 |
ลักษณะของวัดโสมนัสวิหาร
สร้างขึ้นตามแบบแปลนที่พระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่ ทรงวางไว้อย่างเหมาะสม สวยงาม และถูกต้อง
ตามพระธรรมวินัยมากที่สุดวัดหนึ่ง ในประเทศไทย ในเนื้อที่วิสุงคาม
สีมาที่เป็นตัววัดมีเนื้อที่ ๑๗ ไร่ ได้สมมติเป็นมหาสีมาตลอด ทั้งหมด
เฉพาะภายในกำแพงวัด เว้นนอกกำแพงไว้เป็นอุปจารสีมาและคู
เพื่อป้องกันเขตบ้านในที่ธรณีสงฆ์ให้ห่างกัน เฉพาะพระอุโบสถสมมต
ิเป็นขัณฑสีมา มีสีมันตริก (เขตคั่นกลางระหว่างมหาสีมาและขัณฑสีมา) |
รอบลานพระอุโบสถ กำแพงวัดที่ล้อมรอบมหาสีมาอันเป็นตัววัดนั้นทั้งสูงและใหญ่ มีประตูทั้งหมด ๑๒ ประตู
คือมีประตูทิศละ ๓ ประตู แต่ในปัจจุบันนี้มีประตูเล็กทางด้านหลังเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งประตู จึงมีประตูวัดทั้งรวม
๑๓ ประตู ทำให้เข้าออกวัดได้สะดวกที่สุดทุกทิศทาง มีซุ้มสีมาใหญ่เป็นโดมอยู่ทั้ง ๔ มุมวัด อันเป็นซุ้มมหาสีมา
ส่วนประตูด้านหน้าวัดทั้ง ๓ ประตู มีถนนพุ่งตรงไปยังคลองผดุงกรุงเกษม ๓ สาย ซุ้มประตูหน้าวัดด้านข้าง
ทั้งสองทำเป็นศาลาราย ยื่นเข้ามาภายในกำแพงวัด ส่วนซุ้มประตูที่ด้านหน้าตรงกลางสร้างเป็ฯศาลาจตุรมุข
ยื่อนออกไปนอกกำแพงวัดมองดูสวยงามเหมาะสมยิ่งนัก
ขอย้อนกลับไปสู่เหตุการณ์เมื่อเริ่มสร้างวัดอีกครั้งหนึ่ง คือ เมื่อสร้างวัดขึ้นแล้วแต่ยังไม่สำเร็จตามที่ทรง
วางไว้นั้น สมาเด็จพระวันรัต (ทับ) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดนี้ ท่านมีความชำนาญทั้งในด้าน
คันถธุระ คือการแตกฉานในพระไตรปิฎก และด้านวิปัสสนาธุระ คือ การปฏิบัติกรรมฐาน ทั้งเป็นผู้เคร่งครัด
ในพระวินัย และเป็นผู้มีความเข้าในการก่อสร้างด้วย ท่านจึงได้สร้างวัดขยายออกไปตามแปลนที่พระจอมเกล้า
ทรงวางเอาไว้ และเป็นที่น่าภูมิใจว่า พระจอมเกจ้าเกล้าอยู่หัวพระองค์นั้น ได้ทรงวางแปลนวัดนี้ไว้อย่างดี
อย่างเหมาะสม ตามหลักพระธรรมวินัยมาก เนื่องจากพระองค์ท่านผนวชอยู่ในพระพุทะศาสนาถึง ๒๗ พรรษา
ทรงแตกฉานชำนาญในพระไตรปิฎกมาก เมื่อพระองค์มีความสามารถที่จะทนุบำรุงพระพุทธศาสนาได้อย่าง
เต็มที่ ในเมื่อพระองค์ได้เสวยราชสมบัติแล้ว พระองค์จึงได้สร้างวัดนี้ตามพระราชดำริขึ้นเป็นวัดแรก โดย
ให้มีลักษณะตามพระธรรมวินัยทางพระพุทธศาสนาทุกประการ ที่ว่าพระองค์ได้ทรางวางแปลนวัดนี้ไว้อย่าง
