หน้าแรก
   ประวัติวัด
   แผนที่ตั้ง
   แผนที่ภายในวัด
   ถาวรวัตถุ
   ภาพจิตรกรรม
   ลำดับเจ้าอาวาส
   จำนวนพระสงฆ์
   วันสำคัญทางศาสนา
   วันพระตามปักข์
   ตารางแสดงธรรม
   ตารางอบรมกรรมฐาน
   โคลงสุภาษิตคำพังเพย
   รร.พระปริยัติธรรม
   รร.พุทธศาสนาวันอาทิตย์
   ภาค ๑๖-๑๗-๑๘(ธ)
   หนังสือธรรมะ
   บทความธรรมะ
   แฟ้มภาพ
   กระดานสนทนา
 
 
 
  
ลักษณะของวัด

คลิกดูภาพขนาดใหญ่
   ลักษณะของวัดโสมนัสวิหาร
สร้างขึ้นตามแบบแปลนที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงวางไว้อย่างเหมาะสม สวยงาม และถูกต้องตามพระธรรมวินัยมากที่สุดวัดหนึ่ง ในประเทศไทย ในเนื้อที่วิสุงคามสีมาที่เป็นตัววัด มีเนื้อที่ ๑๗ ไร่ ได้สมมติเป็นมหาสีมาตลอดทั้งหมด เฉพาะภายในกำแพงวัด เว้นนอกกำแพงไว้เป็นอุปจารสีมาและคู
เพื่อป้องกันเขตบ้านในที่ธรณีสงฆ์ให้ห่างกัน เฉพาะพระอุโบสถสมมติเป็นขัณฑสีมา มีสีมันตริก เขตคั่นกลางระหว่างมหาสีมาและขัณฑสีมา.

     รอบลานพระอุโบสถ กำแพงวัดที่ล้อมรอบมหาสีมาอันเป็นตัววัดนั้นทั้งสูงและใหญ่ มีประตูทั้งหมด ๑๒ ประตู คือมีประตูทิศละ ๓ ประตู แต่ในปัจจุบันนี้มีประตูเล็กทางด้านหลังเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งประตู จึงมีประตูวัดทั้งหมดรวม ๑๓ ประตู ทำให้เข้าออกวัดได้สะดวกที่สุดทุกทิศทาง. มีซุ้มสีมาใหญ่เป็นโดมอยู่ทั้ง ๔ มุมวัด อันเป็นซุ้มมหาสีมา. ส่วนประตูด้านหน้าวัดทั้ง ๓ ประตู มีถนนพุ่งตรงไปยังคลองผดุงกรุงเกษม ๓ สาย ซุ้มประตูหน้าวัดด้านข้างทั้งสองทำเป็นศาลาราย ยื่นเข้ามาภายในกำแพงวัด ส่วนซุ้มประตูที่ด้านหน้าตรงกลางสร้างเป็นศาลาจตุรมุขยื่นออกไปนอกกำแพงวัดมองดูสวยงามเหมาะสมยิ่งนัก

