|
| |
|
|
| |
|
(๑) อารัมภบท. |
ยังมีวงศวเรศกษัตริย์ทรงพระนามบัญญัติชื่อว่ากรุงมิลินท์ เป็นปิ่นมนุษย์ในสาคลราชธานีนคร พระองค์เสด็จเข้า
ไปใกล้แล้วไต่ถาม ซึ่งปัญหาแก่พระนาคเสนนั้น มีอุปมาดุจกระแสน้ำในคงคาทั้ง ๕ ห้วง อันไหลล่วงเข้าสู่สมุทร
สาครอันใหญ่ จะได้ไหลละหลั่งถั่งเทไปอื่นหามิได้ ถึงจะไหลมาอีกสักเท่าไร จะได้ล้นไปหามิได้ น้ำในคงคาเปรียบ
เหมือนพระบวรปรีชาของพระเจ้ามิลินท์ และพระมหาสมุทรนั้นเปรียบดังพระบวรปรีชาปัญญาของพระบวรเสนนี้
คัมภีรภาพลึกซึ้งไม่รู้สิ้นสุด เหมือนพระมหาสมุทรอันลึกและกว้างใหญ่ ถึงพระเจ้ามิลินท์จะถามปัญหาไปสักเท่าไร
ก็ไม่รู้จนไม่รู้สิ้นปัญญาถึงปัญหาจะคัมภีรภาพจะลึกซึ้งประการใด พระนาคเสนก็แก้ได้วิจิตรแจ้งไปด้วยอุปมา
อุปไมยให้รุ่งเรืองสว่างสติปัญญา มีอุปมาดุจหนึ่งว่าอุกกาธารใต้และเทียนและคบเพลิงอันส่องแสงในที่มืดให้สว่าง
กระจ่างแจ้งไปในเพลาราตรีเมื่อแรมโรยรัศมีมีพระจันทร์ ข้อปุจฉาและวิสัชนากันแห่งท่านทั้งสอง ก็ต้องนัยและอรรถะ
อันมีในพระปริยัติไตรปิฎก ยกเอามาเป็นข้อ ๆ ถามแก้ซึ่งกันและกัน ฟังแล้วเป็นอัศจรรย์ไพเราะแก่โสต เป็นที่จะให้
เกิดปราโมทย์ปรีดา โลมชาติชูชันบังเกิดขนพองสยองเกสาแห่งบุคคลอันมาได้ฟังในกาลครั้งนั้น เป็นคำระบือลือชา
แห่งคนทั้งหลายโดยปริยายได้ฟังเล่ากันมาว่า
เมืองสาคลนครราชธานีที่พระเจ้ามิลินท์เป็นปิ่นเฉลิมนั้นมีแม่น้ำและภูเขาล้อมรอบประกอบด้วยสวนอุทายและที่สนาม
น้ำและที่โบกขรณีสระศรีสาโรช อุโฆษกึกก้องด้วยเสียงนกร่ำร้องเที่ยวท่องโผผินบินไปมาในวนารามคือสวนต้นไม้
อนึ่ง กรุงสาคลราชธานีนั้น หาภัยปัจจามิตรทีจะคิดทรยศประทุษร้ายรบราฆ่าฟันกันมิได้มี เหตุประกอบไปด้วยเขื่อน
ประตูคูค่าย หอรบเชิงเทินทั้งหลาย ล้อมรอบด้วยกำแพง มีกลอนทวารมั่นคง คนเฝ้าเล่าก็แน่นหนาหากรักษาเป็นอันดี
อนึ่ง ในราชธานีประกอบด้วยวิถีถนนคนเดินเวียนแวะไปโดยรีและสกัดมิได้ขัดขวาง ถนนหนทรงราบรื่น แต่พื้นก่อ
ด้วยหินศิลาแลงเป็นหนทางใหญ่ไปสี่แพร่ง สองข้างนั้นประกอบด้วยตลอดตั้งร้านรายเรียงไป ดูนี้สนุกนักหนา อนึ่งก็
มั่งคั่งด้วยช้างม้ารี้พลเกลื่อนกล่นไปด้วยนรชาติหนุ่มและสาวหญิงชายดาษไปด้วยตระกูลทั้งหลายอเนกนานา คือ
ตระกูลกษัตริย์สุริยวงศา พ่อค้าชาวนาพราหมณ์คหบดีเศรษฐีเสวกามาตย์ ข้าราชาการ บ้านเรือนรั้วเวียงเคียงกัน
เป็นแถว ๆ ดูแล้วก็เห็นงาม ตั้งตึก รามเรียงกันไปเป็นชั้นเป็นขนัด และรั้ววังของกรุงกษัตริย์ก็แสนสำราญ ใน
พระราชฐานก็โอภาสไปด้วยพระมหาปราสาทราชนิเวศ รายเรียงกันสุดที่จะพรรณนา มีทั้งคลังผ้าคลังเงินคลังทอง
ของต่าง ๆ รอบราย ภายนอก มีฉางข้าวฉางปลาฉางถั่วงาสารพัดถ้วนถี่
อนึ่งสาคลราชธานีสารพัดที่จะมีคือผ้ากาสิกพัสตร์อุทุมพาพัสตร์ผ้าโกไสยพัสตร์เงินทองแก้วแหวนอย่างดีเป็น
ที่ไปมาแห่งพาณิชทั้งหลายค้าขายอยู่อัตรา และข้างนอกทุ่งนาก็บริบูรณ์ด้วยพืชข้าวกล้าปักหว่านไว้ดูสนุกนี่
กระไร ดุจอุดรกุรุทวีปก็เหมือนกัน ถ้ามิฉะนั้นก็สนุกดุจอาลกมณฑาอุทยาน อันสถิตในสถานเทวโลก ก็มีใน
กาลครั้งนั้น
|
| |
|
(๒) อดีตชาติ. |
ครั้งนั้นยังมีพระภิกษุองค์หนึ่งทรงศีลสังวร เวลารุ่งเช้าจับสัมมัชชนีคันยาวได้ก็คมนาการไปสู่สถานลานพระเจดีย์
ทำอัญชลีกรนมัสการแล้ว ก็ระลึกถึงพระพุทธคุณพลางกวาดลานพระเจดีย์พลาง ด้วยจิตศรัทธาเลื่อมใส จึงกวาด
หยากเยื่อนั้นมามั่วสุมไว้เป็นกอง ๆ แล้วก็ร้องเรียกสามเณรน้อยศิษย์ใช้สอยของอาตมา ให้ขนเอาหยากเยื่อไปทิ้ง
เสียจากกลายพระเจดีย์นอกบริเวณส่วนว่าสามเณรนั้นพานจะอยู่ข้างเกียจคร้าน พระอาจารย์เรียกถึง ๓ ครั้งก็
นิ่งเฉยอยู่ ทำไม่ได้ยินพระภิกษุชีต้นจึงตีด้วยคันกราดแล้วด่าว่า ดูกรสามเณรใจกระด้างว่ายากสอนยาก
ส่วนว่าสามเณรนั้นก็ร้องไห้วิ่งไปด้วยเร็วพลัน ขนเอาหยากเยื่อนั้นไปเทเสียด้วยกลัวอาจารย์ แล้วก็ตั้งปณิธาน
ความปรารถนาว่าข้าพเจ้าได้ขนหยากเยื่อมาให้พ้นลานพระเจดีย์ ขอผลบุญนี้แม้นข้าพเจ้าจะไปเกิดในภพใด ๆ
ก็ดี ขอให้ข้าพเจ้านี้มีมเหศักดาเดช อันแกล้วกล้ามีครุวนาดุจแสงพระสุริโยทัยเมื่อเพลาตะวันเที่ยง ทุก ๆ ชาติไป
กว่าจะสำเร็จแก่พระนิพพาน ตั้งปณิธานความปรารถนาฉะนี้แล้วก็ลงไปสรงน้ำชำระกาย ดำผุดดำว่ายค่อยสบายใจ
แลเห็นลูกระลอกในท้องชลาลัยนี้มากมายนักหนา ก็ยินดีปรีดาจะใคร่มีปัญญาเฉลียวฉลาดไม่รู้สุดรู้สิ้น ดุจชลาสินธุ
ธาราระลอกนั้น สามเณรก็อภิวันท์ขึ้นเหนือเกศ ตั้งปณิธานปรารถนาอีกว่า เดชะที่ข้าพเจ้ากระทำตามคำพระชีต้น
ท่านจะสงเคราะห์อาตมาให้ได้กองกุศลจึงบังคับอาตมา เดชะผลานิสงส์นี้ข้าพเจ้ายังไม่ได้พระนิพพานตราบ
ข้าพเจ้าจะเกิดไปในชาติใด ๆ ขอให้ข้าพเจ้านี้มีปัญญาดุจหนึ่งว่ากระแสดลูกคลื่นลูกระลอกในกระแสชลาโลก
ขออย่าให้ปัญญารู้สิ้นรู้สุดเลย ตราบเท่าข้าพเจ้าได้สำเร็จแก่พระนิพพานเถิด
ฝ่ายว่าพระภิกษุที่เป็นอาจารย์เอากราดมาพาดไว้ยังที่ แล้วก็คมนาการไปสู่ตีนท่าเพื่อจะสรงซึ่งอุทกัง ได้ฟังสามเณร
ตั้งปณิธานความปรารถนาดังนั้น จึงมาดำริว่าความปรารถนาของสามเณรนี้จะสำเร็จดังใจคิด เหตุอาศัยอานุภาพ
พระพุทธคุณควรที่อาตมาจะปรารถนาบ้าง ดำริแล้วก็ยิ้มแย้มด้วยวิตกว่าสามเณรนี้ได้ปรารถนา ทั้งนี้ก็อาศัยแก่
อาตมาใช้ พระภิกษุนั้นจึงยอกรนมัสการไหว้พระพุทะคุณแล้ว จึงตั้งปณิธานความปรารถนาว่าข้าพเจ้ายังมิได้
สำเร็จแก่พระนิพพานตราบใด จะไปเกิดในภพอันใด ๆ ก็ดี สามเณรนี้ขอให้มีปัญญาเหมือนอุทกธาราระลอก
ในท้องนที ข้าพเจ้านี้จะขอให้มีปัญญาหาที่สุดมิได้ แม้สามเณรนี้ไปปะกนข้าพเจ้าในภพใด ๆ จะไต่ถามซึ่งอรรถ
ปัญหา ถึงว่าจะมีอรรถอันลึกซึ้งคัมภีรภาพยากที่จะแก้ไขประการใดก็ดี ขอให้ข้าพเจ้าแก้ซึ่งปัญหาของสามเณรนี้
ให้จงได้ มีครุวนาฉันใด ประดุจบุรุษอันมีปัญญาอันเจริญสางด้วยด้ายอันยุ่งให้รู้ว่าข้างปลายสางด้ายยุ่งออกได้
อย่าให้รู้จนในทางที่จะแก้ปัญหานี้เป็นอันขาด ด้วยอานิสงส์ที่ข้าพเจ้ากวาดและใช้สามเณรนี้ ให้เอาหยากเยื่อมา
ทิ้งเทเสียให้พ้นลานพระเจดีย์ในกาลครั้งนี้ |
| |
|
(๓) กำเหนิดพระยามิลินท์ |
แม้นอันว่าพระภิกษุกับสามเณรทั้งสองนั้น ท่องเที่ยวตายเกิดอยู่ในมนุษย์และสวรรค์ประมาณสิ้นพุทธันดรหนึ่ง ล่วงมาก็พอถึงพระพุทธุบาทศาสนาสมเด็จพระบรมนายกโลกนาถเจ้าของเรา เมื่อจะเข้าสู่พระนิพพานล่วงลับไป จึงตรัสพยากรณ์นิเทศทำนายไว้ว่า เมื่อศาสนาตถาคตล่วงไปได้ ๕๐ ปี จะมีพระภิกษุองค์หนึ่งมีนามชื่อว่าพระนาคเสนจะมาแก้ปัญหาของพระยามิลินท์ จะแก้ไขซึ่งธรรมวินัยพระไตรปิฎกที่ตถาคตตรัสเทศนาไว้ โดยสุขุมคัมภีรภาพลึกล้ำฟั่นเฝืออยู่นั้น ให้กระจ่างแจ้งแจ่มใจรุ่งเรืองตั้งมั่นไปให้ถ้วน ๕ , ๐๐๐ พระวรรษาและเนื้อความนี้ก็วิสัชนามาแล้ว
ครั้นศาสนาสมเด็จพระบรมครูเจ้าล่วงมาตามพุทธทำนาย ฝ่ายเจ้าสามเณรนั้นก็ได้มาเป็นบรมกษัตริย์ทรงพระนามบัญญัติ ชื่อว่า สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ปิ่นประชาชาวสาคลราชธานีมีปัญญาเฉลียดฉลาด เป็นนักปราชญ์ องอาจที่จะพิจารณาเหตุการณ์ อันเป็นอดีตอนาคตปัจจุบัน รู้สารพัดในพิธีที่จะประกอบการทั้งปวงและรู้ซึ่งศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการ และรู้ทั้งพระพุทธวจนะด้วยเป็น ๑๙ ประการ แลศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการนั้น คือสิ่งไรบ้าง อ้อ ศิลปศาสตร์ที่เป็นของสำหรับโลก ๑๘ ประการนั้น คือรู้จักภาษาเสียงสัตว์มีนกร้องเป็นต้นว่าร้ายดี ประการ ๑ รู้จักกำเนิดเขาและไม้เป็นต้นว่าชื่อนั้น ๆ ประการ ๑ รู้คัมภีร์เลขประการ ๑ รู้การที่จะเป็นช่างประการ ๑ รู้ที่จะเป็นครูสั่งสอนท้าวพระยาทั้งปวงประการ ๑ รู้คัมภีร์จะเลี้ยงฝูงชนให้เป็นสิริมงคลประการ ๑ รู้นับนักขัตกฤษ์ รู้ตำราดาวประการ ๑ รู้เพลงขับประการ ๑ รู้คัมภรีแพทย์ประการ ๑ รู้ศิลปศาสตร์ยิงธนูประการ ๑ รู้จักว่าที่นี้เป็นที่บ้านเก่าเมืองเก่าประการ ๑ รู้จักว่าทิศนั้นกินข้าวเป็นมงคลประการ ๑ รู้จักคัมภีร์พยากรณ์ รู้ทายว่าคนปีเดือนวันคืนอย่างนั้นจะดีแล้วร้ายประาร ๑ รู้ว่าเป็นแก้วนี่มิใช่แก้วประการ ๑ เหตุ คือรู้จักเหตุรู้จักผลจะบังเกิดประการ ๑ รู้จักที่จะเลี้ยงโคกระบือ รู้การที่จะหว่านพืชลงในนาไร่ให้เกิดผลประการ ๑ รู้คัมภีร์พิชัยสงครามประการ ๑ รู้คัมภีร์โลกโวหารประการ ๑รู้จักคัมภีร์ผูกบทกลอนพกาพย์โคลงประการ ๑ สิริเป็นศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการดังนี้