เหมาะสมนั้น คือนอกจากวัดจะแยกพุทธาวาสและสังฆวาสที่อยู่ของพระออกจากกัน และแยกแต่ละคณะออก
เป็นสัดส่วน แล้วก็ยังกันเขตชุมนุมชนให้ออกจากวัดโดยเด็ดขาด เราจะเห็นได้ว่าเขตจำนำพรรษาของวัดนี้นั้น
มีคูล้อมรอบ (แต่ในปัจจุบันทรงวัดได้อนุญาตให้ทางฌาปนสถานกองทัพบกถมคูทางด้านหลังวัด เพื่อขยาย
ศาลาบำเพ็ญกุศล ทำลานจอดรถ และถนนเพื่ออำนวยความสะดวกในการจราจร แต่ก็ยังทเป็นท่อน้ำขนาดใหญ่
เอาไว้เช่นกัน เพื่อถ่ายเทน้ำได้โดยสะดวก และเพื่อรักษาสัญลักษณ์เดิมเอาไว้) ถัดจากคูเข้ามาเป็นอุปจารวัด
แล้วก็ถึงกำแพงวัด การที่มีคูและอปจารวัดเช่นก็เพื่อกันไม่ให้ชาวบ้านมาปลูกบ้านใกล้ชิดกับวัด
(เหมือนอย่างวัดบางวัด) แม้ว่าบ้านเมื่อจะเจริญขึ้นมากเพียงไรก็ตาม บ้านก็ไม่มีทางที่จะมาชิดกับวัดได้เลย
ข้นนี้เป็นการหยั่งเห็นการณ์ไกลของพระจอมเกล้า ฯ พระองค์นั้น
เล่ากันว่า เดิมทีพระองค์ได้บริจาคเนื้อที่จำนวนถึง ๑๐๐ ไร่ ในบริเวณด้านข้างทั้งสองและบริเวณหลังวัดเพื่อ
เป็นธรณีสงฆ์สำหรับที่จะได้บำรุงและบูรณะวัด แต่ในปัจจุบันเนื้อที่ดังกล่าวได้เปลี่ยนไป จึงเหลือที่ธรณีสงฆ
์อยู่ในบริเวณนี้ประมาณ ๓๑ ไร่เศษ และยังให้ปลูกต้นไม้ต่าง ๆ ถึง ๑๐๐ ชนิดภายในวัด
ส่วนในเนื้อที่ ๑๗ ไร่ ภายในเขตกำแพงวัดนั้น แบ่งเป็น ๓ เขตใหญ่ ๆ คือ
ตอนกลาง เป็นเขตพุทธาวาส ในเขรนี้ถือกันว่าเป็นเขตปูชนียสถาน ประกอบได้ด้วยพระวิหาร พระเจดีย์
พระวิหารคต พระอุโบสถ โรงเรียนพระปริยัติธรรม ศาลาบำเพ็ญกุศลและห้องสมุด
ส่วนข้างทั้งสองเป็นสังฆาวาส อันเป็นที่อยู่ของพระภิกษุสามเณร แบ่งเขตคณะการปกครองของวัดเป็น
๖ คณะ คือทางด้านขวามือ มีคณะ ๓ คณะ คือ คณะ ๑ คณะ ๒ และ คณะ ๓ ส่วนด้านข้างทางด้านซ้ายมือ
ก็มี ๓ คณะเช่นกัน คือ คณะ ๔ คณะ ๕ คณะ ๖
ในเขตพุทธาวาสนั้น สร้างคล้ายวัดทางเมืองเหนือของประเทศไทย คือ มีทั้ง พระวิหาร พระเจดีย์
และพระอุโบสถ และที่น่าสังเกตมากก็คือมีเรือนต้นพระศรีมหาโพธิ์จากต้นเดิมในประเทศศรีลังกา
ปลูกประดิษฐานอยู่ทางด้านหลังวัดด้วย (การที่มีเรือนพระศรีมหาโพธิ์อยู่ด้วยนี้ เป็นคติของวัด
พระพุทธศาสนาฝ่ายลังกาวงศ์ ซึ่งได้มีอิทธิพลมากในประเทศไทยตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๘ สมัยที่
กรุงสุโขทัยเป็นราชธานีเป็นต้นมา) และปูชนียสถานทั้ง ๔ อย่างนี้ สร้างขึ้นในแนวตรงกับผ่านกลางวัด
ทั้งสิ้น คือ พระวิหารอยู่ด้านหน้าตรงประตูกลาง ถัดมาก็เป็นองค์เจดีย์อันมีวิหารคตล้อมรอบ หลังจากองค์
