าอาวาสสืบต่อจากสมเด็จพระมหาวีรวงศ์. การศึกษา และการปฏิบัติ
ท่านก็ได้จัดตามความสามารถ ให้มีสำนักเรียนปริยัติธรรม
ทั้งนักธรรมและบาลี. การปฏิสังขรณ์ก็ได้ปฏิสังขรณ์ พระอุโบสถ
พระวิหาร วิหารคด และพระเจดีย์ อันเป็นส่วนใหญ่ของวัด
ซึ่งทรุดโทรมมานานให้ดีขึ้นเป็นต้น

              ครั้นถึงวันที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๑ ท่านได้ถึงแก่มรณภาพ รวมเวลาครองวัดของท่านเป็นเวลา ๗ ปีเศษ (๒๔๗๔ - ๒๔๘๑) นับท่านเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่สี่ี่

อ่านประวัติโดยละเอีย
เจ้าอาวาสองค์ที่ห้า
ต่อจากนั้น พระสิริปัญญามุนี (ตทุตฺตสิริ เยี่ยม) ได้เป็นผู้รักษาการ
ในตำแหน่งเจ้าอาวาสเป็นลำดับมา ครั้นถึง พ.ศ. ๒๔๘๓ จึงได้รับ
พระราชทานเลื่อนเป็นพระราชาคณะสามัญในนามเดิม และเป็น
เจ้าอาวาส ในสมัยนี้เป็นสมัยสงครามมหาเอเซียบูรพา การก่อสร้าง
ซ่อมแซมจึงจะชะงักไปหมด ถึงแม้มีทุนก็ทำไม่ได้ ผู้ที่จะบวชใหม่
ก็ไม่ค่อยมี ผู้ที่จะเข้ามาจากต่างจังหวัดก็น้อย ในการจัดผลประโยชน์
ของวัดที่เกี่ยวกับไวยาวัจกร ได้จัดให้มีเป็นหลักฐาน เพื่อป้องกัน
การเสียหายที่จะบังเกิดมีขึ้นแก่สมบัติของวัด โดยมีกรรมการเป็น
ผู้ช่วยเหลือ

    ใน พ.ศ. ๒๔๘๕ เทศบาลนครกรุงเทพ ฯ ได้ขออนุญาตรื้อศาลาหน้าวัดริมคลองผดุงกรุงเกษมรวม ๕ หลัง
และตัดต้นไม้ริมคลองทั้งหมดเพื่อปรับปรุงพระนครให้สวยงาม ศาลาและต้นไม้เดิมของวัดที่ริมคลอง
จึงหายไป เทศบาลได้ทำเขื่อนและปรับปรุงริมคลองใหม่ แต่ทางวัดยังคงบอกเขตจำพรรษาถึงคลองตามเดิม

การก่อสร้างและปฏิสังขรณ์  หน้า ๒ >>

© Copyright 2004 watsomanas.com All Right Reserved.