| |
|
| |
|
|
| |
|
| (๑) วัญจนปัญหา. |
| |
ในกาลนั้นแท้จริง พระนาคเสนผู้มีอายุนั่งอยู่ในที่ใดพระยามิลินท์ก็เข้าสู่สถานที่นั้น ครั้นเข้าไปใกล้แล้ว บพิตรเจ้าจึงกล่าวซึ่งสัมโมทนียกถา ควรจะลึกสิ้นกาลช้านาน แล้วก็ทรงนิสัชนาการนั่งในที่สมควรข้างหนึ่ง
ฝ่ายพระนาคเสนผู้มีอายุ ก็สนทนาด้วยถ้อยคำเป็นที่ยังจิตแห่งพระยามิลินท์ให้ชื่นชมโสมนัสปสันนาการสมเด็จ
บรมกษัตริย์พระเจ้ามิลินท์ จึงทรงปุจฉาซึ่งอรรถปัญหาประถมว่า ข้าแต่พระนาคเสนผู้จำเริญ โยมนี้ปรารถนาจะใคร่เจรจาด้วยพระผู้เป็นเจ้า
พระนาคเสนจึงว่า ดูกรบพิตรผู้ประเสริฐ บพิตรจงเจรจาไปเถิด อาตมภาพ ก็ปรารถนาจะใคร่ฟัง
พระยามิลินท์จึงมีพระวาจาว่า "ข้าพเจ้าเจรจาแล้ว พระผู้เป็นเจ้าจงฟังเอาเถิด"
"พระนาคเสนจึงว่า อาตมภาพฟังแล้ว"
"พระยามิลินท์จึงว่า พระผู้เป็นเจ้าว่าฟังแล้วได้ยินอย่างไร"
"พระนาคเสนจึงว่า ก็บพิตรว่าเจรจาแล้วนั้นเจรจาอย่างไรเล่า"
"พระยามิลินท์จึงว่า ข้าพเจ้าจะถามพระผู้เป็นเจ้า"
"พระนาคเสนจึงว่า ดูกรบพิตร พระองค์จะถามก็ถามเถิด"
"ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าถามแล้ว"
"ดูกรบพิตรผู้ประเสริฐ อาตมาก็วิสัชนาแล้ว"
"พระผู้เป็นเจ้าวิสัชนาอย่างไร"
"ก็บพิตรถามอาตมภาพอย่างไรเล่า"
ในเมื่อพระยามิลินท์และพระนาคเสนปุจฉาวิสัชนากันดังนี้แล้ว ชาวโยนกห้าร้อยก็พากันให้สาธุการแก่พระนาคเสน แล้วจึงกราบทูลแก่พระยามิลินท์ว่า ข้าแต่สมเด็จบรมบพิตรผู้ประเสริฐ ขอเชิญพระองค์ทรงปุจฉาซึ่งอรรถปัญหาแก่พระนาคเสนต่อไปในกาลบัดนี้ |
| |
|
| (๒) นามปัญหา คำรบ๑. |
| |
ในกาลครั้งนั้น สมเด็จพระเจ้ามิลินท์จึงทรงปุจฉาซึ่งปัญหายิ่งขึ้นไปว่า ธรรมดาว่าบุคคลอันสนทนากัน ถ้าไม่รู้จักนามและโคตรแห่งกันและกัน ถ้อยคำอันบังเกิดขึ้นแต่ชนทั้งสองนั้นมิได้ถาวรตั้งมั่น เหตุดังนี้เราทั้งสองจะต้องรู้จักกันเสียก่อน พระผู้เป็นเจ้าชื่ออะไร
พระนาคเสนจึงถวายพระพรว่า เพื่อนพรหมจรรย์ท่านร้องเรียกชื่อของอาตมภาพว่านาคเสน ประการหนึ่งโสด มารดาบิดาท่านให้ชื่อแก่อาตมภาพหลายชื่อ คือชื่อว่านาคเสน ๑ ชื่อว่าวีรเสน ๑ ชื่อว่าสุรเสน ๑ ชื่อว่าสีหเสน ๑ ข้อซึ่งมีนามชื่อว่านาคะนั้นด้วยอรรถว่า บุคคลผู้ใดมิได้กระทำซึ่งกรรมอันลามก บุคคลผู้นั้นชื่อว่านาคะ ซึ่งมีนามชื่อว่าเสนะนั้น ด้วยอรรถว่าเป็นที่พำนักหมอบกราบลงแห่งบุคคลอันยอมตนเป็นศิษย์มาศึกษาเล่าเรียน ชื่อว่าวีระนั้นด้วยอรรถว่ามีความเพียรมิได้ย่อหย่อน ชื่อว่าสุระนั้นด้วยอรรถว่าองอาจรปราศจากภัยมิได้ครั่นคร้ามในท่ามกลางบริษัท ชื่อว่าสีหะนั้นด้วยอรรถว่าเป็นที่ยำเกรงแก่นักปราชญ์ทั้งหลายอื่น ดุจดังว่าพระยาไกรสรราชสีห์อันเป็นที่เกรงกลัวแก่หมู่มฤคชาติทั้งปวง และเสนศัพท์นั้น มีอรรถเหมือนดังวิสัชนาแล้วในนามเบื้องต้น คือนาคเสนนั้น อันว่ากล่าว
ซึ่งชื่อทั้งปวงดังนี้ เป็นสมมุติโวหารอันโลกทั้งปวงหากตั้งไว้ จะมีสัตว์มีบุคคลเป็นที่ตั้งแห่งมานทิฐิถือมั่นว่า ในชื่อทั้งปวงนั้นโดยปรมัตถ์หามิได้
ในกาลนั้น สมเด็จพระเจ้ามิลินท์จึงร้องประกาศแก่ชาวโยนกห้าร้อยและพระภิกษุสงฆ์แปดหมื่นว่า "ชาวโยนกห้าร้อยและพระภิกษุสงฆ์แปดหมื่นจงฟังถ้อยคำแห่งพระนาคเสนบอกแก่ข้าพเจ้าว่า เพื่อนพรหมจรรย์ท่านเรียกอาตมภาพว่านาคเสน จะมีสัตว์มีบุคคลในชื่อนั้นโดยปรมัตถ์หามิได้ ข้าแต่พระนาคเสนผู้จำเริญ ถ้าสัตว์และบุคคลไม่มีเหมือนดังคำของพระผู้เป็นเจ้าว่าแล้ว ไฉนเลยทายกที่ได้ถวายจตุปัจจัยแก่พระนาคเสนจะได้กุศลผลบุญเล่า ผู้ใดผู้หนึ่งคิดว่าจะฆ่าพระนาคเสนผู้เป็นเจ้าเสีย ถ้าเขาจะฆ่าเสียจะได้บาปกรรมอะไร โยมเห็นว่าจะเปล่าไปเหมือนชื่ออันบัญญัติเปล่า
อนึ่งคฤหัสถ์และบรรพชิตเรียกชื่อกัน ย่อมสรรเสริญนินทากันว่าผู้นั้นดีผู้นั้นชั่วเล่า ก็เห็นว่าเปล่า ๆทั้งนั้น เหตุเป็นนามบัญญัติเปล่า ประการหนึ่งเล่า เหมือนทายกทั้งหลายเขาถวายจตุปัจจัยแก่พระผู้เป็นเจ้า ก็ใครเล่ารับจีวรที่ทายกให้ ใครเล่ารับบิณฑบาตที่ทายกให้ ใครเล่ารับสื่อสารอาสนะที่ทายกให้ ใครเล่ารู้ไปในพระไตรปิฎก ใครเล่าเป็น
สังฆปริณายก ใครได้มรรคได้ผลถ้าจะว่าโดยฝ่ายอกุศลนั้นเล่า ชื่อนี้สิเปล่านับเข้าที่ตัวบุคคลนั้นนับไม่ได้ จะรู้ว่าใครกระทำปาณาติบาต ใครกระทอทินนาทาน จะรู้ว่าใครกระทำกาเมสุมิจฉาจาร จะรู้ว่าใครเจรจามุสาจะรู้ว่าใครต่อใคร ฟังได้อยู่แล้วหรือกระไรพระผู้เป็นเจ้าได้ว่ากะโยมสิน่ะว่า สมณะและสามเณรเรียกอาตมาแต่วันอุปสมบทมาชื่อว่านาคเสนนั้น โยมเรียกพระผู้เป็นเจ้าว่าพระนาคเสนพระผู้เป็นเจ้าไปยินหรือไม"่ |