     ขอย้อนกลับไปสู่เหตุการณ์เมื่อเริ่มสร้างวัดอีกครั้งหนึ่ง คือ เมื่อสร้างวัดขึ้นแล้วแต่ยังไม่สำเร็จตามที่ทรง
วางไว้นั้น สาเด็จพระวันรัต(ทับ)ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดนี้ ท่านมีความชำนาญทั้งในด้านคันถธุระ คือการแตกฉานในพระไตรปิฎก และด้านวิปัสสนาธุระ คือการปฏิบัติกรรมฐาน ทั้งเป็นผู้เคร่งครัดในพระวินัย และเป็นผู้มีความเข้าในการก่อสร้างด้วย ท่านจึงได้สร้างวัดขยายออกไปตามแปลนที่พระจอมเกล้า
ทรงวางเอาไว้ และเป็นที่น่าภูมิใจว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์นั้น ได้ทรงวางแปลนวัดนี้ไว้อย่างดี อย่างเหมาะสม ตามหลักพระธรรมวินัยมาก เนื่องจากพระองค์ท่านผนวชอยู่ในพระพุทธศาสนาถึง ๒๗ พรรษา ทรงแตกฉานชำนาญในพระไตรปิฎกมาก เมื่อพระองค์มีความสามารถที่จะทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาได้อย่างเต็มที่ ในเมื่อพระองค์ได้เสวยราชสมบัติแล้ว พระองค์จึงได้สร้างวัดนี้ตามพระราชดำริขึ้นเป็นวัดแรก โดย
ให้มีลักษณะตามพระธรรมวินัย ทางพระพุทธศาสนาทุกประการ ที่ว่าพระองค์ได้ทรงวางแปลนวัดนี้ไว้อย่าง
เหมาะสมนั้น คือนอกจากวัดจะแยกพุทธาวาสและสังฆวาสที่อยู่ของพระออกจากกัน และแยกแต่ละคณะออก
เป็นสัดส่วนแล้ว ก็ยังกันเขตชุมนุมชนให้ออกจากวัดโดยเด็ดขาด เราจะเห็นได้ว่าเขตจำนำพรรษาของวัดนี้นั้น
มีคูล้อมรอบ แต่ในปัจจุบันทรงวัดได้อนุญาตให้ทางฌาปนสถานกองทัพบกถมคูทางด้านหลังวัด เพื่อขยาย
ศาลาบำเพ็ญกุศล ทำลานจอดรถ และถนนเพื่ออำนวยความสะดวกในการจราจรแต่ก็ยังทำเป็นท่อน้ำขนาดใหญ่เอาไว้เช่นกัน เพื่อถ่ายเทน้ำได้โดยสะดวก และเพื่อรักษาสัญลักษณ์เดิมเอาไว้ ถัดจากคูเข้ามาเป็นอุปจารวัด
แล้วก็ถึงกำแพงวัด การที่มีคูและอุปจารวัดเช่นนี้ ก็เพื่อกันไม่ให้ชาวบ้านมาปลูกบ้านใกล้ชิดกับวัด
แม้ว่าบ้านเมื่อจะเจริญขึ้นมากเพียงไรก็ตาม บ้านก็ไม่มีทางที่จะมาชิดกับวัดได้เลย
ข้อนี้เป็นการหยั่งเห็นการณ์ไกลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ พระองค์นั้น.

     เล่ากันว่า เดิมทีพระองค์ได้บริจาคเนื้อที่จำนวนถึง ๑๐๐ ไร่ ในบริเวณด้านข้างทั้งสองและบริเวณหลังวัดเพื่อเป็นธรณีสงฆ์ สำหรับที่จะได้บำรุงและบูรณะวัด แต่ในปัจจุบันเนื้อที่ดังกล่าวได้เปลี่ยนไป จึงเหลือที่ธรณีสงฆ์อยู่ในบริเวณนี้ประมาณ ๓๑ ไร่เศษ และยังให้ปลูกต้นไม้ต่าง ๆ ภายในวัด.

ส่วนในเนื้อที่ ๑๗ ไร่ ภายในเขตกำแพงวัดนั้น แบ่งเป็น ๓ เขตใหญ่ ๆ คือ

     ตอนกลาง เป็นเขตพุทธาวาส ในเขตนี้ถือกันว่าเป็นเขตปูชนียสถาน ประกอบไปด้วยพระวิหาร พระเจดีย์
พระวิหารคต พระอุโบสถ โรงเรียนพระปริยัติธรรม ศาลาบำเพ็ญกุศลและห้องสมุด.

     ส่วนข้างทั้งสอง เป็นสังฆาวาส อันเป็นที่อยู่ของพระภิกษุสามเณร แบ่งเขตคณะการปกครองของวัดเป็น
๖ คณะ คือทางด้านขวามือ มีคณะ ๓ คณะ คือ คณะ ๑ คณะ ๒ และ คณะ ๓ ส่วนด้านข้างทางด้านซ้ายมือ
ก็มี ๓ คณะเช่นกัน คือ คณะ ๔ คณะ ๕ คณะ ๖.