อนึ่งเล่าสมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดี มีถ้อยคำสนทนาไพเราะดีนักหนาลือชาปรากฏไปในชนบทประเทศทุกถิ่นฐาน หาผู้จะต้านทานมิได้ ปรากฏว่าเป็นใหญ่กว่า เดียรถีย์นิครนถ์ชนทั้งปวงบรรดาอยู่ในชมพูทวีป หาผู้จะเสมอในทางที่จะแก้จะถามปัญหามิได้มี
อนึ่ง พระองค์ประกอบไปด้วยองค์ ๓ ประการ คือ ประกอบไปด้วยปรีชาญาณประการ ๑ประกอบด้วยกำลังรี้พลพหลโยธานั้นประการ ๑ ประกอบด้วยโภไคศวริยสมบัติเป็นอันมากที่จะคณนานับมิได้ประการ ๑ |
| |
|
| (๔) สนทนาธรรม. |
อยู่มาในกาลวันหนึ่ง พระองค์มีจตุรงคเสนาพยุหะแวดล้อมแห่ห้อมซ้ายขวา เสด็จพระราชลีลาออกภายนอกพระนคร
เพื่อจะประพาสภายนอกราชธานีให้เป็นที่สบายพระราชหฤทัย จึงให้หยุดพลนิกรจตุรงคเสนาลงไว้เสด็จประทับอยู่
ในที่แห่งหนึ่งอันเป็นที่สบายทอดพระเนตรดูท้องฟ้าเวหาฤกษ์บนเห็นพระสุริยนผ่องแผ้วเป็นฤกษ์ดีอยู่แล้ว จึงมี
พระราชโองการตรัสประภาษ เรียกมหาอำมาตย์เข้ามาที่หน้าฉาน มีพระราชโองการตรัสว่า ดูรานะอำมาตย์ เราจะ
ด่วนยาตราเข้าไปในราชธานีทำไมเล่า เราจะสำราญเล่นให้เย็นสบาย ท่านทั้งหลายจงพินิจพิศดู ใครจะหยั่งรู้เห็นบ้างว่า สมณพราหมณาจารย์ พระอรหันตาขีณาสพผู้ใดที่จะรู้ธรรมปรีชาญาณ อันสามารถอาจจะตัดเสียซึ่งข้อกังขาของเราได้ในกาลบัดนี้เมื่อมีพระโองการถามดังนี้ ข้าราชการชาวโยนกทั้งห้าร้อยจึงทูลว่า ข้าแด่พระองค์ผู้ประเสริฐ มีอยู่แต่ครูทั้ง ๖ คือ ปูรณกัสสปคน ๑ มักขลิโคสาลคน ๑ นิคัณฐนาฏบุตรคน ๑ สัญชัยเวลัฏฐบุตรคน ๑ อชิตเกสกัมพลคน ๑ ปกุทธกัจจายนคน ๑ เป็น ๖ คนด้วยกัน ครูทั้ง ๖ นั้นไม่ชั่ว ล้วนแต่ตัวดีนักหนา เป็นครูบาอาจารย์ ประกอบด้วยปรีชาญาณ พร้อมด้วยบริวารยศปรากฏเป็นที่สักการบูชาแห่งมหาชน คนทั้งหลายย่อมนับถือระบือลือชา ข้าพระพุทธเจ้า
ทั้งปวงเห็นว่าจะแก้ไขข้อกังขาของพระองค์ได้ขอเชิญเสด็จไปยังสำนักครูโน้นเถิด |
| |
|
| (๕) ปูรณกัสสปะแก้ปัญหา. |
สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ได้ทรงฟังข้าราชการกราบทูลดังนั้นก็ทรงราชรถมีข้าราชการห้าร้อยและรี้พลแวดล้อมเสด็จมา
ยังสำนักครูปูรณกัสสป ปรารภที่จะถามปัญหา ถ้อยทีถ้อยสนทนาเป็นสุนทรกถา ควรที่จะชื่นชมโสมนัสแล้ว พระเจ้า
มิลินท์จึงถามซึ่งปัญหาว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้ากัสสป สิ่งไรที่เลี้ยงไว้ซึ่งสัตว์โลก
ปูรณกัสสปจึงแก้ว่า ขอถวายพระพรบพิตรพระราชสมภาร พระองค์ผู้ประเสริฐ แผ่นปถพีนี้แหละเลี้ยงไว้ซึ่งสัตว์โลก
พระเจ้ามิลินท์จึงมีพระราชโองการตรัสซักว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า พระผู้เป็นเจ้าสิว่ามหาปถพีเลี้ยงสัตว์โลก ทรงไว้
รับไว้ซึ่งสัตว์โลก แล้วก็เหตุไฉนจึงให้สัตว์โลกไปตกนรกอเวจีมหาปถพีจึงไม่รับไว้ไม่ทรงไว้ นี้เป็นเหตุไฉน.
ส่วนว่าท่านครูปูรณกัสสปก็จนใจไม่รู้ที่จะแก้ไข ก็นั่งนิ่งอยู่ในสถานที่นั้ |
| |
|
| (๖) มักขลิโคสาลแก้ปัญหา. |
ส่วนสมเด็จพระเจ้ามิลินท์ก็เสด็จไปยังสำนักมักขลิโคสาล จึงมีพระราชโองการถามว่าข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า มนุษย์บุรุษ
สตรีหญิงชาวโลกนี้ จะกระทำกุศลและอกุศล จะมีผลจะมีประโยชน์หรือหามิได้
ครูมักขลิโคสาลถวายพระพรว่า ข้าแต่บพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ ผลบุญผลกรรมไม่มี ท่านที่เป็นกษัตริย์
ขัตติยมหาศาลทั้งปวง ครั้นถึงแก่ทิวงคตล่วงไปแล้ว จะเกิดมาในโลกเล่าเคยเป็นกษัตริย์ก็ได้เป็นกษัตริย์อยู่อย่างนั้น
ที่เป็นพราหมณ์ก็ดี เป็นเศรษฐีคหบดี พ่อค้าชาวนาพ่อครัว คนอนาถา คนจัณฑาลก็ดี ตายจากโลกนี้จะเกิดมาอีกเล่า
เคยเป็นอย่างไรก็เกิดเป็นอย่างนั้นเหตุฉะนี้ จึงว่าผลบุญผลกรรมที่กระทำชั่ว กระทำดีนั้น ไม่มีสิ้นทั้งนั้น ขอถวาย
พระพร สมเด็จพระเจ้ามิลินท์จึงมีพระราชโองการตรัสโต้ว่าพระผู้เป็นเจ้าสิว่าผลกรรมไม่มีใครเคยเป็นเศรษฐีคหบดีและเพศ
ต่าง ๆนั้น ครั้นตายไปเกิดมาใหม่เล่า ผู้นั้นก็เป็นตามเพศเก่าของตน ถ้ากระนั้นก็คนโทษที่ต้องตัดตีนสินมือนั้น ไปชาติ
หน้าก็จะเกิดเป็นคนโทษต้องตัด ตีนสินมืออีกหรือ ครูมักขลิโคสาลก็ถวายพระพรว่า กระนั้นแหละซิพระราชสมภาร คนโทษที่ตัดตีนสินมือนี้ไปชาติหน้าก็เกิดสำหรับ
ที่เขาจะฆ่าตี ต้องตัดตีนสินมือไปทุกชาติ ๆ จะได้รู้สิ้นหามิได้พระเจ้ามิลินท์ปิ่นกษัตริย์จึงมีพระราชโองการตรัสว่า
โยมจะได้เชื่อหามิได้ ครูมักขลิโคสาลก็จนใจไม่รู้ที่จะอุปมาอุปไมยให้เห็นได้ด้วยปัญญาเป็นมิจฉาทิฐิลัทธิ |
| |
|
| (๗) ทรงปริวิตก. |
ความวิตกที่จะถามปัญหานั้นก็บังเกิดในพระราชสันดาน พระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมิบาลเมื่อถามมักขลิโคสาลแล้ว
เสด็จกลับไปสู่พระราชวัง วันหนึ่งนั้นท้าวเธอวิตกไปในพระราชสันดานว่า ดังเรามาวิตกแท้จริง ด้วยเพลาราตรี
วันนี้ห่อนจะมีมลทิน ดวงศศิธรส่องท้องฟ้าไม่มีราคี อาตมามานี้ควรที่จะเที่ยวไปถามซึ่งอรรถปัญหา ครูบาอาจารย์
ท่านเจ้าคณะและหมู่สงฆ์สมณะผู้ใด อันรู้ธรรมวินัย ได้เล่าเรียนธรรมวินัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถสัมมา
สัมพุทธบพิตรเจ้าประทานไว้ ใครหนออาจจะต้านต่อพูดจาปรากศรัยกับด้วยอาตมา ใครผู้ใดหนอจะตัดเสียซึ่งข้อกังขา
อันมีในสันดานของอาตมาได้ อาตมาก็จะเข้าไปใกล้ไต่ถามซึ่งอรรถปัญหาแก่บุคคลผู้นั้น ครั้นทรงพระวิตกดำริ
ฉะนี้แล้ว จึงมีพระราชโองการตรัสแก่หมู่เสวกามาตย์โยนกข้าหลวง อันหมอบเฝ้าเดียรดาษอยู่เบื้องซ้ายเบื้องขวา
เหมือนดังทรงพระดำริฉะนี้
ส่วนว่าเสวกามาตย์ราชโยนกทั้งปวง จึงกราบทูลสนองพระราชโองการว่า ข้าแต่สมเด็จพระบรมบพิตรผู้ทรง
พระคุณอันประเสริฐจะได้ทราบเกล้าทราบกระหม่อมหามิได้กราบทูลแล้วก็พากันก็นิ่งอยู่ จะได้มีผู้ใดทูลอีกหามิได้ |
| |
|
| (๘) สมณพราหมณ์หนี. |
จำเดิมแต่สมัยนั้นมา กรุงสาคลนครไม่มีสมณพราหมณาจารย์ ว่างเปล่ามาถึง ๑๒ ปี ด้วยเหตุว่าพระเจ้ามิลินท์
ปิ่นกษัตราธิบดี รู้ว่าสมณพราหมณาจารย์ผู้ใดมีปัญญาก็ไปสู่มาหาถามอรรถปัญหาสมณพราหมณ์ สมพราหมณ์
ที่มีปัญญาน้อยมิอาจจะแก้ได้ ก็แตกกันไปจากสาคลนคร สาคลนครไม่มีสมณะ ว่างเปล่าทีเดียวที่ไปสู่บ้านอื่นเมือง
อื่นก็ดี ที่ไปสู่ป่าหิมพานต์นั้นก็มี โดยมากครามครัน ดังจะรู้มาว่าครั้งนั้นพระอรหันต์ที่อยู่ในป่าหิมพานต์นั้นอาศัย
อยู่ที่ภูเขา ณ ถ้ำรักขิตเลณะนั้นโสด ประมาณถึง ๑๐๐ โกฏิโดยคณนา |
| |
|
(๙) อัญเชิญพระมหาเสนเทวบุตร. |
ยังมีพระมหาเถระองค์หนึ่งชื่อว่าพระอัสสคุตเป็นอรหันต์ผู้เฒ่า พระผู้เป็นเจ้ารู้เหตุที่พระเจ้ามิลินท์กระทำนี้ด้วย
ทิพโสตทรงทราบสิ้นสุด เห็นว่าพระศาสนาจะเสื่อมทรุดเศร้าหมอง พระอัสสคุตเถระพระผู้เป็นเจ้า จึงอปโลกน์บอก
กล่าวชาวพระอรหันต์ ให้ประชุมพร้อมกันที่เขารักขิตเลณะ พระอัสสคุตเถระจึงมีวาจาประกาศพระอรหันต์ทั้ง