| |
"ถวายพระพร ได้ยิน"
"ถ้าพระผู้เป็นเจ้าได้ยินแล้วชื่อนาคเสนนี้แหละก็จัดเข้าในบุคคลคือตัวพระผู้เป็นเจ้า "พระผู้เป็นเจ้านี้ชื่อนาคเสนหรือ"
"ขอถวายพระพร หามิได้"
"ผมพระผู้เป็นเจ้าหรือ ชื่อนาคเสน"
"ขอถวายพระพร หามิได้"
"ขนหรือ ชื่อนาคเสน"
"ขอถวายพระพร มามิได้"
"เล็บ ๒๐ นั้นหรือ ชื่อนาคเสน"
"ขอถวายพระพร หามิได้"
"ฟันนั้นหรือ ชื่อนาคเสน"
"ขอถวายพระพร หามิได้"
"หนังกำพร้าหุ้มกายนี้หรือ ชื่อนาคเสน"
"ขอถวายพระพร หามิได้"
"เนื้อทั้งหลายในกายนั้นหรือชื่อนาคเสน"
"ขอถวายพระพร หามิได้"
|
| |
สมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ปิ่นสาคลนครมีสุนทรพจนารถพระราชโองการตรัสถามไปโดยนัยเนื่องกันว่า "คือเอ็นใหญ่ ๗๐๐ เยื่ออันมีในกระดูก คือม้ามก็ดี คือหัวใจก็ดี คือตับก็ดี คือพังผืดก็ดี คือไตก็ดี คือปอดก็ดี ไส้น้อยก็ดี ไส้ใหญ่ก็ดีอาหารใหม่ก็ดี กรีสํ วา อาหารเก่าก็ดี คือดีก็ดี คือเสมหะก็ดี คือหนองก็ดี คือโลหิตก็ดี คือเหงื่อก็ดี คือมันก็ดี คือน้ำตาก็ดี คือมันเหลวก็ดี คือเขฬะก็ดี คือน้ำมูกก็ดี คือไขข้อก็ดี คือน้ำมูตรก็ดี คือสมองศีรษะก็ดี มันในศีรษะก็ดี เหล่านี้หรือชื่อว่า นาคเสน"
"ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร พระองค์ผู้ทรงธรรมิกราชาธิราชผู้ประเสริฐ ส่วนทั้งปวงนี้จะได้ชื่อว่านาคเสนหามิได้ ขอถวายพระพร"
สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ปิ่นสาคลนคร จึงมีพระสุนทรพจนารถประภาษซักต่อไปในเบญจขันธ์ทั้งห้าว่า "รูปขันธ์ของพระผู้เป็นเจ้านั้นก็ดี เวทนาขันธ์ก็ดี สัญญาขันธ์ก็ดี สังขารขันธ์ก็ดี วิญญาณขันธ์ก็ดี ดังนี้หรือชื่อนาคเสน"
"ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ สิ่งเหล่านี้จะได้ชื่อว่านาคเสนหามิได้ ขอถวายพระพร"
สมเด็จพระเจ้ามิลินท์นรินทราธิบดี จึงมีพระราชโองการตรัสถามด้วยธาตุจัดเป็นคู่กันว่า "จักขุธาตุและรูปธาตุนี้ประการ ๑ โสตธาตุและสัททธาตุประการ ๑ ฆานธาตุและคันธธาตุนี้ประการ ๑ ชิวหาธาตุและรสธาตุประการ ๑ กายธาตุและโผฏฐัพพธาตุประการ ๑ มโนธาตุประการ ๑ จักขุธาตุที่ทรงจักษุให้เห็นรูป อันทรงตัวเป็นรูปหญิงรูปชายนี้ก็ดี โสตธาตุทรงโสตทั้งสองให้ได้ยินเสียงชื่อสัททธาตุ สัททธาตุนี้จะเป็นเสียงนั้น คือสารพัดสัททะสำเนียง
ทั้งปวงก็อาศัยธาตุทรงให้เป็นเสียง เสียงทั้งปวงมากระทบโสตธาตุคือหูทั้งสอง ก็โสตธาตุนี้ทรงหูทั้งสองไว้มิให้หนวกหนักจึงได้ยิน ฆานธาตุจมูกให้ดมกลิ่นมิให้เป็นหวัดและริดสีดวงเป็นต้น และกลิ่นนั้นคือธาตุทรงไว้ซึ่งคันธธาตุ ก็ทรงคัวเอง ที่เหม็นก็ให้ทรงกลิ่นเหม็น ที่หอมก็ให้ทรงกลิ่นหอม แม้ว่ากลิ่นกลายหายไปก็อาศัยธาตุไม่มี ชิวหาธาตุทรงลิ้นให้รู้รสว่าเค็มคาวหวานเป็นต้น รสธาตุคือเค็มคาวหวานนั้นก็อาศัยธาตุทรงไว้ ถ้าธาตุวิปริตแล้วก็กลับกลายไป และกายธาตุนั้นก็ทรงกายให้รู้เจ็บปวดกระวนกระวาย และให้รู้เพลิดเพลินสบาย ถ้ากระทบโผฏฐัพพธาตุ คือสิ่งกระด้าง และอ่อน สิ่งที่กระด้างเป็นต้นว่า ศัสตราวุธและก้อนหินศิลามีธาตุทรงไว้
ให้กระด้าง และอ่อน สิ่งที่กระด้างเป็นต้นว่า ศัสตราวุธและก้อนหินศิลามีธาตุทรงที่ลอออ่อน เป็นต้นว่าฟูกหมอน และลอออ่อนเป็นเนื้อทิพย์ มาต้องกายมนุษย์ทั้งหลายเข้าเมื่อใดก็เพลินในอาศัยเพราะกายธาตุนี้ ถ้าหากายธาตุมิได้คือไม่มีที่ตั้งที่ทรงแล้ว กายก็มิได้ประชุมกันเป็นเนื้อเป็นตัว และมโนธาตุนั้นทรงไว้ให้เป็นใจเป็นจิต อยู่ทั้งนี้ อธิบายด้วยธาตุเป็นคู่กันและมโนธาตุอันเดียวตามวาระพระบาลีสมมุติ เป็นใจความเท่านี้"
เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการตรัสถามด้วยธาตุทั้งปวงว่า "ธาตุทั้งหลายนี้หรือชื่อนาคเสน"
ฝ่ายพระนาคเสนผู้วิเศษ ก็ถวายพระพรปฏิเสธว่ามิได้ ถวายพระพรรับพระราชโองการ
พระเจ้ากรุงมิลินท์นรินทรมหาศาลจึงกลับเอาขันธ์ ๕ ประการ มีรูปขันธ์เป็นต้น มีวิญญาณขันธ์เป็นปริโยสานมาถามอีกเล่า
ฝ่ายพระนาคเสนผู้เป็นเจ้าก็มิรับ กลับถวายพระพรปฏิเสธ
สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดีจึงมีวจีพจนารถประภาษถามว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ธรรมที่นอกกว่ารูป นอกกว่าเวทนา นอกว่าสัญญา นอกกว่าสังขาร นอกกว่าวิญญาณ นี้หรือเป็นนามชื่อว่านาคเสน"
พระนาคเสนผู้วิเศษก็ถวายพระพรว่า "หามิได"้ |
| |
|
(๓) นามปัญหา(ต่อ) คำรบ๑. |
| |
สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดีได้ทรงฟังจึงตรัสว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าสารพัดสารพันที่โยมจะเอามาถามซอกซอนถามพระผู้เป็นเจ้า พระผู้เป็นเจ้าปฏิเสธว่ามิใช่นามของพระผู้เป็นเจ้า โยมเก็บเอามาถามด้วยขันธ์และธาตุและอาการ ๓๒ มีในกายตัวของพระผู้เป็นเจ้าสารพัด โยมไม่พิจารณาเห็นธรรมสิ่งใด ที่จะนับเข้าในชื่อของพระผู้เป็นเจ้า พระผู้เป็นเจ้าเจรจาเปล่า ๆ พระผู้เป็นเจ้าเจรจาลอมแลมเหลาะแหละไม่ควรฟัง พระผู้เป็นเจ้าเจรจามุสาสับปลับ เดิมบอกว่าชื่อนาคเสนแล้วกลับไม่รับ ดูรึพระผู้เป็นเจ้านี้สับปลับเจรจามุสา ดูราโยนกข้าหลวงทั้งปวง ๕๐๐ และพระภิกษุแปดสิบพันที่ข้าอ้างเป็นอุตรีพยานนี้ ฟังเอาด้วยกัน ณ กาลบัดนี้
เมื่อสมเด็จพระเจ้ามิลินท์นรินทราธิบดีตรัสบริภาษด้วยทารุณราชพจนารถอันหยาบ เป็นอริยุปวาทคำฉกรรจ์แก่พระนาคเสนองค์อรหันต์ฉะนี้
ฝ่ายพระนาคเสนผู้มีอายุ เป็นองค์พระอรหันต์อันมีกำกงแห่งสังสารจักร อันจะชักให้สัตว์เกิดตายเวียนว่ายในวัฏสงสารประหาราด ฉลาดด้วยพระปฏิสัมภิทา มีพระปัญญา ปรุโปร่งไปในปฏิสัมภิทาทั้ง ๔ คือธรรมปฏิสัมภิทาแตกฉานไปในพระสูตรพระวินัยพระปรมัตถ์ มิหนำอีกปฏิเวธธรรมทางมรรคทางผล อรรถปฏิสัมภิทาฉลาดในอรรถกถาบาลีอรรถแปลแก้ไขนิรุตติปฏิสัมภิทาฉลาดในอักขระอักษรพยัญชนะ นิมิต มิคหิต พินทุ สิ้นทุกประการมิได้กังขาปฏิภาณปฏิสัมภิทาแตกฉานในอ่านสวดให้ถูกตามครุลหุธนิตสิถิลลำนฉันทานุรักษ์และเทศนา สำแดงธรรมอันน้อยใหญ่แกล้วกล้าไปทุกประการ ได้พระปฏิสัมภิทาญาณทั้ง ๔
ยิ่งยอดบุคคลถึงฉะนี้ เมื่อสมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดี ทรงบริภาษพ้อวันนั้นมีน้ำพระทัยมิได้ไหวหวั่นฉันใด อุปไมยเหมือนจอมเสลราชพระยาเมรุมาศศิขรินทร อันมิได้รู้โอนอ่อนสะเทือนสะท้านด้วยลมกาลเวรัมภวาตหากพัด จะได้โกรธกรุงมิลินท์ปิ่นกษัตริย์อันตรัสผรุสโวหารหามิได้
พระผู้เป็นเจ้าเบิกบานด้วยจำเริญฌานเมตตา เอ็นดูนักหนา จะอุปมาฉันใดอุปไมยประดุจมารดาอันเห็นบุตรของอาตมา อันเป็นทารกกำหนัดนม กำดัดที่จะรัก กำดัดที่จะชมเชย อันเที่ยวเล่นไกลแล้วอยากนมและร้องไห้พิไรร่ำมา มารดาเห็นลุกรักก็วิ่งออกไป กระพัดกระพองร้องเรียกบุตรของอาตมาไว ๆ ว่า ลูกเอ๋ยเจ้างามประเสริฐมาเถิดพ่อมาแม่มา ตกว่าพระนาคเสนผูกเมตตาต่อสมเด็จบรมกษัตริย์กรุงมิลินทราธิบดีนี้ก็เหมือนกัน พระเจ้ากรุงมิลินท์นั้นยังเป็นปุถุชน พระผู้เป็นเจ้าไม่มีความโกรธจะโปรดให้ได้มรรคผล เสวยชลอมฤตธาราน้ำนม ให้บรมพิตรอันประพฤติทุจริตมืดมิดอยู่เป็นกำลัง เร่งให้เสวยเสียยังแล้ว จะโปรดให้ได้นิพพานเมืองแก้วเสียในปัจจุบันชาตินั้นด้วยแก้ปัญหา พระผู้เป็นเจ้ารู้จิตวาระนี้พระราชหฤทัยอัชฌาสัยของกรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดีนั้น ทำเป็นประหนึ่งจะวิสัชนามิได้ ดุษณีภาพนิ่งอยู่ประมาณครู่หนึ่งในกาลนั้น
พระนาคเสนผู้ปรีชา นิสีทนานั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จึงถวายพระพรว่า มหาราช ดูกรบรมพิตรและราชสมภารผู้ประเสริฐในราชสมบัติ บพิตรนี้เป็นกษัตริย์อันสุขุมมาลัยมิ่งมไหศวรรย์ สุขุมโดยแท้แต่เสด็จจากพระราชนิเวศน์มาสู่ประเทศอสงไขยบริเวณเท่านี้ดูนี่หมองศรีนักหนา อนึ่งเสด็จมาก็ต้องแสงสุริยะกล้าเป็นเวลามัชฌันติกสมัย น้ำพระทัยจึงกลัดกลุ้มรุ่มร้อน ทรงบทจรเสด็จพระราชาดำเนินมายังสำนักอาตมานี้เล่า ก็เสด็จด้วยพระบาทเปล่า ชะรอยระแหงหินกรวดอันใด ยอกเข้าที่ฝ่าพระบาทปวดประชวรแสบสามารถหรือกระไรนั้น จึงร้ายกาจ พระโองการประภาษเล่าก็หยาบหยาม นี่แน่ะอาตมาจะถามบพิตรพระราชสมภารเจ้า บพิตรพระราชสมภารเจ้าเสด็จมานี้ด้วยพระบาทเปล่าหรือ หรือบพิตรพระราชสมภารเจ้าเสด็จจากราชฐานด้วยพาชีสินธพชาติอาชาญยานุมาศ อันใด จงตรัสพนารถประภาษแก่อาตมาในกาลบัดนี้
แท้จริงอันดับนั้นสมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการเผดียงว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้านาคเสน เมื่อโยมจะมาสู่อสงไขยบริเวณสำนักพระผู้เป็นเจ้านี้ โยมไม่มาด้วยพระบาทเปล่า มาด้วยรถ ครั้นมาสู่สำนักพระผู้เป็นเจ้าโยมเข้ามาด้วยพระบาทเปล่า
พระนาคเสนได้ฟังพระโองการประภาษ จึงประกาศว่า ดูกรราชเสวกโยนกทั้ง ๕๐๐ ฟัง เอาเถิด ถ้อยคำสมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทร์ผู้ประเสริฐ ตรัสว่ามาด้วยรถ มาสู่สำนักอาตมานี้มาด้วยพระบาทเปล่า ชาวเจ้าทั้งปวงกับพระภิกษุแปดสิบพันจงฟังเป็นพยานในกาลบัดนี้ พระนาคเสนจึงมีเถรปุจฉาถามว่า ดูกรบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐในราชสมบัติ ซึ่งมีพระราชโองการตรัสว่าเสด็จด้วยรถนั้นตรัสมั่นคงละหรือ |