     ในเขตพุทธาวาสนั้น สร้างคล้ายวัดทางเมืองเหนือของประเทศไทย คือ มีทั้งพระวิหาร พระเจดีย์
และพระอุโบสถ และที่น่าสังเกตุมากก็คือ มีเรือนต้นพระศรีมหาโพธิ์จากต้นเดิมในประเทศศรีลังกา
ปลูกประดิษฐานอยู่ทางด้านหลังวัดด้วย(การที่มีเรือนพระศรีมหาโพธิ์อยู่ด้วยนี้ เป็นคติของวัด
พระพุทธศาสนาฝ่ายลังกาวงศ์ ซึ่งได้มีอิทธิพลมากในประเทศไทยตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๘ สมัยที่
กรุงสุโขทัยเป็นราชธานีเป็นต้นมา)และปูชนียสถานทั้ง ๔ อย่างนี้ สร้างขึ้นในแนวตรงกันผ่านกลางวัด
ทั้งสิ้น คือ พระวิหารอยู่ด้านหน้าตรงประตูกลาง ถัดมาก็เป็นองค์เจดีย์อันมีวิหารคตล้อมรอบ หลังจากองค์
พระเจดีย์ก็เป็นพระอุโบสถ และหลังพระอุโบสถก็เป็นต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งมีกำแพงหรือที่เรียกว่าเรือน
พระศรีมหาโพธิ์ล้อมไว้ แต่ต้นพระศรีมหาโพธิ์นี้อยู่นอกกำแพงทางด้านหลังของวัด ตรงกับประตูกลาง
ด้านตะวันตก การสร้างปูชนีสถานทั้ง ๔ ในแนวเดียวกันนี้ ก็เป็นที่นิยมกันอย่างหนึ่งในการก่อสร้างวัด
ทรงพระพุทธศาสนาในประเทศไทย เป็นเพียงแต่ว่าบางแห่งไม่มีพระวิหาร บางแห่งไม่พระเจดีย์
และบางแห่งหรือส่วนมากก็ไม่มีต้นพระศรีมหาโพธิ์ แต่วัดโสมนัสวิหารมีครบทั้ง ๔ อย่าง อันถือว่า
เป็นความสง่างาม ควรแก่การเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนผู้ได้พบเห็นประการหนึ่ง.

     ส่วนด้านข้างทั้ง ๒ ที่แบ่งเป็นคณะถึง ๖ คณะ นั้น แต่ละคณะก็สร้างได้อย่างเหมาะแก่การอยู่อาศัยและ
การปกครองของแต่ละคณะ แต่ละคณะก็มีกำแพงกั้นเป็นขอบเขต กุฏิส่วนใหญ่ก็เป็นสองชั้นเกือบทั้งสิ้น
แต่ละคณะมีประตูเข้าออกคณะละ ๒ ประตู เว้นไว้แต่คณะ ๕ อันเป็นคณะที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระวันรัต
(ทับ) เคยอยู่ประจำ มีถึง ๕ ประตู และคณะ ๒ อันเป็นคณะที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์(ยัง)
เคยอยู่ มีถึง ๔ ประตู.

     ในคณะ ๑ คณะ ๓ คณะ ๔ และคณะ ๖ มีหอฉันอยู่กลางคณะด้วย ส่วนในคณะ ๒ และคณะ ๕ ไม่มี
หอฉัน แต่มีกุฏิใหญ่อยู่ตรงกลางคณะ เฉพาะคณะ ๕ นั้นใหญ่กว่าทุกคณะ เพราะมีหอพระไตรปิฎกอยู่ด้วย
กุฏิแต่ละคณะนั้นสร้างไว้ไม่แออัด ส่วนเขตระหว่างคณะต่อคณะ ก็มีช่องว่างและมีถนนตัดผ่านทุกแห่ง.

     ณ กำแพงด้านหน้าวัดก็มีซุ้มหอกลองอยู่ทางด้านขวามือ และมีซุ้มหอระฆังอยู่ทางด้านซ้ายมือ
สร้างได้ใหญ่โต และสวยงามอย่างมีศิลปะในด้านสถาปัตยกรรม.