๑๐๐ โกฏิ ว่าพระอรหันต์ผู้ใดโสดอาจสามารถจะแก้ปัญหาของพระยามิลินท์ได้ และจะให้พระยามิลินท์เลื่อมใสด้วย
สติปัญญา กู้พระศาสนาขึ้นไว้ จะมีพระอรหันต์องค์ใดรับอาสาได้บ้าง พระอัสสคุตว่าถึงสองสามครั้ง ดังนั้นพระอรหันต์ทั้งหลายก็นิ่งไป ไม่มีพระอรหันต์ผู้ใดที่จะรับวาจา พระอัสสคุตจึงว่า อย่ากระนั้นเลย ท่านทั้งปวง
เอ่ย ยังมีเทวบุตรผู้หนึ่งเสวยซึ่งทิพยสมบัติอยู่ในเกตุมดีพิมาน ด้านข้างปัจฉิมทิศตะวันตกตรงกันกับเวชยันต์วิมาน
เมืองดาวดึงสา และชื่อของเทวบุตรนั้นชื่อว่ามหาเสนเทวบุตร และมหาเสนเทพบุตรองค์นี้มีสติปัญญาอาจสามารถที่จะ
แก้ปัญหาของพระยามิลินท์ได้ ท่านทั้งปวงอย่าอยู่ช้า เราจงชวนกันขึ้นไปอาราธนามหาเสนเทวบุตร ให้จุติลงมาเกิดใน
มนุษย์โลกนี้เถิด พระอัสสคุตเถระผู้ประเสริฐก็พาพระอรหันต์ ๑๐๐ โกฏิออกจากยอดสิงขรยุคันธรบรรพต ปรากฏใน
พิภพแห่งสมเด็จอมรินทราธิราช อันเป็นใหญ่ในดาวดึงส์สวรรค์นั้น |
| |
|
| (๑๐) พรหมทัณฑ์. |
ฝ่ายพระอรหันต์ทั้งหลายรู้ว่ามหาเสนเทวบุตรรับปฏิญาณแล้ว ก็อันตรธานจากทิพยสถานวิมานฟ้า ลงมาปรากฏ
ในหิมวันตบรรพตสถิตถ้ำรักขิตเลณะ พระอัสสคุตสังเถระผู้เฒ่าจึงถามสงฆ์ทั้งปวงว่า เมื่อเราให้ประชุมสงฆ์นั้น
พระภิกษุรูปใดไม่มาบ้างหรือว่ามาสิ้นด้วยกัน ยังมีพระภิกษุรูปหนึ่งมีนามมิได้ปรากฏในวาระพระบาลี จึงเผดียงบอกแก่พระอัสสคุตว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า มีอยู่
องค์หนึ่งคือพระโรหณะผู้มีอายุไปเข้าปฐมฌาน อยู่หิมวันตบรรพต กำหนดได้ ๗ วันแล้ว จำเราจะใช้ทูตให้ไปนิมนต์
มาเถิด ส่วนว่าพระโรหณเถระผู้ประเสริฐ รู้น้ำใจพระอรหันต์ว่าสงฆ์ให้หาด้วยทิพโสต ออกจากนิโรธสมาบัติมินานก็อันตรธาน
หายจากหิมวันตบรรพต มาปรากฏขึ้นในรักขิตเลณะ นั่งอยู่ตรงหน้าพระอรหันต์ ๑๐๐ โกฏิ พระอรหันต์ ๑๐๐ โกฏิจึง
ตั้งกระทู้ซักพระโรหณะว่า ดูกรพระโรหณะ พระศาสนาของสมเด็จพระทศพลเจ้าโทรมทรุดร้าวฉานไป ทำไมท่านจึง
ไม่เอาใจใส่ตามกิจสงฆ์ พระโรหณะก็สารภาพว่าข้าพเจ้าหาได้เอาใจใส่ไม่ พระอรหันต์ทั้งหลายได้ฟังพระโรหณะสารภาพดังนั้นจึงมีวาจาว่า เราจะลงพรหมทัณฑ์ให้ท่านกระทำทัณฑกรรมเสีย
ด้วยโทษท่านผิดหาได้มากระทำสังฆกรรมไม่ ไม่เอาหูนาตาใส่พระศาสนา พระโรหณะจึงมีวาจาว่าท่านทั้งปวงจะลงพรหมทัณฑ์แก่ข้าพเจ้าเป็นประการใดข้าพเจ้าก็จะกระทำมิได้ขัดพระอรหันต์
ทั้งหลายจึงแจ้งความว่า ดูกรพระโรหณะยังมีบ้านพราหมณ์ชื่อว่าชังคลคามสถิตแทบใกล้ข้างเขาหิมพานต์ พราหมณ์
ผู้นั้นเป็นนายบ้านชื่อโสณุตรพราหมณ์ โสณุตรพราหมณ์นั้นจะมีบุตรคนหนึ่งชื่อนาคเสนกุมาร เราจะลงพรหมทัณฑ์
แก่ท่าน ท่านจงไปบิณฑบาตที่บ้านเรือนพราหมณ์ทุก ๆ วันโดยนิยมดังนี้ กว่าจะได้ ๗ ปี กับ ๑๐ เดือน คิดอ่านเอา
เจ้านายนาคเสนกุมารมาจากเรือนพราหมณ์ พามาบวชเสียได้แล้วกาลใด ท่านก็ผ่องแผ้วพ้นจากอาชญาโทษพรหมทัณฑ์
ในกาลเมื่อนั้น พระโรหณะก็รับคำพระอรหันต์ ๑๐๐ โกฏิในกาลนั้น |
| |
|
(๑๑) จุติจากเทวโลก. |
เมื่อมหาเสนเทวบุตรจุติจากสวรรค์มาบังเกิดในครรภ์ภรรยาพราหมณ์ ฝ่ายภรรยาพราหมณ์นั้นก็เป็นนาง
พราหมณี เผ่าพันธุ์พราหมณ์ด้วยกัน ส่วนนางพราหมณีนั้นทรงครรภ์ถ้วน ๑๐ เดือนแล้วก็คลอดบุตรงามบริสุทธิ์โสภา
บิดามารดาจึงให้ชื่อว่านาคเสนกุมาร ครั้นเจ้านาคเสนกุมารค่อยวัฒนาการจำเริญวัยได้ ๗ ปี บิดามารดาจึงว่ากับนาคเสน
กุมารบุตรของอาตมา ให้ร่ำเรียนศิลปศาสตร์นั้นมีกี่ประการ บิดามารดาจึงว่า ดูรานะกุมาร ไตรเพทนั้นมี ๓ ประการ
และวิชาที่อาจารย์บอกนอกคัมภีร์ไตรเพทนั้นเรียกว่าศิลปศาสตร์ นี่แหละมีสำหรับสกุลพราหมณ์ร่ำเรียนสืบ ๆ กันมา
นาคเสนกุมารให้ปฏิญาณว่าจะเรียนเอาให้ได้ ส่วนว่าโสณุตรพราหมณ์ผู้เป็นบิดา จึงให้เชื้อเชิญพราหมณ์อันเป็นอาจารย์มาที่เรือนแล้ว ก็ให้ทรัพย์ประมาณพัน
กหาปณะเป็นค่าจ้างบอกวิชาของอาจารย์ หวังจะให้บอกซึ่งไตรเพทวิชารการแก่เจ้านาคเสนกุมาร จึงแต่งที่ไว้ในเรือน
ตั้งซึ่งเตียงและตั่งลาดปูไปด้วยบรรจถรณ์เครื่องลาดอันดีในที่ริมฝาเรือน จึงมีวาจาว่ากับเข้านาคเสนกุมารว่าให้เชื้อเชิญ
พราหมณาจารย์ขึ้นสังวังธยายไตรเพทให้เจ้านาคเสนนั่งฟังพราหมณ์สังวัธยายมนต์ดลคาถาไปตามภาษาข้างไสย ส่วนเจ้านาคเสนฟังครั้งเดียวก็จำได้จบครบทุกประการ ด้วยไวปัญญาสอดปัญญาจักขุเห็นประจักษ์แจ้งไป ตีสุ เวเทสุ
ในไตรเพท ๓ มิได้ว่างเว้นหลงใหล และไตรเพทนั้นเป็นลักขณะต่างกัน ฟั่นเฝือโดยวิเศษมีประเภทต่างกันด้วยอักขร
อักษรอันเป็นแก่นสาร สำหรับสกุลพราหมณ์นับถือมา |
| |
|
(๑๒) จบคัมภีร์ไตรเภท. |
อนึ่งเจ้านาคเสนกุมารมีปัญญาสอดส่องไปในคัมภีร์ปทกะ ๑ คัมภีร์พยากรณ์ ๑ คัมภีร์โลกายตะ ๑ คัมภีร์มหาสุบิน
ลักขณะ๑ ปัญญาจักขุเห็นปรุโปร่งตลอดไปไม่เสื่อมทรุด เห็นไปในศิลปศาสตร์ทั้งสิ้น และคัมภีร์ทั้ง ๔ ที่ว่ามานี้ มี
คัมภีร์อิติหาสะเป็นคัมภีร์คำรบ ๕ คัมภีร์ปทกะนั้นเป็นบทที่จะสวดพิธีเป็นต้น ชื่อว่าปทกะ และ คัมภีร์ไวยากรณ์คือ
คัมภีร์พยากรณ์ ดูฤกษ์และทำนายฤกษ์ปีเดือนวันคืน คัมภีร์โลกายตะนั้นว่าด้วยโลกพระอิศวรท้างมหาพรหมท่าน
สาปไว้ให้เป็นภูเขาและต้นไม้ และน้ำในทะเลให้เค็ม ด้วยเหตุเดิมอย่างนั้น ๆ จึงได้สาปไว้ให้ชื่อว่าโลกายตะ และ
คัมภีร์มหาสุบินลักขณะว่าด้วยทำนายฝัน และคัมภีร์อิติหาสปัญจมะนั้น ว่าด้วยจะล้างหน้าและจะอาบน้ำ และบริโภค
อาหารและจะถ่ายอุจจาระปัสสาวะนั้นก็ดี โดยสังขารเป็นอาทิฉะนี้ คือให้นั่งทิศนั้น ๆ ดีเรียกว่า อิติหาสะ ตกว่าไตรเพทก็ดี ศิลปศาสตร์ก็ดี ที่พราหมณาจารย์อ่านสังวัธยายให้ฟังนั้น เจ้านาคเสนกุมารฟังครั้งเดียวจำได้เห็น
ตลอดไปด้วยปัญญาจักขุปรุโปร่งเป็นอันดี ราวกะว่าเล่าท่องไว้ได้ ๑๐๐ ที ๑,๐๐๐ ที จำได้สิ้นครบจบเจน เจ้านาคเสน
กุมารจึงมีวาจาถามว่า ข้าแต่บิดา สิกขาสำหรับสกุลพราหมณ์สิ้นสุดเท่านี้หรือ หรือว่ายังมีอื่นอีกประการใดเล่า
พราหมณ์ผู้เป็นบิดาจึงว่า ดูกรเจ้าสิกขา สำหรับพราหมณ์มาแต่ก่อนเก่านั้นก็จบเท่านี้ อันดับนั้นนาคเสนทารกร่ำเรียนศึกษาแต่สำนักพราหมณาจารย์ แล้วก็ให้ทรัพย์ค่าจ้างบอกวิชาแล้ว ก็รับเอาซึ่งกำ
ใบลานอาจารย์ให้ เป็นกำใบลานหนังสือพราหมณ์ สำหรับที่จะได้ดูและอ่านการไตรเพทและศิลปศาสตร์ทุกสิ่งอัน
เจ้านาคเสนได้กำใบลานหนังสือพราหมณ์นั้นแล้วก็ลีลาศลงจากปราสาทแล้วก็เดินมานั่งอยู่ที่ประตูศาลาคือประตู
โรงที่ในรั้วบ้านของอาตมา ปุพพวาสนาหนหลังมาตักเตือนน้ำใจให้ร้อนรน รำพึงอยู่ที่ประตูศาลาอันเป็นที่รโหฐาน
ที่สงัดไม่อื้ออึง เวียนไปนั่งรำพึงอยู่ที่นั่นถึง ๗ วัน เฝ้าพินิจพิจารณาดูไตรเพทศิลปศาสตร์นั้นแต่ต้นจนปลาย ก็เบื่อ
หน่ายไม่เห็นที่จะเป็นแก่นสาร ก็วิปปฏิสารีเดือดร้อนรำคาญใจมิได้เห็นเป็นผลเป็นประโยชน์ จึงว่ากับปากของตนเอง
ว่า ดูกรชาวเรา ศิลปศาสตร์ไตรเพทที่เราร่ำเรียนมาเหมือนลอมฟาง เห็นเปล่าไม่เป็นแก่นเป็นสาร เมื่อเจ้านาคเสน
กุมารรำพึงอยู่ในที่รโหฐานดังนี้ |
| |
|
(๑๓) รู้วาระจิต. |
พระโรหณเถระผู้มีอายุนั่งอยู่ ณ วัตตนิยเสนาสนะ รู้วาระน้ำจิตของเจ้านาคเสนกุมารจะยินดีมาในพระบวร
พุทธศาสนา พระผู้เป็นเจ้าลุกจากอาสนะมุ่งสบงทรงจีวรกรจับบาตร ก็อันตรธรหายจากวัตตนิยเสนาสนะด้วยกำลัง
ฌานเสด็จมาปรากฏที่ชังคลคามอันเป็นบ้านของพราหมณ์นั้น ฝ่ายเจ้านาคเสนกุมารสถิตอยู่ที่ประตูศาลา ได้ทัศนาการเห็นพระโรหณเถรเจ้าก็มีจิตหรรษา จะใคร่ถามหาธรรม
ที่เป็นแก่นสาร จึงคมนาการมาสู่สำนักมีวาจาถามว่า ข้าแต่ท่านผู้มีศีรษะโล้นปราศจากทุกข์ภัย เป็นไฉนท่านจึง
นุ่งผ้ากาสาวะอันย้อมด้วยน้ำฝาด พระโรหณะจึงบอกว่า อาตมากระทำฉะนี้เรียกว่าเป็นบรรพชิต เจ้านาคเสนจึง