| |
เออข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า โยมว่า ว่ามาด้วยรถจริง |
พระนาคเสนมีเถรปุจฉาถามว่า บพิตรพระราชสมภารบอกว่ามาด้วยรถนั้น งอนนั้นหรือชื่อว่ารถ
สมเด็จพระเจ้ามิลินท์นรินทราธิบดีมีพระราชโองการตรัสว่างอนนั้นจะได้ชื่อว่ารถหามิได้
พระนาคเสนมีเถรปุจฉาซักถามต่อไปว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ เพลานั้นหรือชื่อว่ารถ
พระเจ้ามิลินทร์ภูมินทราธิเบศร์ ปฏิเสธว่าหามิได้
พระนาคเสนมีเถรปุจฉาซักถามต่อไปว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ จักรนั้นหรือชื่อว่ารถ ขอถวายพระพร
พระเจ้ามิลินท์ปิ่นสาคลนคร ปฏิเสธว่าหามิได้
พระนาคเสนมีเถรปุจฉาซักถามต่อไปว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ คันชักนั้นหรือชื่อว่า ขอถวายพระพร
สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ปิ่นประชากรปฏิเสธว่าหามิได้
พระนาคเสนมีเถรปุจฉาซักถามต่อไปว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ เรือนรถนั้นหรือชื่อว่ารถ ขอถวายพระพร
พระจ้ามิลินท์ก็ปฏิเสธว่าหามิได้
พระนาคเสนมีเรถปุจฉาซักถามต่อไปว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ เชือกรถนี้หรือชื่อว่ารถ ขอถวายพระพร
สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ปิ่นประชากร ปฏิเสธว่าหามิได้
พระนาคเสนมีเถรวาจาซักถามต่อไปว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ ประฏักสำหรับถือนั้นหรือชื่อว่ารถ ของถวายพระพร
พระเจ้ามิลินท์ปฏิเสธว่าหามิได้
พระนาคเสนมีเถรปุจฉาซักถามสืบต่อไปว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ แอกนั้นหรือชื่อว่ารถ ขอถวายพระพร
สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ปฏิเสธว่าหามิได้
พระนาคเสนมีเถรวาจาถมไปจนสิ้นสุดฉะนี้ จึงมีเถรบริภาษตัดพ้องว่า ดูรานะสมเด็จบรมบพิตรผู้ประเสริฐในราชสมบัติ เมื่ออาตมาเอาเครื่องรถนั้นมาถามถ้วนถี่บพิตรก็ตรัสว่ามิใช่รถ ตรัสปฏิเสธยั่งยืน อาตมาไม่เห็นสิ่งใดที่จะเรียกว่ารถสิ้นทั้งหมดเดิมทีสิตรัสบอกว่า เสด็จออกมาด้วยรถ ครั้นอาตมาถามหานามรถว่า สิ่งนี้หรือชื่อว่ารถ ก็ปฏิเสธว่ามิใช่รถ กระนั้นก็ปดรูปเล่น เออเป็นถึงอัครราชเรืองเดชในประเทศทวีปชมพูไม่มีความอดสู ดูรึมาตรัสสุสามวาทช่างประภาษได้ ฟังเอาเป็นไรราชเสวกโยนกข้าหลวงทั้ง ๕๐๐ อันหมอบรายเรียงเคียงกัน และพระภิกษุสงฆ์แปดสิบพันที่เราบอกไว้เป็นพยานนั้น จงฟังเอาด้วยกันในกาลบัดนี้
ขณะนั้นหมู่ราชเสวกโยนกข้าหลวง ๕๐๐ ก็มี่ก้องร้องซ้องสาธุการพระนาคเสนนี้ต่าง ๆบางพวกที่ตัวโปรดก็บังคมเหนือศิโรตม์ แล้วทูลเตือนสมเด็จบรมกษัตริย์ให้ตรัสแก้ไข
ส่วนสมเด็จพระเจ้าพระเจ้ามิลินท์ปิ่นสาคลราชธานี จึงมีพระราชโองการแก้ปัญหาว่า ข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้า โยมจะได้เจรจามุสาวาทหามิได้ นามบัญญัติชื่อว่ารถนั้นอาศัยสัมภาระเครื่องรถ พร้อมกันหมดคืองอนและจักรเพลา และคันชักรถและเรือนรถและเชือกรถ และประฏักกับแอกทั้งหมด จึงได้บัญญัตินามชื่อว่ารถ นะพระผู้เป็นเจ้า พระผู้เป็นเจ้าจงทราบด้วยประการฉะนี้
พระนาคเสนจึงมีเถรวาจาถวายพระพรว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐในบวรมไหศวรรย์ อาตมาก็เหมือนกัน ที่ถวายพระพรไว้ว่า ชื่อนาคเสนนั้นจะได้มุสาหามิได้ อาศัยอาการ ๓๒ ของอาตมาเป็นอาทิ คือ เกศาโลมาตลอดถึงมัตถลุงคังทั้งหมด จึงได้นามบัญญัติปรากฏชื่อว่านาคเสน เหมือนชื่อว่ารถ อาศัยสัมภาระทั้งหมดจึงเรียกว่ารถยาน ก็สมด้วยคำท่านปฏาจาราภิกษุณี กล่าวในที่เฉพาะพระพักตร์ของสมเด็จพระทศพลพิชิตมารโมลี ยุติด้วยวาระแห่งพระบาลีว่า
|
| |
ยถาปิ องฺคสมฺภาโร โหติ สพฺโพ รโถ อิติ
เอวํ ขนฺเธสุ สนฺเตสุ โลโก สตฺโตติ สมฺมตีติฯ |
| |
กระแสความว่า อันว่าสัมภาระเครื่องรถพร้อมทั้งหมด ได้นามบัญญัติเรียกว่า มีครุวนาฉันใด ได้ชื่อว่าสัตว์ว่าบุคคลนี้ก็อาศัยมีขันธ์พร้อม ๕ ประการ เปรียบปานดังรถนั้น ขอถวายพระพร
สมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดี ทรงพระสวนาการแก้ปัญหาฉะนี้ มีน้ำพระทัยท้าวเธอปรีดาปราโมทย์ออกพระโอษฐ์ตรัสซ้องสาธุการว่า สาธุสะพระผู้เป็นเจ้าช่างแก้ปัญหาโยมอัศจรรย์นักหนา โยมสำคัฐว่าอยู่โยมแล้วทีเดียว พระผู้เป็นเจ้านี้เฉลียดฉลาดสามารถนักหนา กลับกล่าวปัญหาเปรียบเทียบอุปมาวิจิตรให้คนทั้งหลายคิดเห็นกระจ่างแจ้งแจ่มใสถ้าแม้ว่าสมเด็จพระชิเนนทรทศพล ยังสถิตมีพระชนม์อยู่นี้จะโปรดปรานตรัสสาธุการประทานที่ฐานันดร ให้เป็นเอกบุคคลข้างแก้ปัญหา ในกาลบัดนี้ |