พระเจดีย์ก็เป็นพระอุโบสถ และหลังพระอุโบสถก็เป็นต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งมีกำแพงหรือที่เรียกว่าเรือน
พระศรีมหาโพธิ์ล้อมไว้ แต่ต้นพระศรีมหาโพธิ์นี้อยู่นอกกำแพงทางด้านหลังของวัดตรงกับประตูกลาง
ด้านตะวันตก การสร้างปูชนีสถานทั้ง ๔ ในแนวเดียวกันนี้ ก็เป็นที่นิยมกันอย่างหนึ่งในการก่อสร้างวัด
ทรงพระพุทธศาสนาในประเทศไทย เป็นเพียงแต่ว่าบางแห่งไม่มีพระวิหาร บางแห่งไม่พระเจดีย์
และบางแห่งหรือส่วนมากก็ไม่มีต้นพระศรีมหาโพธิ์ แต่วัดโสมนัสวิหารมีครบทั้ง ๔ อย่าง อันถือว่า
เป็นความสง่างามควรแก่การเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนผู้ได้พบเห็นประการหนึ่ง
ส่วนด้านข้างทั้ง ๒ ที่แบ่งเป็นคณะถึง ๖ คณะ นั้น แต่ละคณะก็สร้างได้อย่างเหมาะแก่การอยู่อาสัยและ
การปกครองของแต่ละคณะ แต่ละคณะก็มีกำแพงกั้นเป็นขอบเขต กุฏิส่วนใหญ่ก็เป็นสองชั้นเกือบทั้งสิ้น
แต่ละคณะมีประตูเข้าออกคณะละ ๒ ประตู เว้นไว้แต่คณะ ๕ อันเป็นคณะที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระวันรัต
(ทับ) เคยอยู่ประจำ มีถึง ๕ ประตู และคณะ ๒ อันเป็นคณะที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ยัง)
เคยอยู่ มีถึง ๔ ประตู
ในคณะ ๑ คณะ ๓ คณะ ๔ และคณะ ๖ มีหอฉันอยู่กลางคณะด้วย ส่วนในคณะ ๒ และคณะ ๕ ไม่มี
หอฉัน แต่มีกุฏิใหญ่อยู่ตรงกลางคณะ เฉพาะคณะ ๕ นั้นใหญ่กว่าทุกคณะ เพราะมีหอพระไตรปิฎกอยู่ด้วย
กุฏิแต่ละคณะนั้นสร้างไว้ไม่แออัด ส่วนเขตระหว่างคณะต่อคณะ ก็มีช่วงว่างและมีถนนตัดผ่านทุกแห่ง
ณ กำแพงด้านหน้าวัดก็มีซุ้มหอกลองอยู่ทางด้านขวามือ และมีซุ้มหอระฆังอยู่ทางด้านซ้ายมือ
สร้างได้ใหญ่ต และสวยงามอย่างมีศิลปะในด้านสถาปัตยกรรม
ด้านหน้าวัดเป็นสนามกลาง ในปัจจุบันใช้เป็นสนามเด็กเล่นและศูนย์เยาวชน เขตป้อมปราบฯ
ของกรุงเทพมหานคร ทางซีกด้านซ้ายและด้านขวาเป็นที่ตั้งโรงเรียนประถมศึกษาของกรุงเทพมหานคร
เฉพาะอาคารเรียนโสมนัสวัฒนาวดีซึ่งเป็นอาคาร ๑ อันอยู่ทางด้านขวานั้น นอกจากใช้เป็นสถาที่ศึกษา
เล่าเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาแล้ว ก็ยังเป็นสถานที่เรียนของนักเรียนพุทธศาสนา
วันอาทิตย์ของวัด และในภาคค่ำเป็นที่เรียนของนักเรียนศึกษาผู้ใหญ่วัดโสมนัสอีกด้วย
ด้านหน้าวัดที่ติดกับถนนกรุงเกษม มีรั้วเหล็กตลอด และมีต้นไม้ร่มรื่นทั้วไปทางด้านหน้าวัด ส่วนด้าน