ถามว่า บรรพชิต ๆนี้แปลว่าอย่างไร พระโรหณะจึงแก้ไขว่า เรียกว่าบรรพชิตนี้โสดเหตุปราศจากบาป เจ้านาคเสน
กุมารจึงถามพระโรหณะว่าท่านรู้ศิลปศาสตร์อยู่หรือ พระโรหณะจึงบอกว่าอาตมารู้อยู่ ศิลปศาสตร์ของเรานี้อุดม
ล้ำเลิศกว่าศิลปศาสตร์อื่น ๆ อันมีในโลก เจ้าจะเรียนหรือ เจ้านาคเสนจึงว่าข้าพเจ้าจะเรียนแล แต่ทว่า จะถาม
ปัญหาท่านก่อน ท่านจะแก้ได้หรือ พระโรหณะจึงมีวาจาว่าท่านจะถามปัญหาก็ถามเถิด อาตมาอาจจะแก้ไม่เป็น
เหมือนคนทั้งหลาย ท่านได้อุบายเห็นว่าคุณและโทษประการใด จึงโกนเกศาและหนวดเสีย |
| |
|
| (๑๔) โทษของการครองเรือน. |
พระโรหณะจึงวิสัชนาแก้ไขว่า ดูกรทารก อาตมาละเสียซึ่งปลิโพธกังวล ๑๖ประการคือปลิโพธกังวลด้วยอาภรณ์
ผ้านุ่งห่มประการ ๑ ปลิโพธกังวลด้วยเครื่องประดับประการ ๑ ปลิโพธกังวลด้วยไปสู่มาหาช่างทองทำของแต่งตัว
ประการ ๑ ปลิโพธกังวลด้วยขัดสีประการ ๑ ปลิโพธกังวลด้วยต้องเก็บสิ่งของทั้งปวงไว้ประการ ๑ กังวลด้วยล้างซัก
ประการ ๑ กังวลด้วยจะหาดอกไม้มาแซมเกศาและประดับต่าง ๆ ประการ ๑ กังวลด้วยหาของหอมประการ ๑ กังวล
ด้วยหาของอบรมนั้นประการ ๑กังวลด้วยสมองประการ ๑ ปลิโพธกังวลด้วยมะขามป้อมประการ ๑ กังวลอยู่ด้วยดิน
ประการ ๑สมอมะขามป้อมและดิน ๓ ประการนี้เป็นยาประสระผม ปลิโพธกังวลด้วยไม้กลัดผมประการ ๑ กังวลด้วย
มุ่นผมเกล้าผมประการ ๑ กังวลด้วยหวีผมประการ ๑ กังวลด้วยหาช่างกัลบกทำผมประการ ๑กังวลด้วยอาบน้ำดำลง
ไปเหม็นสาบผมประการ ๑ ผสมเป็นกังวล ๑๖ ประการดังนี้ ประการหนึ่งเล่ากิมิชาติหมู่หนอนทั้งหลายมากมายกินอยู่ทุก ๆ รากเกศากินไปจนหงอกเสียสีคนทั้งหลายเห็นผม
ของตัวไม่ดีก็เกิดเศร้าโศกสองค่อนทรวงเข้าเฝ้าแต่ว่าเสียใจก็ร้องไห้ร่ำไรรักผมของอาตมา นี่แหละดูกรกุมาร เมื่อผู้ใด
ประกอบอยู่ในปลิโพธ ๑๖ประการนี้ มิอาจที่จะเรียนวิชาการศิลปศาสตร์อย่างดีได้ เจ้านาคเสนกุมารได้ฟงัพระโรหณะแก้ไขก็อัศจรรย์ใจ จึงถามพระโรหณะว่า พระผู้เป็นเจ้านุ่งห่มแปลกเขา
เป็นเหตุไฉน พระโรหณะถึงว่า ดูกรกุมาร ฟ้านุ่งผ้าห่มของชาวบ้านบริโภคกามคุณ ผ้านุ่งผ่าห่มนั้นก็เป็นนิมิตของ
ฆราสวาส ยังภัยอันตรายต่าง ๆ ให้บังเกิด เพราะเหตุผ้านุ่งห่มนั้นไม่ประเสริฐเลย ดูกรนาคเสนกุมาร เหตุดังนี้ผ้านุ่งผ้า
ของอาตมา จึงไม่เหมือนคนทั้งหลาย ภัยอันตรายจึงมิได้แผ้วพาน นาคเสนกุมารก็ชื่นบานหรรษาถามพระโรหณะว่า
ข้าแต่ท่านผู้เนียรทุกข์ สำราญซึ่งสุขนิราศภัย ท่านอาจสามารถที่จะบอกศิลปศาสตร์ให้แก่ข้าพเจ้าได้หรือ พระโรหณะ
ก็รับคำเจ้านาคเสนว่า อาตมาจะบอกให้เจ้านาคเสนเป็นทารกยังไม่มีอัชฌาสัยจึงว่า ถ้ากระนั้นจงบอกให้ข้าพเจ้าบัดเดี๋ยว
นี้เถิด พระโรหณะจึงว่า ดูรานะกุมาร ที่ท่านจะให้อาตมาบอกบัดเดี๋ยวนี้ยังไม่ได้ อาตมาจะไปบิณฑบาตในละแวกบ้าน ฝ่ายเจ้านาคเสนกุมาร ก็รับเอาบาตรคมนาการลีลาศไปเรือนบิดามารดาที่พระโรหณะเคยมานั่งฉันอยู่ทุกวัน จึงอังคาส
ด้วยขาทนียะโภชนียะอันประณีตบรรจง กระทำด้วยมือของอาตมาแล้วก็อาราธนานิมนต์พระโรหณะมาฉัน ส่วนพระโรณะนั้นครั้นกระทำภัตกิจฉันจังหันเสด็จแล้วมีพระกรกุมบาตรอยู่ เจ้านาคเสนทารกรับว่าจะเรียนความรู้
พระโรหณะผู้เป็นเจ้าจึงกล่าววาจาว่า ดูกรทารก รูปจะบอกให้แล แต่ทว่าต่อเมื่อไรท่านสละเสียซึ่งปลิโพธกังวล ๑๖
ประการอำลาบิดามารดาบิดามารดาให้อนุญาตแล้วก็ไปอยู่กับอาตมา กระทำเพศให้เป็นบรรพชิตเหมือนอาตมา อาตมา
ก็จะบอกความรู้วิชาให้แก่เจ้าในกาลนั้น |
| |
|
| (๑๕) นาคเสนออกบวช. |
อันดับนั้น นาคเสนทารกได้สวนาการฟัง วจนํ ซึ่งถ้อยคำพระโรหณเถระผู้มีอายุ จึงกระทำเป็นไม่กินข้างปลา
หน้าตาโศกเศร้า เฝ้าวิงวอนจะให้บิดามารดาอนุญาตให้บรรพชา ฝ่ายว่าบิดามารดาก็มาคิดว่า กุมารลูกของเรานี้จะ
ไปเรียนความรู้วิชาเรียนได้แล้วก็จะกลับมา ไม่ควรที่จะห้ามไว้ จึงให้อนุญาตว่าอย่าทุกข์อย่าโศกไปเลย จงกินข้าว
ปลาอาหาร จะไปเรียนความรู้วิชาการก็ตามใจ ส่วนนาคเสนกุมารได้ฟังดังนั้นก็ชื่นชมอภิรมย์หรรษาบริโภคโภชนา
หารแล้วก็ลาบิดามาราดไปด้วยพระโรหณะ พระโรหณะก็พานาคเสนกุมารไปสู่วัตตนิยเสนาสนะ แล้วก็ไปสู่วิชัมพุวัตถุเสนาสนะจะแก้ไขด้วยเสนาสนะที่อยู่อัน
ชื่อว่าวัตตนิยะและวิชัมพุวัตถุให้แจ้งชัดวัตตนิยะนั้นแปลว่าประเทศควรแก่จะอยู่กระทำปรนนิบัติสมถกรรมฐานและ
วิปัสสนากรรมฐาน วิชัมพุวัตถุเสนาสนะนั้น แปลว่าเสนาสนะที่อยู่อันปราศจากลามกมลทินสะอาดผ่องแผ้วนี้แลพระ
โรหณะยับยั้งอยู่ที่นั้นคืนหนึ่งแล้ว ก็พาเจ้าาคเสนกุมารอันครธานหาไปปรากฏที่ถ้ำรักขิตเลณะ ตรงหน้าพระอรหันต์
๑๐๐ โกฏิอันลงโทษพรหมทัณฑ์แก่อาตมา |
| |
|
| (๑๖) บรรพชา |
ในกาลปางนั้น พระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย มากมายกำหนดได้ ๑๐๐ โกฏิ ก็ยังเจ้านาคเสนกุมารนั้นให้บวชเป็น
สามเณรที่ถ้ำคูหาอันชื่อรักขิตเลณะ เมื่อเจ้านาคเสนบวชเป็นสามเณรแล้ว จึงมีวาจาว่ากับพระโรหณะว่า ข้าแต่
พระผู้เป็นเจ้า บัดนี้ข้าพเจ้ากระทำเพศให้เหมือนพระผู้เป็นเจ้า พระผู้เป็นเจ้าจงบอกศิลปศาสตร์ให้ข้าพเจ้า ส่วนว่าพระโรหณะจึงจินตนาคำนึงรำพึงว่า เจ้าสามเณรนาคเสนมีปัญญาฉลาด อาตมาจะบอกให้เรียนพระสูตร
พระวินัย พระสูตรพระวินัยตื้นไม่ลึกล้ำเหมือนพระปรมัตถธรรมจำอาตมาจะบอกพระอภิธรรมให้เถิด ดำริแล้วก็บอก
พระอภิธัมมัตถะอันประเสริฐให้ทั้ง ๗ พระคัมภีร์ คือ พระสังคณี ๑ พระวิภังค์ ๑ พระธาตุกถา ๑ พระปุคคลบัญญัติ ๑
พระกถาวัตถุ ๑ พระยมก ๑ พระสมันตมหาปัฏฐาน ๑ ประสมเป็น ๗ ประคัมภีร์ด้วยกัน นาคเสนาสามเณรนั้นมีปัญญาจักษุเห็นปรุโปร่งไม่กังขา แต่บอกให้วาระเดียว ในพระสัตตัปปกรณาภิธรรมทั้ง ๗
คัมภีร์ว่า สมเด็จพระชินสีห์เจ้าตรัสเทศนาอาศัยแก่ ๓ บท แตกออกไปเป็นสัตตัปปกรณาภิธรรมทั้ง ๗ พระคัมภีร์
ประการหนึ่งพระอภิธัมมสังคณีตั้งเป็นต้น ประดับประดาไปด้วยทุกมาติกาและติกมาติกาเท่านี้แล ในคัมภีร์พระวิภังค์
นั้นประดับด้วยอัฏฐารสวิภังค์มีขันธวิภังค์เป็นต้นเป็นประธานมา ในคัมภีร์พระธาตุกถานั้น มีวิภัติแจกจำแนกไปได้
๑๔ บทเป็นต้นว่า นี้ และในคัมภีร์พระปุคคลบัญญัติ มีวิภัติจำแนกเป็นฉัพพิธบท ๖ บทมีขันธบัญญัติและอายตนบัญญัติ
เป็นประธานมา และในคัมภีร์พระกถาวัตถุนั้น ประชุมสูตรไว้พันหนึ่งมิได้น้อย เป็นสักวาทีห้าร้อย เป็นปรวาทีห้าร้อย
จึงสิริเป็นพันหนึ่งด้วยกันในคัมภีร์พระยมกนั้นวิภัชนากรจำแนกแจกเป็นทศพิธบทได้ ๑๐ บท มีมูลยมกและขันธยมก
เป็นประธานมา ในคัมภีร์พระสมันตมหาปัฏฐานนั้น วิภัชนาการจำแนกแจกไปเป็นจตุวีสติปัจจัยได้ ๒๔ มี เป็นประธาน
ดังนี้ สิริเป็นพระสัตติปปกรณาภิธรรมทั้ง ๗พระคัมภีร์ด้วยกัน นาคเสนสามเณรนั้นเล่าหนเดียวก็จำได้ขึ้นใจ จึงมีวาจาห้ามพระโรหณะผู้เป็นพระอุปัชฌาย์
ไว้ว่า ได้โปรดงดข้าพเจ้า บอกแต่เท่านี้ก่อนเถิด เมื่อข้าพเจ้าท่องได้สังวัธยายได้ถนัดจริงแล้ว จงบอกให้มากยิ่งขึ้นไป
จะขอรออยู่ปรนนิบัติสอดส่องให้ชัดเจน ว่าแล้วนาคเสนาสามเณรก็ลาพระอาจารย์ปวิสนาการเข้ามณฑลมาลกะแปลว่า
ศาลาสนามธรรม จึงจำเริญมนสิการในใจว่า ดังอาตมารำพึงไปแล้วจริง จะได้อรรถแปลว่ากระไร ในบทว่า กุสลา ธมฺมา
อกุสลา ธมฺมา และ อพฺายากตา ธมฺมา นาคเสนสามเณรจำเริญมนสิการพิจารณาหนเดียวก็คิดเห็นเป็นอรรถกรรมฐานว่า
บท กุสลา ธมฺมา จะมีอรรถกถาอย่างนี้ ด้วยปัญญาบารมีกระทำไว้แต่ชาติโพ้น |
| |
|
(๑๗) จบพระอภิธรรม. |
พระอรหันต์ ๑๐๐ โกฏิสถิต ณ ด้าวแดนใด นาคเสนสามเณรก็เข้าไปในสถานที่นั้นครั้นถึงจึงอภิวันท์ไหว้
ดูนี่งามผ่องใสไปทั่วอินทรีย์ อายุพอได้ ๗ ปีเป็นเณรน้อยกระจ้อยร่อยรูปงามประฌมกรประณามนบนอบเหนือศิโรตม์
จึงบอกพระอรหันต์ ๑๐๐ โกฏิว่า ข้าพเจ้าจะสำแดงพระสัตตัปปกรณาภิธรรมที่พระอุปัชฌาย์บอกนี้ให้มีอรรถวิตถาร