| |
 นามปัญหา คำรบ ๑ จบเท่านี้  |
|
|
| (๔) วัสสปัญหา คำรบ๒. |
| |
สมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการตรัสถามวัสสปัญหาสืบต่อไปว่าข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้า พระผู้เป็นเจ้ามีวรรษาเท่าไร
พระนาคเสนถวายพระพรว่า อาตมามีวรรษาได้ ๗ วรรษา
สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการตรัสซักว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้านาคเสน วรรษานับได้ ๗ ปีนั้น นับพระผู้เป็นเจ้าเข้าด้วยหรือ หรือว่านับแต่ปีนั้น ๗ มิได้อาศัยผู้เป็นเจ้า ในกาลบัดนี้
ดังจะรู้มาว่า พระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดีวันนั้นทรงเครื่องปิลันธนาภรณ์พวกดอกไม้มีพระฉายปรากฏลงไป
ที่อุทกมณิกากะละออมแก้ว
พระนาคเสนเห็นประจักษ์แล้วจึงถวายพระพรว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐในสิริมไหศวรรย์
พระฉายที่ปรากฏในกะละออมแก้วนั้น นับเนื่องอาศัยในพระองค์ของมหาบพิตรด้วยหรือประการใด
พระเจ้ากรุงมิลินท์ปิ่นสาคลราชธานีจึงมีพระราชโองการตรัสว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าเงาที่ปรากฏในกะละออมแก้วนี้ก็อาศัยเนื่องไปแต่ตัวโยม
พระนาคเสนก็โน้นน้อมเป็นอุปมาว่า ขอถวายพระพรบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐในสิริมไหศวรรย์ วรรษาของอาตมานี้ก็เหมือนกัน อาศัยอาตมาบรรพชามาคณนานับได้ ๗ พระวรรษา ในกาลบัดนี้
สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ปิ่นพิภพ ได้ทรงฟังก็นอบนบซ้องสาธุการว่า สธุสะปัญหาเปรียบของพระผู้เป็นเจ้า
เอามาเปรียบนี้ไม่ผิด ฟังนี้วิจิตรอัศจรรย์ครัน
วัสสปัญหา คำรบ ๒ จบเท่านี้ 
|
| |
|
| (๕) เถรัสสติกขปฏิภาณปัญหา คำรบ๓. |
| |
ครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดี มีสุนทรพจนารถพระราชโองการถามอรรถปัญหาสืบไปว่า ข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้าอันว่าบรรพชาของพระผู้เป็นเจ้านี้ มีประโยชน์อันอุดมดีอย่างไรประโยชน์ด้วยสิ่งอันใดจึงบรรพชา พระผู้เป็นเจ้าจงวิสัชนาแก้ไขให้แจ้งก่อน
พระนาคเสนจึงถวายพระพระว่า ดูกรบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐในสิริราชมไหศวรรย์ บรรพชาของอาตมานั้นเป็นประโยชน์ดับเสียซึ่งทุกข์ที่มีในสันดาน แล้วมิให้ทุกข์ประการอื่นบังเกิดได้ ประการหนึ่งบรรพชาของอาตมานี้ประเสริฐยิ่งนัก จักให้เป็นประโยชน์แก่มนุษย์นิกรเทวดา มนุษย์นิกรเทวดาไหว้นบเคารพบูชาถวายไทยทาน บรรดาที่จะให้เกิดผลเมื่อสิ้นชนม์มรณกาลแล้ว เดชะผลที่ได้กระทำสักการถวายทานแก่รูปอันบรรพชาก็จะปิดเสียซึ่งประตูจตุราบาย ก็จะได้ไปชมสมบัติ ๓ ประการ คือมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติเหตุฉะนี้รูปจึงว่า บรรพชาของรูปนี้โสด จะให้เป็นประโยชน์แก่นิกรมนุษย์เทวดาทั้งหลายขอถวายพระพร
พระจ้ากรุงมิลินท์ปิ่นสาคลนคร ได้ทรงฟังพระนาคเสนสำแดงแจ้งกระจ่าง ก็มิได้มีทางที่จะซักไซ้ ก็หันเหเสประภาษพจนารถอื่นไปว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้านาคเสนโยมนี้อยากจะใคร่พูดอยากใคร่เจรจาพาทีกันด้วยพระผู้เป็นเจ้านักหนา
พระนาคเสนจึงมีเถรวาจาว่า ดูรานะมหาบพิตรจะเป็นอะไร ตรัสว่ากระไรจงตรัสเถิด แต่บพิตรผู้ประเสริฐอย่าประภาษด้วยราชวาท จงตรัสกับอาตมาเป็นบัณฑิตวาท
พระเจ้ามิลินท์นรินทรราชจึงประภาษถามว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า บัณฑิตวาทนักปราชญ์เจรจานี้เจราจาประการใด โยมยังสงสัยอยู่ นิมนต์วิสัชนาไปก่อน
อ้อ ขอถวายพระพร ธรรมดาว่าปราชญ์เจรจาย่อมสุนทรอ่อนหวานมิได้เจรจาหักหาญข่มขี่กระทำดีเรียบร้อย ถ้อยคำย่อมกระทำให้วิเศษต่าง ๆ ย่อมกระทำปฏิเสธกั้นกางการอกุศลกรรม ย่อมกระทำเคล้าคลึงโน้มน้อมเข้าในสิ่งเป็นกุศล มีรักษาศีลให้ทานเป็นต้น มิได้กำเริบรานร้ายกาจ ธรรมดาว่าปราชญ์ย่อมเจรจาดุจอาตมาวิสัชนาฉะนี้ขอถวายพระพร
พระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดี มีพระราชโองการถามว่า ข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้าผู้ฉลาด อีกประการหนึ่งที่พระผู้เป็นเจ้าว่าราชวาทคือคำกษัตริย์ขัตติยมหาศาล นั้นเป็นประการใด จงวิสัชนาให้โยมฟังก่อน
