|
วัดโสมนัสวิหาร เป็นพระอารามหลวงราชวรวิหารชั้นโท เรียกชื่อเต็มว่า วัดโสมนัสราชวรวิหาร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงสร้างพระราชอุทิศสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี จึงได้พระราชนามว่า วัดโสมนัสวิหาร ในต้นรัชกาลของพระองค์ |
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่ได้ ทรงวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถ เมื่อวัน ๑ ฯ ๒ ค่ำ ปีฉลู จ.ศ. ๑๒๑๕ ตรงกับวันที่ ๑๕
มกราคม พ.ศ. ๒๓๙๖ เนื้อที่วัดประมาณ ๓๑ ไรเศษ (รวมทั้งที่ขุดคู) พระราชทานเป็นวิสุงคามสีมา ด้านหน้าจดคลอง
ผดุงกรุงเกษม (ตามรูปเขียนแผนผังวัดโสมนัสวิหาร) ด้านข้างขุดคูเป็นเขตทั้ง ๓ ด้าน
 |
ในเนื้อที่วิสุงคามสีมาที่เป็นตัววัดนั้น ได้สมมุติเป็นมหาสีมาเฉพาะภายในกำแพง
เว้นนอกกำแพงไว้เป็นอุปจารสีมาและคู เพื่อกันเขตบ้านในที่ธรณีสงฆ์ กับมหาสีมา
ที่อยู่ของพระสงฆ์ให้ห่างกัน เฉพาะพระอุโบสถสมมุติเป็นขัณฑสีมา มีสีมันตริกที่ลาน
รอบพระอุโบสถ ภายในกำแพงจากด้านหน้าไปด้านหลังแบ่งออกเป็น ๓ แถบ
มีพระอุโบสถ พระวิหาร วิหารคด พระเจดีย์ ซึ่งเป็นเขตพุทธาวาสอยู่แถบกลาง
หมู่กุฎีที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์ ซึ่งเป็นเขตสังฆาวาสอย |
ูแถบข้างทั้ง ๒ แถบ แถบละ ๓ คณะ,ระหว่างคณะนั้น ๆ มีอุปจารมีบริเวณเป็นระเบียบไม่ยัดเยียดกัน
ส่วนด้านหน้าวัดมีลานกว้าง ในปัจจุบันใช้เป็นเขตโรงเรียน ด้านหลังวัดใช้เป็นเขตฌาปนสถาน ด้านข้าง
เป็นสุสานด้านหนึ่ง เป็นถนนทางเข้าผ่านไปหลังวัดด้านหนึ่ง
ครั้นสิ่งก่อสร้างสำเร็จลงบ้าง พอเป็นที่อาศัยจำพรรษาของภิกษุสามเณรได้แล้วพอถึงเดือนแปด
ขึ้นเก้าค่ำ วันพฤหัสบดี พ.ศ. ๒๓๙๙ เวลาเช้า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงอาราธนา
พระอริยมุนี(พุทธสิริเถระ ทับ ป, ๙)จากวัดราชาธิวาส พร้อมด้วยพระสงฆ์ราว ๔๐ รูปโดยขบวนแห่
ทางเรือ เสด็จมาประทับที่กุฎี
ทรงถวายอาหารบิณฑบาตและสมณบริขารแก่พระอริยมุนีและพระฐานานุกรมเปรียญอันดับ
ทั้งปวงแล้วเสร็จกลับ พระเถรานุเถระทั้งปวงมีสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวิริยาลงกรณ์
เสด็จมาประทับเป็นประธาน ณ ที่นั้น ได้ถวายดอกไม้ธูปเทียนแก่พระอริยมุนีโดย
ฉันทานุรักษ์ ตามธรรมเนียมขึ้นกุฎีใหม่ทุกองค์์์
ภายหลังทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ เลื่อนตำแหน่งพระอริยมุนีเป็นพระพรหมมุนี ในปีมะเส็ง ๒๔๐๐
ถึงรัชกาลที่ ๕ ในปีวอก ๒๔๑๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ เลื่อตำแหน่งพระพรหมมุนีเป็นพระ