ออกไป พระอรหันต์ทั้งหลายก็ดีใจ จึงนิมนต์ให้สามเณรนาคเสนสำแดงโดยวิตถาร สามเณร นาคเสนก็วิสัชนาอยู่
ประมาณ ๗ เดือนจึงจบ ขณะนั้นเกิดอัศจรรย์ทั่วพิภพ อินทร์พรหมบรมเทวราช ก็หวาดไหวไปทั่วปถพี ที่ก้องบันลือลั่น ฝ่ายฝูงอมรคณานิกรสุรางค์ นางเทพอัปสรสาวสวรรค์ในชั้นฉกามาวจร ก็ร้องซ้องสาธุการยินดีด้วยปัญญาบารมี
สามเณร ใช่แต่เท่านั้น ท่านท้าวมหาพรหมเป็นบรมจอมพิภพก็ตบพระหัตถ์ตรัสสรรเสริญศีลปัญญาคุณ อันว่าห่าฝน
ปุบผามณฑาทิพยจันทน์จุณสารภียี่สุ่นพิกุลโยทะกามหาหงส์ ทรงกลิ่นอันหอมนั้น บ้างก็เลื่อนลอยบ้างก็ปรอย ๆ เป็น
ฝอยฝนตกลงมาเหมือน หนึ่งจะมีวิญญาณลงมาสาธุการ บ้างบานบ้างตูมหุ้มห่มเกสร หอมฟุ้งขจรขจายในที่พระ
นาคเสนสามเณรสังวัธยายพระสัตตัปปกรณาภิธรรม ๗ คัมภีร์จบโดยวิตถารพระอรหันต์ ๑๐๐ โกฏิ ท่านก็ซ้องสาธุการ
ชื่นบานหรรษาโสมนัสยินดี ว่าแต่นี้แลศาสนาของสมเด็จพระโลกนายกเจ้า จะรุ่งโรจน์โชตนาการไปในกาลนี้ |
| |
|
(๑๘) อุปสมบท. |
ลำดับนั้นครั้นเจ้านาคเสนสามเณรอยู่มามีพระวรรษายี่สิบถ้วยกำหนด พระอรหันต์ ๑๐๐ โกฏิ ก็ให้อุปสมบทเป็นภิกษุภาวะในพระศาสนา ครั้นนาคเสนาสามเณรเป็นภิกษุภาวะแล้ว นิมิตรุ่งรางสว่างแผ้วอรุณขึ้นมา พระผู้เป็นเจ้านุ่งสบงทรงจีวร พระกรจับบาตรลีลาศตามพระอุปัชฌาย์ เข้าไปสู่บ้านเพื่อจะเที่ยวภิกขาจารโคจรบิณฑบาต พระนาคเสนจึงปริวิตกว่า พระอุปัชฌาย์ของอาตมานี้ เปล่าเขลานักหนา รู้แต่พระสัตตัปปรณาภิธรรมเท่านี้ จะได้รู้พระคาถาบาลีพระพุทธวจนะอื่น ๆ หามิได้ ส่วนพระโรหณะผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ก็รู้วาระน้ำในจึงมีเถรวาจา ว่าดูกรอาวุโส ท่านวิตกดังนี้มิควรแก่ตัวท่าน มิควรแก่ตัวเรา
ฝ่ายพระนาคเสนได้ฟังดังนั้น ก็ดำริว่า โอหนอ ควรจะเป็นอัศจรรย์ เมื่ออาตมาคิดในใจไฉนเล่าพระอุปัชฌาย์
เจ้าจึงรู้จิตของอาตมา พระอุปัชฌาย์ของอาตมามีปัญญาแท้จริง ก็ควรที่จะให้พระอุปัชฌาย์งดโทษ คิดแล้วจึงน้อม
ศิโรตม์ลงอภิวันท์ว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าได้โปรดจงงดโทษแก่ข้าพเจ้า แต่นี้ไปเบื้องหน้าข้าพเจ้ามิได้วิตกต่อไป พระโรหณะจึงว่าเรายังงดโทษให้ไม่ได้ก่อน ยังมีกษัตริย์เจ้าเมืองสาคลนครทรงพระนามกรชื่อว่ามิลินทบรมราช
ถ้าท่านยังพระยามิลินท์นั้นให้เธอทรงพระประสาทเลื่อมใสด้วยท่านได้เมื่อใด อาตมาก็จะงดโทษให้ท่านในกาลเมื่อนั้น
พระนาคเสนจึงว่า ข้าแต่พระอุปัชฌาย์ อย่าว่าแต่พระเจ้ามิลินท์เลย ถึงว่าพระยาทั้งหลายอันเสวยสมบัติอยู่ในสกล
ชมพูทวีป ให้รีบกันซ้อนศีรษะซ้อนตัวกันมาถามปัญหาเถิดข้าพเจ้าก็อาจสามารถที่จะให้ยินดีได้ พระผู้เป็นเจ้าจง
งดโทษแก่ข้าพเจ้าเถิด พระโรหณะจึงว่า ท่านอย่าว่าอย่างนี้ เราจะว่ากับท่านอีกทีเป็นคำรบสองครั้ง ถ้าท่านยังกรุง
มิลินทราธิบดีให้เลื่อมใสได้แล้วเมื่อใด อาตมาก็จะงดโทษให้เมื่อนั้น |
| |
|
(๑๙) รับคำพระอุปัชฌาย์. |
ส่วนพระนาคเสนครั้นพระอุปัชฌาย์ว่ากระนั้น ก็รับคำพระอุปัชฌาย์แล้วจึงถามว่า ในไตรมาสนี้พระอุปัชฌาย์
จะให้ข้าพเจ้าอยู่ที่สำนักพระอุปัชฌาย์นี้หรือ หรือว่าจะให้ข้าพเจ้าไปอยู่ในสำนักผู้ใดเล่า ส่วนพระโรหณะผู้เป็นเจ้าจึงว่า ดูกรอาวุโส ยังมีพระมหาเถระองค์หนึ่ง มีนามกรชื่อ อัสสคุตท่านอยู่ที่วัตตนิยะ
เสนาสนะ อาวุโสจงไปไหว้นบเคารพท่านแล้ว บอกว่าอาตมานี้เป็นอุปัชฌายาจารย์ จงบอกกันท่านว่าอาตมาให้ถาม
ท่านว่ายังค่อยสำราญเป็นสุขหาทุกข์มิได้หรือประการใด อาวุโสถามไถ่แล้วจงขอจำวรรษาอยู่ด้วยท่าน พระนาคเสนภิกษุได้ฟังอาจารย์ก็ชื่นบานหรรษา กระทำประทักษิณพระอุปัชฌาย์แล้วมายังสำนักพระมหาเถระอัสสคุต
เคารพนบนอบหมอบกราบเล่าบอกแก่ท่านทุกสิ่งทุกประการเหมือนคำพระอุปัชฌาย์สั่งไป แล้วก็ของอาศัยจำวรรษาอยู่
พระอัสสคุตไม่รู้จักชื่อ จึงถามว่า ดูกรอาวุโสท่านชื่อไรเล่า พระนาคเสนจึงบอกว่าข้าพเจ้าชื่อนาคเสน พระอัสสคุตจะลองปัญญาจึงถามว่าชื่อของอาตมานี้ชื่อไร พระนาคเสนจึงว่า ชื่อของพระผู้เป็นเจ้านี้ พระอุปัชฌาย์
ข้าพเจ้ารูปจักอยู่พระอัสสคุตจึงถามว่า อุปัชฌาย์ของท่านชื่อไร พระนาคเสนจึงบอกว่าชื่อพระอุปัชฌาย์ของข้าพเจ้า
พระผู้เป็นเจ้าก็รู้จักอยู่ พระอัสสคุตจึงรู้ว่าพระภิกษุองค์นี้มีปัญญา จึงดำริว่า ภิกษุองค์นี้ปรารภนาจะเรียนพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกนี้อาตมา
หารู้สันทัดแท้ไม่ ได้สำเร็จมรรคผลก็จริงแล แต่ทว่าฝ่ายพระไตรปิฎกรู้เป็นกลาง ๆ จะบอกเจ้ากูไม่ตลอด ก็อย่างเลย
อาตมาจะกระทำกิริยาไม่เจรจาด้วยภิกษุรูปนี้ ทำเป็นทีเหมือนจะลงพรหมทัณฑ์เถิด พระอัสสคุตดำริแล้ว ก็กระทำพรหม
ทัณฑ์คือนิ่งไปไม่พูดกับพระนาคเสนตลอดปวารณาพระวรรษา ฝ่ายพระนาคเสนก็ปรนนิบัติพระอัสสคุตเถระ กวาดบริเวณที่อยู่ทั้งหลาย เอาน้ำบ้วนปากกับไม้สีฟันมาตั้งวางถวายไว้
ฝ่ายพระอัสสคุตก็มิได้เอาอุทกังและไม่สีฟันนั้นมาชำระกิจ บริเวณที่พระนาคเสนกวาดนั้นก็กลับกวาดใหม่ แต่อย่างนี้
ตลอดไตรมาสปวารณาพระวรรษา |
| |
|
| (๒๐) โปรดอุบาสิกา. |
ในกาลครั้งนั้น ยังมีอุบาสิกาผู้หนึ่งเป็นผู้ม่าย ปรนนิบัติพระผู้เป็นเจ้ามาประมาณ ๓๐ พระวรรษา จึงไปสู่
อาวาสอาราธนาพระอัสสคุตแล้ว จึงถามว่า พระวรรษานี้มีพระภิกษุมาอยู่ด้วยพระผู้เป็นเจ้าเท่าไร พระอัสสคุตจึงบอกว่า ดูกรอุบาสิกา เจ้ากูมาอาศัยอยู่รูปหนึ่ง อุบาสิกจึงว่า ถ้ากระนั้นนิมนต์พระผู้เป็นเจ้าไปฉัน
นิมนต์พาพระภิกษุรูปนั้นไปด้วย ส่วนอุบาสิกากลับมา นิมิตสิ้นราตรีนั้นนครั้นอรุณรุ่งราวสว่างฟ้า พระอัสสคุต
มหาเถรเจ้าแต่นิ่งมามิได้สนทนากับด้วยพระนาคเสนนั้น กำหนดถึงปวารณาออกพระวรรษา ตกว่าพระอัสสคุต
ต้องเจรจากับพระนาคเสนวันนั้น บอกว่าอุบาสิกาเขามานิมนต์ข้าให้พาเธอเข้าไปฉัน ว่าเท่านั้นก็นุ่งสบงทรงจีวร
คลุมบาตรแล้วก็พานาคเสนออกจากอาวาสลีลาศมาสู่เคหสถานของอุบาสิกา แล้วก็นิสัชนาการนั่งเหนือที่อาสนะ
ลาดปูไว้ ส่วนอุบาสิกาก็มีศรัทธาเลื่อมใสใจผ่องแผ้ว จัดแจงขาทนียะโภชนียะแล้วก็ถวายให้ฉัน ส่วนพระอัสสคุตนั้นกระทำ
ภัตกิจแล้ว มีกรจับบาตรไว้ จึงให้อุบาสิกาตามประทีปที่บูชา แล้วสั่งให้พระนาคเสนภิกษุอยู่สำแดงคาถาอนุโมทนา
ส่วนพระอัสสคุตก็อุฏฐาการจากอาสน์ ไปสู่อาวาสของอาตมาในกาลนั้น ลำดับนั้น อุบาสิกจึงว่ากับพระนาคเสนว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าโยมนี้เป็นคนเฒ่าชรา จะใคร่ฟังซึ่งคาถาอันคัมภีรภาพ
จะได้จำเริญสติปัญญา นิมนต์พระผู้เป็นเจ้าอนุโมทนาด้วยคาถาอันคัมภีรภาพนั้น ส่วนว่าพระนาคเสนก็กระทำ
อนุโมทนา ด้วยคัมภีรคาถาให้สมควรกับสติปัญญาของอุบาสิกา ฝ่ายว่าอุบาสิกาได้ฟังพระคาถานั้น ก็ได้ธรรมจักขุปราศจากธุลีกล่าวคือราคะดำฤษณา มามลทินมิได้ คือเห็นไปใน
กระแสธรรมที่พระผู้เป็นเจ้ากระทำอนุโมทนานั้นว่า ปัญญาเห็นว่ากองแห่งสมุทยธรรม มีอวิชชาปัจจยาเป็นต้นนี้
มีในสันดานสัตว์ผู้ใดแล้ว จะบังปัญญาไว้มิให้เห็นเป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา แล้วมีแต่ว่าจะเวียนตายเวียนเกิดอยู่
ไม่รู้แล้วเหลือที่จะพรรณา อันว่าสมุทยธรรมนั้น มีสภาวะเป็นนิโรธรรมดับสูญสิ้นแล้วจะปราศจากมลทินสิ้นราคาทิ
กิเลส เข้าสู่พระนิเวศสถานนิพพานเมืองแก้วอันแผ้วจากทุกข์เกษมสุขหาสิ่งจะปานปูนเปรียบเทียบมิได้ เมื่อมหา
อุบาสิกาได้ธรรมจักขุพิจารณาเห็นไปดังวิสัชนามาฟังพระนาคเสนกระทำอนุโมทนาคาถาต่อไป ครั้นจบลงแห่ง
คาถาอนุโมทนา มหาอุบาสิกาก็สำเร็จพระโสดาปัตติผล ส่วนพระอัสสคุตเถรเจ้าเข้าไปสู่โรงมณฑลธรรม รำพึงไปก็เห็นด้วยจักษุเป็นทิพย์ ก็สาธุการพระนาคเสนว่า สาธุ ๆ