ขอถวายพระพร บรมกษัตริย์ขัตติยมหาศาลจะตรัสย่อมหักหาญเอาด้วยปัญญาของตนปฏิญาณในวัตถุสิ่งเดียว ได้ตรัสให้กระทำดังนี้ ถ้ามีผู้ใดขัดพระราชโองการโสด โทษก็มียิ่งแก่ผู้นั้น อันกษัตริย์นี้จะตรัสเจรจาพาทีมิได้อนุโลมตามใคร ความกระนี้จึงไม่ให้ตรัสด้วยอาตมาเป็นคำราชวาท บพิตรจะตรัสเป็นราชวาทกับอาตมา อาตมาก็มิได้สนทนาด้วยบพิตรพระราชสมภาร ในกาลบัดนี้
ขณะนั้นสมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดี มีพระราชโองการตรัสว่า ข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้า โยมนี้จะเอาคำนักปราชญ์มาเจรจา มิได้พูดกับพระผู้เป็นเจ้าโดยคำท้าวคำพระยา
อ้อ ถ้ากระนั้นจะตรัสอย่างไรเร่งตรัสมาเถิด ขอถวายพระพร
พระเจ้ากรุงมิลินท์ปิ่นสาคลนคร จะลองปัญญาพระผู้เป็นเจ้าว่าจะเขลาเคลิ้มประการใดจึงตรัสไต่ถามเป็นสำนวนลมปากเปล่าอีกเล่าว่า โยมจะถามพระผู้เป็นเจ้า
บพิตรจะถามอย่างไร จงถามเถิด
โยมถามแล้ว
ขอถวายพระพร อาตมาแก้แล้ว
พระผู้เป็นเจ้าแก้อย่างไร จงวิสัชนาให้แจ้งก่อน ขอถวายพระพร อาตมาแก้แล้ว
พระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดีไต่ถามปัญหาสำนวนเปล่าเช่นนี้ทีหนึ่งแล้วกลับมาถามซ้ำอีกเล่า หวังจะลองปัญญา
พระนาคเสนว่าจะเขลาหรือฉลาด จะยั่งยืนอยู่ไม่ครั่นคร้ามหรือประการใดเท่านั้น |
| |
 เถรัสสติกขปฏิภาณปัญหา คำรบ ๓ จบเท่านี้  |
| |
|
| (๖) เชิญพระนาคเสนเข้าวัง . |
| |
แท้จริงอันดับนั้นมา สมเด็จบรมกษัตราธิราชมิลินท์ภูมินทราธิบดี ทรงพระราชดำริฉะนี้ว่า พระภิกษุรูปนี้ มีปัญญา
อาจสามารถที่จะวิสัชนาได้ อาตมาจะถามโดยเหตุอันพิเศษหลาก ๆ มากนักหนา เวลานี้ก็เป็นเวลาสายัณห์ตะวัน
อัสดงลงลับไป ต่อวันรุ่งพรุ่งนี้จะให้นิมนต์พระนาคเสนเข้าไปสู่พระราชฐานของอาตมา จะถามอรรถปัญหาให้หลาก ๆ
มากกว่านี้ ดำริแล้ว
พระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการสั่งเทวมันติยอำมาตย์ผู้ฉลาดว่า ดูกรเทวมันติยอำมาตย์
จงอาราธนาพระผู้เป็นเจ้านาคเสนให้เข้ามาสั่งสนทนากับด้วยเราในราชนิเวศน์แต่เพลาเช้าอย่าให้พระผู้
เป็นเจ้าไปในที่อื่น ตรัสแล้วพระองค์ก็ลาพระภิกษุแปดหมื่นกับพระนาคเสนเสด็จถึงประตูอสงไขยบริเวณวงวัด
ก็เสด็จขึ้นหลังอาชาชาติสินธพพระที่นั่งทรงพร้อมด้วยหมู่นิกรแสนจตุรงค์ พระองค์ก็ตรัสบ่นแต่ว่า นาคเสน
นาคเสน มาบนหลังสินธพ พระที่นั่งกระทั่งถึงประตูพระราชวัง เสด็จเจ้ายังอันเตปุระราชนิเวศน์ตำหนักทอง
ของพระองค์
ในกาลครั้งนั้นฝ่ายเทวมันติยอำมาตย์ ก็อาราธนาพระนาคเสนดุจกระแสพระราชโองการ
ส่วนพระนาคเสนก็ชื่นบานรับอาราธนา ครั้นรุ่งราษราตรีรัศมีทิวากรสว่างกระจ่างฟ้า ฝ่ายว่าอำมาตย์ทั้งหลาย
๔ คน ชื่อว่าเนมิตติยอำมาตย์คน ๑ ชื่อว่าอันตกาย อำมาตย์คน ๑ ชื่อว่าอังกุรอำมาตย์คน ๑ ชื่อว่าสัพพทินน
อำมาตย์คน ๑ สิริเป็น ๔ คนด้วยกันจึงทูลสมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดีว่า ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาท
ปกเกล้าปกกระหม่อมเพลาเช้าวันนี้ทรงพระกรุณาจะให้พระนาคเสนมาสู่ราชฐานหริอประการใดจึงมีพระราช
โองการตรัสว่า เออให้เธอเข้ามาเถิดอำมาตย์จึงทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ พระภิกษุบริวารพานจะมากถึง
แปดสิบพันจะโปรดให้พระนาคเสนนั้นนิมนต์มาด้วยเท่าไร
จึงมีพระราชโองการตรัสว่า ตามแต่ในพระนาคเสนท่านจะพามาสัพพทินนอำมาตย์จึงทูลว่า ขอพระราชทานให้
พระนาคเสนนิมนต์พระสงฆ์มาด้วย ๑๐องค์ อย่าให้เอามามากเลย พระราชโองการตรัสว่า สัพทินนะเอ่ย
อย่าบังคับเลย ตามในท่านจะมาเถิด สัพพทินนของที่จะเลี้ยงพระภิกษุนี้สินไปไม่มีหรือประการใด ท่านจะเจ้า
มาเท่าไรตามใจท่าน โภชนาอาหารในราชฐานของเรามีเป็นนักเป็นหนา จังหันจะไม่พอเพียงที่จะเลี้ยงท่าน
หรือประการใดสัพพทินนะฟังพระราชโองการก็ก้มหน้านั่งนิ่งอยู่ หารู้ที่จะรู้ทูลทัดขัดพระราชโองการไม่
ส่วนอำมาตย์ทั้ง ๔ ได้สวนาการฟังกระแสพระราชโองการฉะนี้ อำมาตย์ทั้ง ๔ คือสัพพทินนะ เนมิตติยะ
เจ้าอังกุระและเจ้าอันตกายะ ก็พากันถวายบังคมลาลุกมาขมีขมันมิทันใดก็ถึงอสงไขยบริเวณ จึงเข้าไปสู่
สำนักพระนาคเสน องค์เอกอเสกขบุคคล นิมนต์พลันว่าข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า มีพระราชโองการให้กระหม่อมฉัน
มานิมนต์พระเจ้าให้เข้าไปฉันยังนิเวศน์วังใน กับภิกษุบริวารมากเท่าใดก็ตามน้ำใจพระผู้เป็นเจ้าจะพาเข้าไป
ในกาลบัดนี้