หลังวัดนอกกำแพงเขตมหาสีมา มีอาณาบริเวณกว้างขวางเช่นในปัจจุบันได้ใช้เป็นฌาปนสถานกองทัพบก
ประกอบด้วยเมรุ สำนักงาน และศลาบำเพ็ญกุศลที่สวยงาม พร้อมกันมีสถานที่จอดรถกว้างขวาง
และส่วนที่ติดกับถนนพระเนียงนั้นก็มีรั้วคอนกรีต แต่ส่วนบนเป็นรั้วเหล็กโดยตลอด
วัดนี้ยังรักษาสภาพวัดตามรูปลักษณะเดิมไว้อย่างดีที่สุด มีต้นไม้ร่มรื่นภายในวัด เป็นวัดที่สวยงามและ
มีชาวต่างประเทศชอบมาชมมากวัดหนึ่งในนครหลวง เดิมทีเมื่อสร้างวัดใหม่ๆ ทราบว่ามีต้นไม้ที่นำ
มาปลูกไว้ถึง ๑๐๐ ชนิด แม้ในปัจจุบันก็มีต้นไม้ใหญ่ ๆ ที่ปลูกไว้ในสมัยโน้นยังเหลืออยู่บ้าง เช่น
ต้นจันทน์ ต้นแก้ว ต้นหมากเหม้า และต้นมะขาม เป็นต้น ถึงในปัจจุบันก็มีต้นไม้อยู่มาก ทำให้วัดร่มรื่น
และมีที่พักผ่อนหย่อนใจ เฉพาะในเขตพุทธาวาสนั้น มีสนามหญ้าสวยงามและมีลานกว้างเป็นช่วง ๆ
หรือเป็นตอน ๆ โดยเฉพาะแถบบริเวณด้านหน้าและข้าง ๆ พระวิหาร เพราะมีแท่นหินอยู่รอบ ๆ
ต้นไม้เกือบทุกต้น สามารถจะนั่งและนอนได้อย่างสบาย ซึ่งโดยปกติแล้วบริเวณนี้ไม่ว่าจะเป็นฤดู
ไหนก็จะมีลมพัดมาปะทะองค์พระเจดีย์ แล้วหวลกลับมายังบริเวณใต้ต้นไม้ ทำให้บริเวณนี้ร่มรื่น
และเย็นสบายเกือบทั้งวัน
วัดโสมนัสวิหาร ในสมัยเมื่อสร้างเสร็จใหม่ ๆ เมื่อประมาณ ๑๓๒ ปีมาแล้วโน้น เป็นวัดอยู่นอกเมื่อ
เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรของนักบวชผู้ต้องการความสงบ เป็นวัดที่ตั้งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากตัวเมือง
จนเกินไป ถูกต้องตามลักษณะของวัดที่กล่าวไว้ในพระบาลี เมื่อสร้างเสร็จใหม่ ๆ คงจะมองดูสวย
เด่นมาก เพราะไม่มีสิ่งก่อสร้างที่สูง ๆ อื่นใดเข้ามาปิดบังทัศนียภาพอย่างในปัจจุบัน แม้แต่ในปัจจุบันนี้เอง
เมื่อมองจากหน้าวัดแล้วก็ยังเห็นว่าสวยงามเป็นสง่าน่าเลื่อมใสอยู่ เพราะไม่มีตึกแถวหรือสิ่งก่อสร้าง
อื่นใดที่จะมาบดบัง สิ่งก่อสร้างในเขตพุทธาวาสอันเป็นเขตปูชนียสถานทั้งสิ้น
จุดเด่นของวัดนี้ นอกจากลักณะของวัดที่สร้างขึ้นตามแปลนที่วางไว้อย่างเหมาะสมและสวยงามแล้ว
ปัจจุบันก็ตั้งอยู่ในใจกลางนครหลวง ในเขตที่มีกระทรวง ทบวง กรม และสถานที่ราชการอื่น ๆ
จึงนับว่าวัดนี้ตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสมมากในปัจจุบัน การจะเดินทางไปไหนมาไหนก็สะดวกมาก