พระนาคเสนนี้มีสติปัญญา ประชุมชนทั้งสองคือมนุษย์และเทวดา ท่านจะมาทำลายให้คลายจากความสงสัย ด้วยยิงไป
ซึ่งลูกธนูกล่าวคือสำแดงธรรมให้ฟังครั้งหนึ่ง เหมือนอุบาสิกากระนั้น ได้ฟังธรรมของท่านครั้งเดียว ก็ทำลายเสียซึ่ง
สักกายทิฏฐิวิจิกิจฉาสีลัพพตปรามาสได้มรรคได้ผล สาธุดังเราชมสติปัญญาท่านนี้ประเสริฐนักหนา พระอัสสคุตก็
สรรเสริฐเยินยอไปมา เทวดามากกว่าแสนก็ตบมือชื่นชมอภิรมย์สาธุการว่า ท่านทั้งปวงเอ๋ย อัศจรรย์นักหนา ด้วยพระนาคเสนเจ้าอนุโมทนา
ด้วยคาถาคัมภีรภาพควรจะอนุโมทนา ว่าแล้วก็ยิ่งยินดีปรีดา ทิพฺพจุณฺณานิ ก็ โปรยลงมาซึ่งจุณสุคนธาทิพย์สักการบูชา
ขณะเมื่อจบลงแห่งพระสัทธรรมเทศนา ก็มีในกาลนั้น |
| |
|
| (๒๑) สู่กรุงปาตลีบุตร. |
ฝ่ายว่าพระนาคเสนผู้มีอายุกระทำภัตตานุโมทนาด้วยคัมภีร์คาถาจบแล้ว ก็อุฏฐาการลุกจากอาสน์มาสู่อาวาสที่สำนัก
พระอัสสคุต แล้วก็เคารพนอบนบนมัสการพระอัสสคุตจึงว่ากับพระนาคเสนว่า ตัวท่านมาอยู่นี้ก็นานช้า นี่แน่ะข้าจะ
บอกให้รู้ก่อน ยังมีเมืองหนึ่งชื่อปาตลีบุตรนคร มีอโสการามข้างทิศอุดร มีท่านผู้ทรงศีลสังวรมีนามกรชื่อธรรมรักขิต
สถิตอยู่ที่อโสการามวิหาร อาวุโสจงไปสู่สำนักท่านเล่าเรียนพระไตรปิฎกตามอัชฌาสัยพระนาคเสนจึงถามว่าใกล้หรือ
ไกลสักเท่าไรเล่าพระเจ้าขา พระอัสสคุตจึงบอกว่ามรรคาไกลได้ร้อยโยชน์ พระนาคเสนจึงว่าได้โปรดเถิด ข้าพเจ้านี้
เห็นว่าจะประดักประเดิดทางลำบากบ้างที่จะบิณฑบาตจะมีหรือประการใด พระอัสสคุตจึงว่าไปเถิด จะได้ประดัก
ประเดิดหามิได้ เออท่านไปในระหว่างมรคาที่ลีลาศจะได้บิณฑบาตทั้งจะได้จังหันสาลีอันประกอบด้วยกัปปีย์ต้มแกง
ทุกประการ จะได้กันดารหามิได้ พระนาคเสนได้ฟังก็ดีใจว่าทีนี้จะได้ไปเล่าเรียน ดำริแล้วก็กระทำประทักษิณสิ้น
ตติยวารเวียนเป็นสามรอบ นอบนบอำลามาไปตามมรรคาประเทศทางไกลขณะนั้น ยังมีเศรษฐีอยู่ในเมืองปาตลีบุตร
นคร สัญจรไปค้าขายในชนบททั้งหลาย ครั้นขายของแล้วก็บรรจุสินค้าใหญ่น้อยบรรทุกเกวียน ๕๐๐ แล้วเข็นขับกลับมา ได้ทัศนาการเห็นพระนาคเสนแต่ไหล
จึงให้หยุดเวียนไว้แล้วจึงถวายอภิวันท์ไหว้ไต่ถามว่า พระผู้เป็นเจ้าจักไปสู่ประเทศอารามไหน พระนาคเสนก็บอกว่า
อาตมานี้จะไปสู่ปาตลีบุตรนคร เศรษฐีได้ฟังก็ชื่นชมอภิรมย์สโมสรจึงมีสุนทรวาจาว่า ถ้ากระนั้นนิมนต์ไปด้วยกัน ส่วนพระนาคเสนจึงว่า คำอันท่านว่านี้เป็นกุศลอันดี ส่วนเศรษฐีดูอิริยาบถของพระผู้เป็นเจ้านี้เล่า ก็ละม่อมละไม
มีน้ำใจศรัทธา จึงตกแต่งขาทนียะโภชนียะกับด้วยมือของตน นิมนต์ให้ฉันแล้วปวารณาไว้ว่า พระผู้เป็นเจ้าต้องประสงค์
สิ่งไร ก็บอกเล่าแก่ข้าพเจ้าเถิด เมื่อพระนาคเสนกระทำภัตกิจแล้ว เศรษฐีนั่งอยู่ที่อาสนะอันต่ำมีน้ำจิตจะใคร่รู้นาม จึงไต่ถามนามพระนาคเสน
พระนาคเสนบอกนามชื่อนี้ ชื่อนี้เศรษฐีจึงถามว่าพระผู้เป็นเจ้ารู้พระพุทธวจนะอยู่หรือ พระนาคเสนก็บอกว่า อาตมานี้
รู้แต่พระอภิธรรมเศรษฐีกล่าวถ้อยคำว่าข้าพเจ้าก็รู้พระอภิธรรม เราทั้งสองจะได้ท่องทานสังวัธยายด้วยกันถ้ากระนั้นขอ
อาราธนาเทศนาให้ข้าพเจ้าฟังสักหน่อย ครั้งนั้นพระนาคเสนก็สำแดงพระธรรมเทศนาเศรษฐีได้ฟังก็ชื่นบานหรรษาได้ธรรมจักขุ คือ ปัญญาจักขุอันหา
มลทินธุลีราคีมิได้ ก็บังเกิดเห็นแจ้งประจักษ์ในสมุทยธรรมและนิโรธรรมเหมือนอุบาสิกาที่วิสัชนามาแต่หลัง ครั้นจบ
พระสัทธรรมเทศนา เศรษฐีก็ให้ทาสกรรมกรของอาตมาเทียมเกวียน ๕๐๐ เข้าแล้ว ก็ขับไปตามมรรคาพา
พระนาคเสนไป ครั้นจะใกล้ถึงปาตลีบุตรนครเข้า เศรษฐีจึงว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ทางนั้นแน่เป็นทางไปสู่อโสการาม พระผู้
เป็นเจ้าจงไปตามทางนี้แลแต่ทว่า อย่าเพ่อไปก่อน นิมนต์ให้พรแก่ข้าพเจ้า พระนาคเสนจึงตอบเล่าว่า อาตมาเป็นภิกษุ
จะให้พรสิ่งไรเศรษฐีจึงว่าพรอันใดที่ควรแก่พระผู้เป็นเจ้าจะให้ได้ ข้าพเจ้าจะรับประทานไว้ พระนาคเสนจึงว่ากระนั้นท่านจงรับเอาพรคือการกุศล อย่าประมาทลืมตนในการกุศล พรอันนี้มีผลโดยสุจริต
รูปประสิทธิ์ให้แก่อุบาสก ขณะนั้นเศรษฐีจึงถวายผ้ากัมพลแดงผืนหนึ่งยาว ๑๖ ศอก กว้าง๘ ศอกแก่พระนาคเสน
พระนาคเสนก็รับเอาผ้า ส่วนว่าเศรษฐีมีกรประณมเหนือศิโรตม์โสมนัสสาปราโมทย์ แล้วก็ถวายปฏิญาณ แล้วก็ถวาย
นมัสกากระทำประทักษิณแล้วลามาสู่ปาตลีบุตรนคร ส่วนพระนาคเสนก็สัญจรมาสู่อโสการาม อันเป็นที่อยู่แห่งพระธรรมรักขิตนั้น ครั้นถึงจึงก้มเกล้านมัสการพระ
มหาเถระว่า ขอพระคุณเจ้าจงกรุณาบอกพระพุทธวจนะให้แก่ข้าพเจ้าในกาลบัดนี้ี้ |
| |
|
| (๒๒) บรรลุพระอรหัตต์. |
ในกาลนั้นยังมีพระติสสทัตตภิกขุรูปหนึ่งไปเรียนพระพุทธวจนะเป็นสิงหลภาษาในเมืองลังกาจบแล้ว ปรารถนา
จะเรียนพระพุทธวจนะอันเป็นมคธภาษา จึงโดยสารสำเภามาสู่ชมพูทวีปนี้ จึงไปสู่สำนักพระธรรมรักขิต นมัสการแล้ว
ก็ประดิษฐานอยู่ที่นั้น ได้ยินคำพระนาคเสนว่าจะขอเรียนพระพุทธวจนะดังนั้น จึงว่าขึ้นบ้างว่า ข้าพเจ้าอุตส่าห์มาแต่
ลังกาก็ปรารถนาว่าจะเรียนพระพุทธวจนะ ขอพระคุณเจ้าจงบอกพระพุทธวจนะให้แก่ข้าพเจ้าเถิด ฝ่ายว่าพระธรรม
รักขิตนั้นจึงว่ากับพระนาคเสนว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ ท่านจงเรียนพระพุทธวจนะให้พร้อมกันด้วยเจ้ากูติสสทัตตะ
จงสังวัธยายให้พร้อมกันทีเดียวอย่าร้อนรนเลย เราจะบอกให้แก่ท่านพร้อมกันทีเดียวในกาลบัดนี้ พระนาคเสนจึงว่า
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้ามิอาจที่จะเรียนพระพุทธวจนะพร้อมกันด้วยคำสิงหลภาษาได้ ด้วยพระติสสทัตตะนี้เจรจา
เป็นสิงหลภาษาด้วยประการดังนี้เป็นคำปุจฉาว่า เหตุไฉนเมื่อพระอาจารย์ว่า จะให้พระติสสทัตกับพระนาคเสนเรียน
พระพุทธวจนะพร้อมกัน พระนาคเสนนั้นว่าไม่เรียนพร้อมกัน ด้วยพระติสสทัตกล่าวคำสิงหลภาษาวิสัชนาว่า พระนาคเสนสำคัญว่า อาจารย์จะบอกพระพุทธพจน์เป็นคำสิงหลภาษาสิงหลภาษานี้เป็นคำวิเศษ คนชาวประเทศ
สาคลราชธานีจะได้เข้าใจหามิได้ พระนาคเสนนั้นตั้งใจ จะเรียนพระพุทธวจนะที่จะให้เข้าใจชาวสาคลนคร มีกรุงมิลินท์
นรินทรเป็นประธาน เหตุฉะนี้จึงขัดอาจารย์ อาจารย์ว่าให้เรียนด้วยกันถ้วนถึง ๓ ครั้ง พระนาคเสนถอยหลังคิดไว้ว่า
อาจารย์ไม่บอกโดยสิงหลภาษาดอก จะบอกเป็นมคธภาษา แล้วพระนาคเสนมาดำริว่า อาตมา กล่าวถ้อยคำว่าไม่เรียน
ด้วยชีต้น สิงหลภาษานี้เป็นคำไม่ดี ดูหยาบช้าเป็นภาริยกรรมเกินนักหนา พระนาคเสนคิดแล้วจึงขอขมาพระติสสทัต พระติสสทัตก็รับขมาว่าสาธุ แต่นั้นมา พระนาคเสนก็เรียนพระพุทธ
วจนะในสำนักพระธรรมรักขิตพร้อมด้วยพระติสสทัตตเถระ ท่องสังวัธยายทีฆนิกายด้วยนิเทศสำแดงเหมือนกันอันเดียว
กัน ก็เรียนพระพุทธวจนะเป็นพยัญชนะนั้น ๓ เดือนเรียนพระพุทธวจนะเป็นอรรถกถา ๓ เดือน สิริเป็น ๖ เดือนด้วยกัน
จงจบพระไตรปิฎกทั้งตัวและอรรถกถา พระธรรมรักขิตเห็นพระนาคเสนเป็นปุถุชนอยู่ จึงมีเถรวาจาเป็นทางจะให้รู้โดย
คำอุปมาว่า ดูกรนาคเสนภิกษุ ธรรมดาว่านายโคบาลเลี้ยงโคไม่รู้จักรสนมโค ผู้อื่นได้ซึ่งน้ำนมโคกินรู้จักรสน้ำนมโคว่า
มันหวาน แม้เปรียบปานฉันใด บุคคลที่เป็นปุถุชนหนาไปด้วยราคาทิกิเลส จะทรงไว้ซึ่งพระไตรปิฎกอันวิเศษนี้ มิได้รู้
รสแห่งสามัญภาคี คือมรรคผลอันเป็นส่วนควรแก่สมณะ เปรียบปานเหมือนยายโคบาลรับจ้างท่านเลี้ยงโค และรีดนมโค
ขายมิได้ซิมลิ้มเลียรสนมโคฉันใด ท่านจงรู้ด้วยประการดังนี้ พระนาคเสนได้ฟังคาถาอุปมา จึงมีวาจาว่า ข้าแต่พระผู้
เป็นเจ้า ได้โปรดงดพระพุทธวจนะก่อน ที่พระผู้เป็นเจ้าสั่งสอนกำหนดเท่านั้น ข้าพเจ้าจะผ่อนผันพิจารณาดูให้รู้รส
สามัญภาคี พระนาคเสนว่าเท่านี้แล้วก็ลามาสู่อาวาส ปัญญาฉลาดปลงลงในวิปัสสนากรรมฐาน ส่องปัญญาญาณไป