ขณะนั้นพระนาคเสนองค์พระอรหันต์อันมีอายุมิ่งมงกุฎโมลีโดยฟังอำมาตย์ทั้ง ๔ อาราธนา ก็นุ่งสบงทรงจีวรมี
พระกรจับบาตรพาสงฆ์แปดหมื่นลีลาศมาเป็นอันดับกัน แต่เพลาเข้าพระผู้เป็นเจ้าก็เจ้าสู่พระราชธานี
ฝ่ายอำมาตย์ทั้ง ๔ ก็ตามไปด้วยกัน |
| |
|
| (๗) อัตกายปัญหา คำรบ๔. |
| |
| อันตกายอำมาตย์นั้น จึงถามปัญหาพระนาคเสนองค์เอกอรหันต์ว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า พระผู้เป็นเจ้ากล่าววานนี้ว่า ชื่อของพระผู้เป็นเจ้าชื่อนาคเสน แต่ว่าชื่อนาคเสนนี้มิได้จัดเป็นสัตว์เป็นบุคคล นี่แหละข้าพเจ้ายังสงสัย พระนาคเสนจึงถามอันตกายะไปว่า ท่านเข้าใจว่าอะไรชื่อนาคเสน
อันตกายะจึงกล่าววาจาว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าเข้าใจว่าลมหายใจเข้าออกในกายนี้ยังมีอยู่ตราบใด ก็ชื่อว่ามีชีวิตอยู่ เหมือนอย่างพระผู้เป็นเจ้าฉะนี้มีชีวิตอยู่ได้ว่านาคเสน
ขณะนั้นพระนาคเสนจึงถามว่า ดูกรอำมาตย์ อาตมาจะถามท่าน ถ้าแม้ว่าลมระบายหายใจออกจากกายมิได้กลับเข้าภายในกาย คน ๆ นั้นจะตายหรือว่าหามิได้
อันตกายอำมาตย์จึงว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ลมไม่เข้าไปภายในกาย ลมออกไปภายนอกกายไม่กลับเข้าไปในกายแล้ว ผู้นั้นก็ตาย
พระนาคเสนองค์อรหันต์ท่านจึงว่า ถ้าฉะนั้น ดูกรอันตกายะ คนที่เป่าแตรเป่าสังข์ทั้งหลาย ลมออกนอกกาย จะมิตายสิ้นหรือ
อันตกายอำมาตย์ว่าไม่ตาย
พระนาคเสนองค์อรหันต์จึงว่า ดูกรอันตกายะ เหมือนช่างทองทั้งหลายเป่ากล้องประสานทองก็ดี คนพวกนี้ลมออกนอกกายไม่กลับเข้าในกายนี้ จะตายหรือประการใด อนึ่งเล่าคนที่เป่าปี่กระนี้จะมิตาย
อันตกายะจึงว่าไม่ตาย
พระนาคเสนจึงว่า ดูกรอันตกายะ เออท่านสิว่าลมออกนอกกายไม่เข้าไปภายในกายแล้วก็ตาม ก็ทำไมคนทั้งหลายที่เป่าแตรและเป่าสังข์ คนทั้งหลายที่เป่ากล้องประสานทองและคนที่เป่าปี่ คนทั้งหลายนี้ลมออกนอกกายจึงไม่ตายเล่าเพราะเหตุอย่างไร
อันตกายะก็จนใจไม่รู้ที่จะแก้ไข จึงว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าไม่เข้าใจ นิมนต์พระผู้เป็นเจ้าแก้ไขออกให้แจ้งเถิด ข้าพเจ้ารู้อะไรจะไปตอบโต้ถ้อยคำกับพระผู้เป็นเจ้าเล่า
ครั้งนั้นพระนาคเสนจึงว่า ดูกรอันตกายะ ท่านว่าลมนี้คือลมหายใจเข้าอก ลมหายใจเข้าออกนี้เป็นกายสังขาร
อันตกายะจึงถามพระนาคเสนว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า กายสังขารตั้งอยู่ที่ไหน
พระนาคเสนจึงบอกให้ว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า กายสังขารตั้งอยู่ในขันธ์ ว่าแล้วเท่านั้น พระนาคเสนก็สำแดงธรรมเทศนาแก้ไขให้อันตกายอำมาตย์ฟัง
อันตกายะตั้งใจสวนาการไป ก็มีจิตเลื่อมใสโสมนัสศรัทธาเคารพพระศรีรัตนตรัยเป็นอุบาสกในพระศาสนา
ตกว่าพระนาคเสนว่า ลมอัสสาสะปัสสาสะคือลมหายใจเข้าออกนี้เป็นกายสังขาร แหละถ้าท่านทายกไม่เข้าใจว่ากายสังขารนี้คือลมบำรุงกาย นัยหนึ่งว่าลมหายใจเข้าออกนี้เป็นรูปเนื่องมาแต่มหาภูตรูปคือวาโยธาตุ ลมหายใจเข้าออกนี้เรียกว่ากาย จะถือว่าเป็นชีวิตนั้นไม่ควรและกายสังขารคือลมหายใจเข้าออกนี้ก็ตั้งอยู่
ในขันธ์ทั้ง ๕ มีรูปขันธ์เป็นต้น อธิบายทั้งนี้จะให้ เข้าใจว่ากายสังขารนี้เป็นชื่อแห่งลมหายใจเข้าออก โลกย่อมพูดกันว่าเราท่านทุกวันนี้ มีลมหายใจเข้าออกอยู่ก็ว่าคนและคำอันนี้ว่าแต่พอจะให้เห็นพระทุกขังพระอนิจจังพระอนัตตา แต่ว่าลมหายใจเข้าออกนี้จะถือว่ามีพร้อมกันอยู่แล้ว เรียกว่าเป็นชีวิตนั้นไม่ได้ เป็นแต่บำรุงกายบำรุงชีวิตและลมหายใจ จะเป็นชีวิตหามิได้
|
| |
 อันตกายปัญหา คำรบ ๔ จบเท่านี้  |
| |
|
| (๘) ปัพพชาปัญหา คำรบ๕. |
| |
อันดับนั้นแท้จริง เมื่อพระนาคเสนผู้มีอายุ มิ่งมงกุฎวิสุทธิสงฆ์องค์อรหันต์ เทศนาโปรดอันตกายอำมาตย์แล้ว ก็ดำเนินลีลาศเข้าสู่พระนิเวศน์วังใน
เสด็จขึ้นไปบนปราสาท นิสัชนาการนั่งเหนือปัญญัตตาอาสน์กับพระภิกษุแปดหมื่น
สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ปิ่นพิภพขึ้นชมพูทวีป ก็ทรงรับรัดเร่งให้ปรนนิบัติด้วยโภชนียะของเคี้ยวของกัดดูดดื่มอันประณีตบรรจง ยังพระนาคเสนกับ
พระภิกษุสงฆ์ให้อิ่มหนำสำราญแล้วสมเด็จบรมบพิตรก็ถวายไตรจีวรให้ทั้งแปดหมื่นแล้ว
ก็มีพระทัยชื่นชมต่อบรมทาน จึงมีพระราชโองการให้พระนาคเสนเอาภิกษุหนุ่มไว้แต่ ๑๐ องค์ นิมนต์พระภิกษุมากกว่านั้นอันเฒ่าแก่กลัวนั่งเจ็บหลัง
นิมนต์กลับไปยังอสงไขยบริเวณ
ส่วนสมเด็จกรุงมิลินท์ก็จับเอาอาสนะนั่งใกล้พระนาคเสนองค์เอกอรหันต์ จึงมีสุนทรพจนารถราชโองการประภาษว่า ข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้า