เพราะมีถนนตัดผ่านทุกด้านของวัด มลภาวะอันเกิดจากควันรถยนต์ก็มีน้อยมาก เพราะมีต้นไม้มาก
และการจราจรก็ไม่แออัดในแถบนี้ โดยเฉพาะการศึกษาเล่าเรียนของพระภิกษุสามเณร จะไปเรียน
ต่างวัดหรือไปเรียนมหาวิทยาลัยสงฆ์ก็ไม่ไกลและไปได้สะดวกโดยประการทั้งปวง ไม่ต้องลำบาก
เหมือนพระเณรวัดต่าง ๆ ส่วนมากที่ต้องลำบากในการเดินทางไปเรียนไกล เพราะเหตุที่วัดนี้ตั้งอยู่
ในศูนย์กลางที่เหมืาะสมนั่นเอง แม้ว่าวัดนี้จะอยู่ย่านชุมนุมชน แต่โดยทั่วไปแล้วภายในวัดเงียบ
สงบถึงกับมีชาวต่างประเทศที่เข้ามาชมวัดนี้แล้วกล่าวว่า วัดนี้มีลักษณะขัดแย้งกับสภาพแวดล้อม
คือข้างนอกวัดมีความสับสนวุ่นวาย แต่ภายในวัดเงียบสงบ อันเป็นลักษณะที่แปลกมาก ไม่น่าจะ
เงียบสงบอยู่ได ในใจกลางนครหลวงยุคปัจจุบัน อันมีประชากรถึงประมาณ ๕ ล้าน ๕ แสนคน
ข้อนี้ต้องยกให้ในความพระปรีชาสามารถและรอบรู้ของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ผู้ทรงสร้างวัดนี้
ลักษณะที่เด่นของวัดนี้อีกประการหนึ่งก็คือ มีเมรุเผาศพอยู่นอกกำแพงวัด ไม่ใช่อยู่ในวัดเหมือนวัดทั่วไป
เมรุอยู่ทางด้านหลังวัด และไม่ได้บดบังปูชนียสถานภายในวัดแต่ประการใด พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจ้าอยู่ทรงให้เขียนแปลนวัดไว้ที่ผนังพระอุโบสถโดยให้เมรุอยู่นอกกำแพงวัด คือแยกออกจากพุทธาวาส
และสังฆาวาสโดยเด็ดขาด นับว่าเหมาะสมที่สุด เพราะว่าเป็นการกันไม่ให้งานศพหรือผู้คนที่มางานศพเข้า
พลุกพล่านวุ่นวายอยู่เขตของพระสงฆ์ อันจะทำให้ขาดความสงบที่พระเณรควรจะได้รับ อย่างที่เห็นกันอยู่
ในวัดต่าง ๆ เป็นอันมาก พระภิกษุสามาเณรจะเรียนหนังสือ หรือหาความสงบจิตได้ยาก หากเมรุอยู่ใกล้
กุฏิพระสงฆ์ภายในวัด หากท่านผุ้ใดจะสร้างเมรุแล้ว ถ้าหากสามารถนัดให้เขตเมรุอยู่ต่างจากเขตที่อยู่
ของพระสงฆ์ก็จะเป็นการเหมาะสมที่สุด ก็คือลักษณะที่น่าภูมิใจอีกประการหนึ่งของวัดโสมนัสวิหาร
คือจัดให้เมรุแยกต่างหากจาปูชนียสถานและที่อยู่ของพระสงฆ์ และเมรุวัดโสมนัสวิหารก็เป็นเมรุที่มี
ชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เพราะเป็นฌาปนสถานของกองทัพบก ที่จัดสวัสดิการส่วนนี้ได้ดี
มากแห่งหนึ่งในประเทศไทย
เพราะฉะนั้น ถ้าหากจะได้พิจารณาถึงลักษณะของวัด รูปแปลนของวัดและสถานที่ตั้งแล้วก็จะเห็นได้ชัดว่า
วัดนี้สร้างได้เหมาะสมที่สุด มีแปลนสวยที่สุด และถูกต้องตามพระธรรมวินัยที่สุดวัดหนึ่งในประเทศไทย