ก็ได้สำเร็จในพระจตุราริยสัจ ก็ได้พระอรหัตตปฏิสัมภิทา โดยภาคราตรีวันพระธรรมรักขิตเถระให้นัยนั้นแท้จริง ขณะนั้นเกิดอัศจจรย์ แผ่นดินบันลือลั่นหวั่นไหวไปมาเหตุฉะนี้ พระอรรถกถาจารย์จึงกล่าวพระคาถาว่าอันว่า
หีบอันบีบน้ำอ้อยเสียงสนั่นฉันใด แผ่นดินก็กึกก้องร้องหวั่นไหวไปมีอุปไมยเหมือนดังนั้น อันว่าหีบบีบน้ำมัน
ทุบตีน้ำมันด้วยกงจักรหันผัดผันไป มีครุวนาฉันใด เมทนีไหวหวั่นเวียนไปก็ปานกัน สาครก็สนั่นเป็นระลอกชลาสินธุ์
อันว่าพระยาเขาเมรุมาศ โอนมิ ก็โน้นยอดเอนเอียง อันว่าสัททะสำเนียงเสียงกระหึ่มหึ่งหึ่ง ก็ระดมดังอึงไปเกลื่อนกลุ้ม
ในสิเนรุราชสิขรเขาหลวงหลักโลกเลิศกว่าเขาทั้งปวง ปางนั้นชั้นฉกามาพจรหมู่อมรสุรางคนิกรก็สโมสรสาธุการเชยชม
พรหมเจ้าฟ้าในมหาโสฬส เสียงตบพระหัตถ์ตรัสสรรเสริญซึ่งศีลคุณห่าฝนทิพยจันทน์จุณมณฑาทิพบุปผา ในช่อชั้นฟ้า
ทุกเภทพรรณ ยิ่งตกลงมาประหนึ่งว่าจะมีวิญญาณบูชาขณะเมื่อพระผู้เป็นเจ้าได้บรรลุพระอรหัตตาภิเษกเป็นอริยเอก
อรหันต์ในกาลนั้น |
| |
|
| (๒๓) รับเถรบัญชา. |
แท้จริงสมัยปางนั้นโสด พระอรหันต์เจ้า๑๐๐ โกฏิอันสถิต ณ ถ้ำรักขิตเลณะทราบว่าพระนาคเสนสำเร็จอภินิหาร
ก็ใช้พระขีณาสวทูตนำข่าวสารบัญชาการให้หาพระนาคเสน พระนาคเสนก็เข้าฌานบัดเดี๋ยวก็อันตรธานหายมาปรากฏ
ขึ้นที่บรรพคูหาหิมพานต์ แล้วนมัสการถามว่า ข้าแต่พระสงฆ์เถระ ท่านทั้งปวงให้หาข้าพเจ้ามาด้วยกิจเป็นประการใด ฝ่ายว่าพระสงฆ์เถรเจ้าทั้งปวงนั้นจึงมีเถรวาจาบอกว่า ดูกรอาวุโส บัดนี้สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ปิ่นสาคลนครนั้น
เบียดเบียนพระอรหันต์และพระภิกษุทั้งหลายนัก ตั้งแต่จะเที่ยวซักถามปริศนา และหาบุคคลผู้ใดจะพยากรณ์กล่าว
แก้ไม่ได้ ก็อาวุโสจงไปแก้ไขปริศนา ทรมานพระยามิลินท์ให้เสียพยศอันร้าย พระนาคเสนจึงว่า อย่าว่าแต่พระยามิลินท์เลย บรรดาพระยาอยู่ในชมพูทวีปที่มีปัญหาเหมือนพระยามิลินท์
ถึงจะซ้อนตัวต่อศีรษะกันเข้ามาซักถามปัญหาตื้นลึกประการใด ข้าพเจ้าจะแก้ให้สิ้นสงสัยให้มีพระทัยยินดี นิมนต์
พระผู้เป็นเจ้าทั้งปวงนี้อย่าช้า จงไปสู่สำนักพระเจ้ามิลินท์ ณ เมืองสาคลนคร อย่างได้ปรารมภ์สะดุ้งหวั่นไหวจงมาไป
กับข้าพเจ้าในกาลบัดนี้ ฝ่ายว่าพระมหาเถรเจ้าทั้งหลายก็กระทำกาสาวปโชติ ครั้นย้อมตากลำดับพับจีบแล้วก็จับบาตรบริขารที่จะคมนา
การมากับพระนาคเสน |
| |
|
| (๒๔) พระอายุบาล. |
แม้ในสมัยปางนั้น ยังมีพระมหาเถระผู้หนึ่งมีนามกรชื่อว่าพระอายุบาล ชำนาญในนิกาย ๕ พระผู้เป็นเจ้า
อาศัยอยู่ในอสงไขยบริเวณ ในกาลนั้น สมเด็จพระเจ้ามิลินท์นรินทร์บรมกษัตริย์ทรงพระดำริในพระทัยว่า แท้จริงสมณะและพราหมณ์
ทั้งหลายนั้นพระอรหันต์ก็ดี แต่บรรดาที่เป็นเจ้าคณะเจ้าหมู่ ใครผู้ใดหนอที่จะรู้พระพุทธวจนะ แก้ไขวิมติสงสัยของ
อาตมา อาตมาจะเข้าไปสู่หาผู้นั้น ราตรีวันนี้งามด้วยรัศมีพระจันทร์แจ้งกระจ่างปราศมลทินโทษ ทรงพระดำริแล้ว
ก็โปรดมีพระราชโองการตรัสถามราชเสวกโยนก ๕๐๐ เหมือนทรงพระราชดำรินี้ ข้าราชการก็ทูลว่ายังมีพระโองการ
ประภาษให้อำมาตย์คนหนึ่ง ออกไปบอกพระอายุบาลว่า พระโองการประภาษจะออกมาหาสนทนากัน ส่วนพระอายุ
บาลนั้นก็ว่าจะเสด็จมาก็เสด็จเถิด อำมาตย์จึงเอาถ้อยคำพระอายุบาลนี้ไปกราบทูล สมเด็จพระเจ้าธรณีบดินทร์มิลินท์
บรมกษัตริย์ได้ทรงฟังก็หรรษา มีหมู่โยนกเสนา ๕๐๐ แวดล้อมแห่ห้อมเป็นยศบริวาร ส่วนสมเด็จพระภูมิบาลเสด็จด้วยรถทรงเทียมด้วยสินธพงามบรรจง พร้อมด้วยจตุรงคนิกรโยธีเสนีเสนามิข้า
ก็ถึงบริเวณจังหวัด สมเด็จพระเจ้ามิลินทร์ปิ่นกษัตริย์มีพระราชโองการตรัสให้หยุดพิชัยราชรถทรงไว้ เสด็จไปด้วย
บวรเบื้องบาทเปล่า เข้าสู่สำนักพระอายุบาล นมัสการแล้วกระทำปฏิสันถารโอภาษปราศรัยกันไปมาจึงมีพระราช
โองการตรัสถามว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า อันว่าบรรพชาของพระผู้เป็นเจ้านี้ เป็นอรรถอันอุดมอย่างไร พระอายุบาลแก้ไขวิสัชนาว่า ดูรานะบพิตร อันว่าบรรพชานี้ จัดว่าเป็นธรรมจริยาและสมจริยา ประพฤติจะให้เป็น
ประโยชน์เป็นผลแก่ฝูงเทวดาและมหาชน ฉะนี้เหมือนขอถวายพระพร สมเด็จพระเจ้ามิลินท์นริทรจอมกษัตริย์คัดข้อซักถามว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าถ้าว่าเป็นฆราวาสเล่าเป็นธรรรมจารี
ประพฤติในธรรมเสมอในธรรมเป็นอันดีจะมีวิเศษข้างหรือหามิได้ พระอายุบาลแก้ไขว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร ฆราวาสที่ประกอบการเป็นธรรมจารีสมจารี ยินดีเลื่อมใสเชื่อ
พระรัตนตรัย สมาทานถือไว้มั่นคงทรงศีล ๕ ประการ ๘ ประการ ให้ทานภาวนาอุตส่าห์ฟังธรรม ชื่อว่าเป็นธรรมจารี
สมาจารี ก็จัดว่าประพฤติให้เป็นประโยชน์เป็นผลแก่อมรคณานิกรมหาชน ครั้งเมื่อสมเด็จพระทศพลยังมีพระชนมายุอยู่นั้นโสดเสด็จยังพาราณสีนครโปรดประทานธรรมเทศนาพระธัมม
จักกัปปวัตตนสูตรแก่ปัญจวัคคีย์ภิกขุในป่าอิสิปตนมิคทายวัน ครั้นจบลงแล้ว พรหมทั้งหลาย ๑๘ โกฏิได้ฟังก็สำเร็จ
ประโยชน์ได้มรรคผลเป็นอริยบุคคลอันอุดม พรหมทั้งหลายย่อมเป็นคฤหัสถ์อยู่หมด จะได้อุปสมบทบรรพชาหามิได้ ครั้งสมเด็จพระบรมโลกนาถโปรดประทานพระสัทธรรมเทศนามหาเวสสันตรปริยาย และขทิรังคารปริยาย
ราหุโลวาทปริยายแทบประตูเมืองสังกัส ฝูงบริษัท ๒๐ โกฏิสำเร็จประโยชน์ได้มรรคผล คนทั้งหลายนั้นกับทั้งเทพดา
ทุกชั้นฉกามาพจรพรหมคณาในห้องโสฬส เป็นคฤหัสถ์หมด จะได้อุปสมบทบรรพชาหามิได้เมื่อพระอายุบาลแก้ไขดังนี้
กรุงมิลินทราธิบดีมีพระโองการตรัสว่า ข้าแต่พระอายุบาลผู้เป็นเจ้า คฤหัสถ์เหล่านั้นกับบรรพชาของพระผู้เป็นเจ้านี้ก็
เสมอกัน สุดแท้แต่ว่าใครปรนนิบัติดีแล้วก็ได้มรรคผลเสมอกัน ที่ถือบรรพชาดุจสมณะทั้งหลายอันเป็นสากยบุตร
พุทธชิโนรสของสมเด็จพระทศพลเจ้าอันทรงธุดงค์ต่าง ๆ นั้น ชะรอยว่ากรรมได้สร้างแต่ปางหลังถือเอกาฉันจังหัน
หนเดียว แต่ชาติก่อนเป็นโจรเที่ยวปล้นชาวบ้านไปตีชิงอาหารเขา ครั้นชาตินี้เล่าผลกรรมนั้นดลจิตให้ฉันหนเดียว
ดูบรรพชานี้ไม่มีผล ถึงจะรักษาศีลสังวรวินัยก็ไม่มีผลและที่ว่าจะรักษาตบะฌานก็ไม่มีผล จะรักษาซึ่งพรหมจรรย์ก็
ฃไม่มีแล้ว พระผู้เป็นเจ้า ประการหนึ่งเล่า ที่ท่านถือธุดงค์อัพโภกาสมิได้อยู่ในเสนาสนะ แต่ปุพพชาติก่อนนั้นเป็นโจรเที่ยวปล้น
กระทำอกุศลทุจริตร้ายทำลายบ้านเรือนท่าน ให้เจ้าของต้องทรมานกินกลางดอนนอนอนาถาหาอาสนะมิได้ ผลอกุศล
ก็ดลใจ ให้ถืออัพโภกาสหาอาสนะนั่งนอนมิได้ ธุดงคคุณที่รักษาไว้จะได้ชื่อว่าศีลก็หามิได้ จะเป็นตบะหามิได้ จะเป็น
พรหมจรรย์ก็หามิได้สูญเปล่า ประการหนึ่งเล่าที่ท่านถือธุดงค์อันชื่อว่าเนสัชชิกนั่งลืมจักษุอยู่ไม่จำวัดนั้น ชะรอยชาติก่อนจะเป็นโจรหยาบช้า
เป็นโจรใจร้ายมาคอยปล้นที่หนทางตีต่างตีเกวียนเบียนบุกบั่นเข้าตีรัน ครั้นจับเข้าของได้ก็ผูกมัดรัดมือไว้เก็บเอาข้าว
ของโคกระบือไป ได้กระทำไว้แต่ชาติหลังนั้น จึงเผอิญให้สำคัญผูกพันเอาเนสัชชิกธุดงค์ จะนอนลงมิได้นั่งลำบากตาก
ตาอยู่ โยมคิดดูซึ่งธุดงค์นี้ไม่มีผลจะเป็นศีลก็หามิได้ จะเป็นตบะก็หามิได้ จะเป็นพรหมจรรย์ก็หามิได้ ก็จะบรรพชา
รักษาธุดงค์ไปต้องการอะไรปรนนิบัติในคฤหัสถ์ก็ได้มรรคผลเหมือนกันแล้วนี้ เป็นคฤหัสถ์อยู่มิดีกว่าหรือนะ พระผู้เป็นเจ้าเมื่อบรมปิ่นกษัตริย์ตรัสเท่านี้ พระอายุบาลขี้คร้านที่จะตอบกระแสพระโองการก็ดุษณีภาพนิ่งไป
มิได้ถวายพระพรโต้ตอบต่อข้าปัญหา โยนกข้าหลวงทั้งปวง ๕๐๐ นั้นก็อภิวันท์ทูลว่า ข้าแต่บพิตรผู้สถิดในสังคหวัตถุ
การ พระอายุบาลนี้ท่านชำนาญนิกาย ๕ ไม่แกล้วกล้าที่จะวิสัชนา จึงมิได้โต้ตอบพจนารถพระราชปุจฉา ในกาลบัดนี้ี้ |
| |
|
| (๒๕) ได้ข่าวพระนาคเสน. |