พิมลธรรม และในปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๒๒ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ สถาปนาพระพิมลธรรมเป็น
สมเด็จพระวันรัต
 |
ในสมัยสมเด็จพระวันรัตนี้ ท่านได้ก่อสร้างสิ่งที่ยังไม่แล้วเสร็จบริบูรณ์
ซึ่งยังคั่งค้างอยู่ก็มี และสิ่งที่ยังไม่เคยทำเลยก็มี ท่านก็สร้างต่อ
ให้บริบูรณ์ขึ้น โดยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ได้พูดกับ
ท่านว่า เจ้าคุณ ฯ จะทำการวัดอย่างไรก็ตามใจ ทุนรอนจะเบิกให้
(จากพระราชมฤดกของสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี) ท่านได้
อาศัยทุนของหลวงนี้ลงมือสร้างพระวิหาร พระอุโบสถ พระเจดีย์
แล้วเสร็จบริบูรณ์์ |
พระประธานในพระอุโบสถ พระนามว่า พระสัมพุทธสิริ หน้าตักกว้าง ๒ คืบ ๖ นิ้ว ซึ่งเป็นพระที่สมเด็จพระวันรัต
พุทธสิริเถระ ได้สร้างและเชิญมาจากวัดราชาธิวาสคราวยกวัด ส่วนพระประธานในพระวิหาร และพระอัครสาวก
เป็นของหลวงเชิญมาจากพระบรมมหาราชวัง
อนึ่ง ในสมัยของท่าน ท่านเป็นผู้หมั่นไม่เกียจคร้านและสามารถชักนำให้พุทธบริษัทมีความเลื่อมใสใน
พระพุทธศาสนาเป็นอันมาก และท่านสั่งสอนฝึกปรือพระภิกษุสามเณรอันเป็นสัทธิวหาริกและอันเตวาสิก
ให้เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ปฏิบัติเป็นแบบอย่างที่ดี ในสมัยของท่าน วัดโสมนัสวิหารรุ่งเรืองมาก
ท่านได้ส่งพระเถรานุเถระไปประกาศพระศาสนา และเป็นเจ้าอาวาสในวัดนั้น ๆ ทั้งในกรุงเทพฯ
และหัวเมืองเป็นอันมาก ทั้งอุบาสกอุบาสิการมารักษาศีลและฟังเทศน์ก็มีมาก
พอถึงวันที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๓๔ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีเถาะ ตรีศก จ.ศ. ๑๒๕๓ ท่านได้ถึงแก่
มรณภาพด้วยโรคชรา รวมเวลาคลองวัดของท่านเป็นเวลา ๓๕ ปี (๒๓๙๙ - ๒๔๓๔) นับท่านเป็น
เจ้าอาวาสองค์ที่หนึ่ง
 |
เจ้าอาวาสองค์ที่สอง
ต่อมา พระราชพงษ์ปฏิพัทธ์ (ม.ร.ว. ล้น กล้วยไม้ ป.๕) พระราชาคณะชั้นเทพ
ได้เป็นเจ้าอาวาสสืบมา ความเจริญรุ่งเรืองของวัดก็ยังคงเป็นปกติเรื่อยมา
ในสมัยนี้ พระราชพงษ์ปฏิพัทธ์ เป็นผู้มีอัธยาศัยเยือกเย็น ได้ช่วยสมเด็จ
พระมหาวีรวงศ์แต่ครั้งยังเป็นพระราขาคณะสามัญ จนเป็นพระพิมลธรรม
เป็นผู้ช่วยที่สามารถ ทำกิจการของวัดได้เจริญเป็นอันดับสืบมา |
ครั้นวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๕ ท่านจึงได้ถึงแก่มรณภาพ รวมเวลาครองวัดของท่านเป็นเวลา ๑๑ ปีเศษ (๒๔๓๔ - ๒๔๔๕) นับท่านเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่สอง
 |
เจ้าอาวาสองค์ที่สาม