     ด้านหน้าวัดเป็นสนามกลาง ในปัจจุบันใช้เป็นสนามเด็กเล่นและศูนย์เยาวชน เขตป้อมปราบฯ
ของกรุงเทพมหานคร ทางซีกด้านซ้ายและด้านขวาเป็นที่ตั้งโรงเรียนประถมศึกษาของกรุงเทพมหานคร
เฉพาะอาคารเรียนโสมนัสวัฒนาวดีซึ่งเป็นอาคาร ๑ อันอยู่ทางด้านขวานั้น นอกจากใช้เป็นสถาที่ศึกษา
เล่าเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาแล้ว ก็ยังเป็นสถานที่เรียนของนักเรียนพุทธศาสนา
วันอาทิตย์ของวัด และในภาคค่ำก็เป็นที่เรียนของนักเรียนศึกษาผู้ใหญ่วัดโสมนัสอีกด้วย.

     ด้านหน้าวัดที่ติดกับถนนกรุงเกษม มีรั้วเหล็กตลอด และมีต้นไม้ร่มรื่นทั่วไปทางด้านหน้าวัด ส่วนด้าน
หลังวัดนอกกำแพงเขตมหาสีมา มีอาณาบริเวณกว้างขวาง เช่นในปัจจุบันได้ใช้เป็นฌาปนสถานกองทัพบก
ประกอบด้วยเมรุ สำนักงาน และศาลาบำเพ็ญกุศล พร้อมกับมีสถานที่จอดรถกว้างขวาง
และส่วนที่ติดกับถนนพะเนียงนั้นก็มีรั้วคอนกรีต แต่ส่วนบนเป็นรั้วเหล็กโดยตลอด.

     วัดนี้ยังรักษาสภาพวัดตามรูปลักษณะเดิมไว้อย่างดีที่สุด มีต้นไม้ร่มรื่นภายในวัด เป็นวัดที่สวยงาม เดิมทีเมื่อสร้างวัดใหม่ๆ ทราบว่ามีต้นไม้ที่นำมาปลูกไว้ถึง ๑๐๐ ชนิด แม้ในปัจจุบันก็มีต้นไม้ใหญ่ ๆ ที่ปลูกไว้ในสมัยโน้นยังเหลืออยู่บ้าง เช่น ต้นจันทน์ ต้นแก้ว ต้นหมากเหม้า และต้นมะขาม เป็นต้น ถึงในปัจจุบันก็มีต้นไม้อยู่มาก ทำให้วัดร่มรื่น และมีที่พักผ่อนหย่อนใจ เฉพาะในเขตพุทธาวาสนั้น มีสนามหญ้าสวยงามและมีลานกว้างเป็นช่วง ๆ โดยเฉพาะแถบบริเวณด้านหน้าและข้างพระวิหาร เพราะมีแท่นหินอยู่รอบ ๆ ต้นไม้เกือบทุกต้น สามารถจะนั่งและนอนได้อย่างสบาย ซึ่งโดยปกติแล้วบริเวณนี้ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหนก็จะมีลมพัดมาปะทะองค์พระเจดีย์แล้วหวลกลับมายังบริเวณใต้ต้นไม้ ทำให้บริเวณนี้ร่มรื่นและเย็นสบายเกือบทั้งวัน.

     วัดโสมนัสวิหาร ในสมัยเมื่อสร้างเสร็จใหม่ ๆ เมื่อประมาณ ๑๕๐ ปีกว่ามาแล้วโน้น เป็นวัดอยู่นอก เพื่อ
เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียร ของนักบวชผู้ต้องการความสงบ เป็นวัดที่ตั้งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากตัวเมือง
จนเกินไป ถูกต้องตามลักษณะของวัดที่กล่าวไว้ในพระบาลี เมื่อสร้างเสร็จใหม่ ๆ คงจะมองดูสวย
เด่นมาก เพราะไม่มีสิ่งก่อสร้างที่สูง ๆ อื่นใดเข้ามาปิดบังทัศนียภาพอย่างในปัจจุบัน แม้แต่ในปัจจุบันนี้เอง
เมื่อมองจากหน้าวัดแล้วก็ยังเห็นว่าสวยงามเป็นสง่าน่าเลื่อมใสอยู่ เพราะไม่มีตึกแถวหรือสิ่งก่อสร้าง
อื่นใดที่จะมาบดบัง สิ่งก่อสร้างในเขตพุทธาวาสอันเป็นเขตปูชนียสถานทั้งสิ้น.