อันดับนั้น สมเด็จพระเจ้ามิลินท์นริทรราชเรืองเดช จะได้ทรงสังเกตนับถือถ้อยคำข้าราชการทูลเฉลยนั้นหามิได้
เห็นพระอายุบาลนิ่งไปก็ตบพระหัตถ์ตรัสเย้ยว่า ดูกรโยนกทั้งปวงเอ๋ย อาตมาคิดดูทวีปชมพูนี้สิ้นสุด โอ้มาสูญแล้วแท้
จริงจากบุคคลที่มีปัญญายอดยิ่งปรีชาชาญหรือว่าสมณพรหมณาจารย์ผู้ใดที่ปรีชาเชี่ยวชาญเป็นอาจารย์เจ้าหมู่เจ้าคณะ
และหมู่สงฆ์อันได้เรียนรู้ธรรมะของสมเด็จพระพุทธองค์ อาจจะแก้วิมติสงสัยของอาตมานี้ได้ เห็นทีจะสิ้นสุดเสียครั้งนี้
แล้วหนอ ฝ่ายโยนกได้ฟังก็มิได้ตอบต่อสนองทูลฉลองพระโองการ ส่วนพระอายุบาลเห็นอาการดังนั้นจึงดำริว่า แท้จริง
เราเป็นสมณะไม่ควรที่จะทุ่มเถียงไปมา ที่จริงปัญหานี้จะวิสัชนาให้ฟังอีกก็มิได้ตอบต่อสนองทูลจะทะเลาะวิวาท
ข้อซึ่งอาตมาไม่แก้ปัญหา จะพาพระพุทธศาสนาให้เสื่อมเศร้าไปเป็นว่าหามิได้ ดำริในใจฉะนี้แล้วพลางทางอุฏฐาการ
ไปจากสถานที่นั้น ส่วนสมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ปิ่นทวีปชมพูก็เข้าสู่พระนคร ตั้งแต่จะทรงพระอนุสรณ์รำพึงที่จะถามปัญหาจึง
ตรัสถามโยนกข้าหลวงทั้งปวงว่า ยังจะมีพระภิกษุรูปใดที่ปรีชาฉลาด อาจจะแก้ปัญหาพาให้เราสิ้นสงสัยมีที่ไหนบ้าง
โยนกข้าหลวงทั้งปวงได้ฟังก็ถวายบังคมและก้มหน้านิ่งไป จึงมีพระโองการถามไถ่เนมิตติยอำมาตย์ผู้ฉลาดอีกเล่า วันนั้นพอเนมิตติยอำมาตย์ได้ฟังเขาเล่าลือมาว่า พระนาคเสนเจ้าพระองค์หนึ่งผู้มีอายุมิ่งมงกุฎวิสุทธิสงฆ์องค์
เอกอเสกขบุคคล รู้มนตราไตรเพทวิเศษในไสยศาสตร์รู้พุทธโอวาทเจนจัด พระสูตร พระวินัย พระปรมัตถ์ ปริยัติไตร
เพทสุตตันตะไตรเพท รู้ปฏิเวธธรรมาคมอุดมกว่าธีราธีรชาติ มีราคาทิกิเลสขาดสูญแล้วจากสันดานควรแก่เครื่องสักการ
อันมนุษย์อินทร์พรหมยักษ์หมู่นาคหากจะบูชา มีปัญญาดุจหนึ่งมหาสมุทรสาครอันขจร ด้วยระลอกชลธี อาจจะกำจัด
เสียซึ่งคำเดียรถีย์อันกล่าวติเตียนเป็นเสี้ยนหนามความมิดี เมื่อจะแปลบาลีก็รุ่งโรจน์ไพเราะแก่โสตประสาท เมื่อจะ
ประกาศซึ่งคำสั่งสอน ๙ ประการแห่งสมเด็จพระชินวร ก็มีพระกรกุมแก้วกล่าวแล้วคือพระศาสนา ยกขึ้นเชิดชูแก่หมู่
ประชาให้เห็นแสง เมื่อจัดแจงยกขึ้นซึ่งเครื่องบูชาสมเด็จพระศรีสรรเพชญ์ เมื่อจะตั้งซึ่งเสาเตว็ดปักซึ่งธรรมให้รอบโลก
เลิศล้ำไตรภพพื้นธรณี เมื่อจะประโคมธรรมดนตรีตีสังขเภรี ดีดกระจับปี่ และสีซอโทนรำมะนา ดนตรี อันนับได้ ๔
กล่าวคือปรีชาจะชี้แจงให้เห็นในพระจตุราริยสังธรรมทั้ง ๔ ตามพุทโธวาทเมื่อจะเปล่งออกซึ่งธรรมคเวนทรอุสุเภนทร
นาทสิงหประกาศอันไพเราะโสตประสาทเมื่อจะยังอากาศให้พิลึกกึกก้องเรืองรองด้วยสายฟ้า คือปรีชาคะนองและเสียง
เมฆสนั่นก้องโกลาหล ยังห่าฝนให้ตกพรมพรำลงมาเย็นเกศาสกลโลกธาตุทวีปชมพู ประกอบด้วยหมู่สงฆ์ล้อมซ้ายขวา
ก็อัญชลีลาพระขีณาสพ ๑๐๐ โกฏิ น้อมศิโรตม์นบนอบประทักษิณ สิ้นตติยวารเวียนสามรอบ แล้วลีลาจากคูหาห้องหิม
พานต์ เที่ยวสำราญจาริกมาตามคามชนบทนิคมปัจจันตราชธานี บันลือซึ่งธรรมเภรีเสียงกลองกล่าวคือธรรมอันวิเศษ
เทศนาโปรดฝูงประชาชนในตำบล บ้านน้อย เมืองใหญ่กรุงกษัตริย์สามนต์มา โดยลำดับดังนี้ ก็ถึงกรุงสาคลราชธานี
อันเป็นที่อยู่แห่งกรุงมิลินท์ปิ่นทวีปเวียงชัย พระผู้เป็นเจ้าเข้าอาศัยอยู่ในอสงไขยบริเวณ อันเป็นที่อยู่แห่งพระอายุบาล
ก็มีในกาลนั้น |
| |
|
| (๒๖) นิมนต์พระนาคเสน. |
นี่แหละเนมิตติยอำมาตย์ เมื่อสมเด็จพระเจ้ามิลินท์นรินทรราช ประภาษถามทราบความฉะนี้ จึงกราบทูล
ข้าแต่สมเด็จบรมบพิตรผู้ท่านพิภพเวียงชัย อย่าได้ทรงพระดำริเร่าร้อนพระทัยเลย บัดนี้ยังมีพระภิกษุองค์หนึ่งยิ่งยอด
ปรีชาโฉมงามมีนามชื่อว่านาคเสนแสนฉลาดชาติพหุสูต ทรงสุตตันตะไตรปิฎก เป็นสงฆปริณายกอันวิเศษสำเร็จ
ปฏิเวธธรรมมรรคผล เป็นอัครบุคคลเลิศล้ำ ได้ปฏิสัมภิทาธรรม ชำนาญฌานวสีบารมีธรรมถ้วนกำหนดเป็นอัคร
ชิโนรสเรืองชำนาญปรีชา ทุกเทพชั้นฉ้อกามาองค์อมรินทร์ดาวดึงสา สุยามยมวรุณกุเวรเสสวัณธตรฐ หมดทั้งท้าว
มหาพรหมเป็นบรมบิดามหาแห่งโลกเลิศประเสริฐกว่าสรวงสวรรค์ย่อมมาถามซึ่งปัญหา น้อมเกศาเศียรระเนนแทบ
เบื้องบาทพระนาคเสนสิ้น ประสาอะไรกับมนุษย์เดินดินจะอวดดี ตั้งแต่นี้อย่าได้ทรงพระดำริวิตกวิจารณ์ ล้นเกล้าล้น
กระหม่อมจงทราบในพระบวรปรีชาญาณด้วยประการดังนี้ ลำดับกาลปางนั้นแท้จริง สมเด็จบรมมิ่งมงกุฎกษัตริย์ขัตติยภูมินทร์มิลินทราช ทรงฟังเนมิตติยอำมาตย์ออก
นามว่าพระนาคเสน ขณะนั้นพระทัยเธอไหวหวั่นพระโลมาพองสยองพระเกศ กลัวเดชพระนาคเสนผู้วิเศษนี้ครัน ๆ มีราชโองการ
สั่งเทวมันติย อำมาตย์เร็วพลันว่า ดูกรเทวมันติยอำมาตย์เอ๋ย อย่าอยู่ช้าเลย สูชาวเจ้าจงออกไปยังอสงไขยบริเวณ
นิมนต์พระนาคเสนผู้เป็นเจ้าเข้ามายังราชฐานในกาลบัดนี้ ส่วนเทวมันติยอำมาตย์รับพระราชโองการแล้ว ถอยหลังคลานออกมาจากราชฐาน ขมีขมันให้ทันพระราชหฤทัย
จึงใช้มหาดเล็กลูกเวรเป็นทูตไปนิมนต์พระนาคเสนว่า พระโองการให้อาราธนาเข้ามาสู่พระราชฐาน |
| |
|
(๒๗) รับคำนิมนต์. |
ส่วนพระนาคเสนได้ฟังอาการจึงมีเถรวาจาว่า ดูกรทูต ท่านจงกลับไปทูลเถิดว่า อาตมาให้เชิญบรมกษัตริย์
ผู้ประเสริฐเสด็จมายังสำนักแห่งอาตมา ส่วนทูตฟังเถรวาจารก็นมัสการลามาขมีขมันเรียนแก่เทวมันติยอำมาตย์ เทวมันติยอำมาตย์ก็เข้าสู่ราชฐาน
กราบทูลอาการว่า บัดนี้พระนาคเสนจะเข้ามาสู่ราชฐานหามิได้ สั่งให้เชิญเสด็จออกไปที่อสงไขยบริเวณ
พระนาคสนถวายพระพรเข้ามาอย่างนี้ ส่วนสมเด็จพระเจ้ามิลินท์นรินทราธิบดี ได้สวนาการทรงฟังก็เสด็จยังพระบวรสุวรรณวิชัยบุษบก พระที่นั่ง
รถยานอันเทียมด้วยสินธพอาชาชาญ ดูเห็นงามอร่ามเรือง ประเทืองด้วยธงปักงอนรถงามระหง ในธงระบุระบัด
พระพายพัดต้องแสงทอง แสงแก้วเรืองรองแวววาวเสนาธนูน้าวเกาทัณฑ์ พลขันธ์แห่หน้าพร้อมด้วยโยธาจตุรงค์
องค์เสนีมี่ก้อง โห่ร้องแห่แหนพลเสนีนับแสนแห่ห้อมล้อมมา มีอานุภาพนี้นักหนา ดุจพระสุริยาเยื้องรถบทจรเร่งรีบ
ส่องทวีปเมื่อเวลามัชฌันติกสมัย มิทันใดก็ถึงประตูอสงไขยบริเวณพลัน จึงสั่งให้ประทับที่นั้น จึงส่งพระขรรค์ให้
มหาดเล็กเสด็จลงจากรถยานุมาศ ก็เสด็จดำเนินด้วยพระบาทเปล่า เข้าสู่พระทวารประตูอสงไขยบริเวณ ขณะนั้นพระนาคเสนวิสุทธิสงฆ์องค์เอกอเสกขบุคคลเสด็จอยู่ในมณฑลมาลกะอันงามพรรณราย อธิบายว่า
โรงธรรมการบุเรียนใหญ่ มีในกลาอสงไขยบริเวณนั้นมีพระภิกษุแปดสิบพันแวดล้อมหน้าหลัง ดูนี้งามดังท้าวธตรฐ
มหาหงส์อันลงจับอยู่ที่กลางสระศรีสาโรธ ปราโมทย์ด้วยสกุณหงส์แปดสิบพันเป็นบริวาร ดูนี้งามปานกัน ขณะนั้นสมเด็จพระเจ้ามิลินท์ปิ่นกษัตริย์ขัตติยะเรืองเดช ทอดพระเนตรเห็นแต่บริษัทสงฆ์ มิได้รู้จักองค์
พระนาคเสนแต่ไกล มีพระโองการไถ่ถามเทวมันติยอำมาตย์ว่า พระนาคเสนผู้ฉลาดองค์ใดนั่งอยู่ที่ไหน เทวมันติย
อำมาจย์ผู้ไวปัญญาจึงกราบทูลว่า ขอรับพระราชทาน พระนาคเสนนิสัชนาการนั่งอยู่กลางสงฆ์คือองค์นั้น ครั้นท้าวเธอได้ทัสนาการเห็นพระนาคเสนก็ตกพระทัยบังเกิดพระโลมาพองสยดสยองพระเศียร พระทัยนี้เปลี่ยน ๆ
ปิ่มประหนึ่งจะทะลึ่ง ประลาตหนีไป จะมีครุวนาฉันใด อุปไมยเหมือนมนุษย์อันเห็นยักขินีผีเสื้อ เหมือนกวางเห็นเสือ
เหมือนมฤคีหมู่เนื้ออันเห็ฯสีหราชชาติไกรสร เหมือนพระจันทร์ล้อมด้วยดาวดารากรเยื้องรถพิมานจรจะพบอสุริน
ทราชราหู เหมือนวิฬาร์กับหนูเหมือนทีฆชาตินาคงูแลเห็นครุฑสุดที่จะกลัวตัวสั่นฉันใด พระเจ้ากรุงมิลินท์ปิ่นพิภพ
เวียงชัย ทอดพระเนตรเห็นพระนาคเสนแต่ไกลวันนั้นก็กลัวปานกัน น้ำพระทัยนี้ครั่น ๆ พระทัยนี้ไหวหวั่นตั้งมั่นลง
มิได้น้ำพระทัยดำริว่า โอ้อาตมานี้แต่อวดดีมานี้ก็นาน หาผู้จะต่อต้านมิได้ อาตมานี้จะถึงปราชัยหักลงไปวันนี้เป็นมั่นคง |
| |
|
|
|
|
|
|
| |
|
|