ต่อมา สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (เขมาภิรตเถระ ยัง ป.๘) เมื่อครั้งยังเป็นพระพิมลธรรม ได้เป็นเจ้าอาวาส เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๕
และได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓ ในสมัยนี้ วัดโสมนัสวิหารได้เจริญรุ่งเรืองมาก เพราะท่านเป็นพระเถระที่สามารถในการแสดงธรรม และปฏิสังขรณ์เป็นอย่างดีี |
ครั้งถึงวันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๙ ท่านได้เริ่มอาพาธเป็นโรคอัมพาต กิจการของวัดได้พระครูปลัด ซึ่งภายหลังได้เป็นพระราชาคณะที่พระพุทธวิริยากร เป็นผู้บริหารแทน ถึงวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๔ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ได้ถึงแก่มรณภาพ นับเวลาครองวัดของท่านเป็นเวลา ๒๘ ปีเศษ (๒๔๔๕ - ๒๔๗๔) แต่เป็นโรคอัมพาตเสียราว ๑๕ ปี นับเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่สาม
 |
เจ้าอาวาสองค์ที่สี่
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ พระพุทธวิริยากร (จนฺทกนฺตเถระ จันทร์) ได้เป็น
เจ้าอาวาสสืบต่อจากสมเด็จพระมหาวีรวงศ์. การศึกษา และการปฏิบัติ
ท่านก็ได้จัดตามความสามารถ ให้มีสำนักเรียนปริยัติธรรม
ทั้งนักธรรมและบาลี. การปฏิสังขรณ์ก็ได้ปฏิสังขรณ์ พระอุโบสถ
พระวิหาร วิหารคด และพระเจดีย์ อันเป็นส่วนใหญ่ของวัด
ซึ่งทรุดโทรมมานานให้ดีขึ้นเป็นต้น |
ครั้นถึงวันที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๑ ท่านได้ถึงแก่มรณภาพ รวมเวลาครองวัดของท่านเป็นเวลา ๗ ปีเศษ (๒๔๗๔ - ๒๔๘๑) นับท่านเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่สี่ี่
 |
เจ้าอาวาสองค์ที่ห้า
ต่อจากนั้น พระสิริปัญญามุนี (ตทุตฺตสิริ เยี่ยม) ได้เป็นผู้รักษาการ
ในตำแหน่งเจ้าอาวาสเป็นลำดับมา ครั้นถึง พ.ศ. ๒๔๘๓ จึงได้รับ
พระราชทานเลื่อนเป็นพระราชาคณะสามัญในนามเดิม และเป็น
เจ้าอาวาส ในสมัยนี้เป็นสมัยสงครามมหาเอเซียบูรพา การก่อสร้าง
ซ่อมแซมจึงจะชะงักไปหมด ถึงแม้มีทุนก็ทำไม่ได้ ผู้ที่จะบวชใหม่
ก็ไม่ค่อยมี ผู้ที่จะเข้ามาจากต่างจังหวัดก็น้อย ในการจัดผลประโยชน์
ของวัดที่เกี่ยวกับไวยาวัจกร ได้จัดให้มีเป็นหลักฐาน เพื่อป้องกัน
การเสียหายที่จะบังเกิดมีขึ้นแก่สมบัติของวัด โดยมีกรรมการเป็น
ผู้ช่วยเหลือ |
ใน พ.ศ. ๒๔๘๕ เทศบาลนครกรุงเทพ ฯ ได้ขออนุญาตรื้อศาลาหน้าวัดริมคลองผดุงกรุงเกษมรวม ๕ หลัง
และตัดต้นไม้ริมคลองทั้งหมดเพื่อปรับปรุงพระนครให้สวยงาม ศาลาและต้นไม้เดิมของวัดที่ริมคลอง
จึงหายไป เทศบาลได้ทำเขื่อนและปรับปรุงริมคลองใหม่ แต่ทางวัดยังคงบอกเขตจำพรรษาถึงคลองตามเดิม
การก่อสร้างและปฏิสังขรณ์ หน้า ๒ >>

|