     จุดเด่นของวัดนี้ นอกจากลักณะของวัด ที่สร้างขึ้นตามแปลนที่วางไว้อย่างเหมาะสมและสวยงามแล้ว
ปัจจุบันก็ตั้งอยู่ในใจกลางนครหลวง ในเขตที่มีกระทรวง ทบวง กรม และสถานที่ราชการอื่น ๆ
จึงนับว่าวัดนี้ตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสมมากในปัจจุบัน การจะเดินทางไปไหนมาไหนก็สะดวกมาก
เพราะมีถนนตัดผ่านทุกด้านของวัด มลภาวะอันเกิดจากควันรถยนต์ก็มีน้อยมาก เพราะมีต้นไม้มาก
และการจราจรก็ไม่แออัดในแถบนี้ โดยเฉพาะการศึกษาเล่าเรียนของพระภิกษุสามเณร จะไปเรียน
ต่างวัดหรือไปเรียนมหาวิทยาลัยสงฆ์ก็ไม่ไกลและไปได้สะดวกโดยประการทั้งปวง ไม่ต้องลำบาก
เหมือนพระเณรวัดต่าง ๆ ส่วนมากที่ต้องลำบากในการเดินทางไปเรียนไกล เพราะเหตุที่วัดนี้ตั้งอยู่
ในศูนย์กลางที่เหมาะสมนั่นเอง แม้ว่าวัดนี้จะอยู่ย่านชุมนุมชน แต่โดยทั่วไปแล้วภายในวัดเงียบ
สงบถึงกับมีชาวต่างประเทศที่เข้ามาชมวัดนี้แล้วกล่าวว่า “วัดนี้มีลักษณะขัดแย้งกับสภาพแวดล้อม
คือข้างนอกวัดมีความสับสนวุ่นวาย แต่ภายในวัดเงียบสงบ” อันเป็นลักษณะที่แปลกมาก ไม่น่าจะ
เงียบสงบอยู่ได ในใจกลางนครหลวงยุคปัจจุบัน อันมีประชากรถึงประมาณหลายล้านคน
ข้อนี้เป็นพระปรีชาสามารถและรอบรู้ของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวผู้ทรงสร้างวัดนี้.

     ลักษณะที่เด่นของวัดนี้อีกประการหนึ่งก็คือ มีเมรุเผาศพอยู่นอกกำแพงวัด คือมีเมรุอยู่ทางด้านหลังวัด และไม่ได้บดบังปูชนียสถานภายในวัดแต่ประการใด พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจ้าอยู่ ทรงให้เขียนแปลนวัดไว้ที่ผนังพระอุโบสถ โดยให้เมรุอยู่นอกกำแพงวัด คือแยกออกจากพุทธาวาส
และสังฆาวาสโดยเด็ดขาด นับว่าเหมาะสมที่สุด เพราะว่าเป็นการกันไม่ให้งานศพหรือผู้คนที่มางานศพเข้ามา
พลุกพล่านวุ่นวายอยู่เขตของพระสงฆ์ อันจะทำให้ขาดความสงบที่พระเณรควรจะได้รับ.

     เพราะฉะนั้น ถ้าหากจะได้พิจารณาถึงลักษณะของวัด รูปแปลนของวัดและสถานที่ตั้งแล้วก็จะเห็นได้ชัดว่า
วัดนี้สร้างได้เหมาะสมที่สุด มีแปลนสวยที่สุด และถูกต้องตามพระธรรมวินัยที่สุดวัดหนึ่งในประเทศไทย.

© Copyright 2004 watsomanas.com All Right Reserved.