เราทั้ง ๒ นี้จะสนมานาพาทีด้วยเหตุอันใดดี ในกาลบัดนี้
ฝ่ายพระนาคเสนเถรเจ้า จึงมีเถรวาจาถวายพระพรว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ อามตากับมหาบพิตรนี้คิดว่าจะสนทานกันที่เป็นประโยชน์
ขอถวายพระพร
ขณะนั้นกรุงมิลินท์ปิ่นประชากรมีสุนทรพจนารถราชโองการ ตรัสถามปัญหาเหมือนอันถามแล้วในวันก่อนนั้นว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า บรรพชาของ
พระผู้เป็นอุดมอย่างไรบรรพชานี้จะให้ประโยชน์อะไรพระนาคเสนก็แก้ไขเหมือนอันวิสัชนาในวันก่อนว่า
ขอถวายพระพร บรรพชานี้เพื่อจะ ให้ระงับทุกข์คือทุกข์ ๔ กอง มีชาติทุกข์เป็นต้นให้ระงับดับไป มิให้ทุกข์อื่นบังเกิด คือ จะเกิดอีกนั้นมิให้มีประการ ๑
อีกประการหนึ่งเล่า มีอรรถอันอุดมคือ จะให้ได้พระนิพพานหาเชื้อกิเลสตัณหามิได้ ขอถวายพระพร สิ้นคำวิสัชนาพระนาคเสนเท่านี้
พระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดี เอาปัญหาที่ถามแล้ว กลับเอามาถามอีก หวังจะตั้งเป็นเหตุจะได้ถามลักษณะแห่งบุคคลบรรพชา เหตุฉะนี้พระองค์จึงมี
พระราชปุจฉาถามพระนาคเสนฉะนี้ว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ลักษณะบุคคลจะเข้าบรรพชาบวชในพระพุทธุบาทศาสนานี้มีประโยชน์อย่างไร
พระนาคเสนถวายพระพรว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐในสิริมไหศวรรย์คนทั้งหลายคิดต่างกัน บางพวกนั้น คือ ท้าวพระยาเบียดเบียนใช้
สอย หนีออกไปบวชในพระพุทธศาสนาก็มี บางทีบรรพชาเพื่อจะให้คุ้นเคยท้าวพระยารู้จักมักใคร่ก็มี บางทีบวชเพื่อจะได้อิสริยยศเป็นที่ทางอันใหญ่
บางทีบวชเพื่อจะได้อาหารเลี้ยงชีวิต บางทีคิดกลัวภัยโจรจะคอยฆ่า กลัวภัยท้าวพระยาจะฆ่าตี กลัวภัยเจ้าหนี้จะตามทวงกลัวทั้งปวงนี้ก็หนีเข้าบรรพชา
ที่ว่าจะคิดถึงตัวกลัวภัยในสงสาร ออกบรรพชาปรารถนาพระนิพพานก็มี ขอถวายพระพร
พระเจ้ากรุงมิลินท์ปิ่นสาคลนคร จึงมีพระราชโองการย้อนถามว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าพระผู้เป็นเจ้านี้มาบรรพชาจะปรารถนาอย่างไร นิมนต์วิสัชนาให้แจ้งก่อน
พระนาคเสนถวายพระพรว่า ดูรายะมหาบพิตร อาตมานี้บรรพชาแต่ยังเป็นทารกได้ ๗ ขวบก็หารู้ไม่ ครั้นจำเริญใหญ่ขึ้นมา ท่านสมณะที่เป็นสากยบุตร
พุทธชิโนรสผู้ใหญ่ฝึกสอนอาตมาโดยให้มีสติปัญญารู้ซึ่งพุทธาธิบายบัดนี้อาตมาบรรพชาก็หมายจะใคร่ได้พระนิพพานขอถวายพระพร
สมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ปิ่นสาคลนครก็รับคำสรรเสริญว่า พระผู้เป็นเจ้ากล่าวนี้สมควรแล้ว |
| |
 ปัพพชาปัญหา คำรบ ๕ จบเท่านี้  |
| |
|
| (๙) ปฏิสนธิคหณปัญหา คำรบ๖. |
| |
| ครั้งนั้นพระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดีจึงมีพระราชปุจฉาถามอรรถปัญหาอันอื่น ต่อไปว่าข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้า คนที่ตายไปแล้ว จะไม่ปฏิสนธิเกิดมาเป็นร่างกายจิตใจสูญไปนี้ จะมีบ้างหรือ หรือว่าไม่มี
พระนาคเสนได้ฟังพระโองการฉะนี้จึงถวายพระพรว่า ดูรานะมหาบพิตร คนบางจำพวกดับจิตแล้วไม่เกิดอีกก็มี ที่กลับมาเกิดอีกก็มี
พระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดีจึงซักถามต่อไปนี้ว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า พระผู้เป็นเจ้าว่าบุคคลที่ดับจิตไม่ได้เกิดอีกนั้น ได้แก่คนจำพวกใด คนที่ดับจิตตายไปแล้วกลับเกิดใหม่นั้นได้แก่คนจำพวกใด นิมนต์วิสัชนาไปให้แจ้งก่อน
พระนาคเสนถวายพระพรว่า ดูรานะบพิตร คนที่มีราคาทิกิเลสดับจิตแล้วเกิดใหม่ ที่หากิเลสมิได้ดับจิตแล้วไม่เกิดอีก ขอถวายพระพร
พระเจ้ากรุงมิลินท์จึงย้อนถามว่า ก็พระผู้เป็นเจ้านี้เล่าดับจิตแล้วจะเกิดใหม่ หรือว่าไม่เกิดอีกในภพเป็นประการใด
พระนาคเสนวิสัชนาแก้ไขว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ ถ้าว่าอาตมาประกอบไปด้วยกิเลส ดับจิตไปก็ต้องเกิดใหม่ ถ้าว่าอาตมาหากิเลสมิได้ก็จะดับสูญไปไม่เกิดอีก ขอถวายพระพร
สมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ปิ่นสาคลนคร ก็มีพระโองการสรรเสริญว่า พระผู้เป็นเจ้าวิสัชนานี้สมควรแล้ว |
| |
 ปฏิสนธิคหณปัญหา คำรบ ๖ จบเท่านี้  |
| |
|
| (๑๐) มนสิการปัญหา คำรบ ๗. |
| |
สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ปิ่นกษัตริย์มีพระราชโองการตรัสถามอรรถปัญหาต่อไปว่าข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้า โยมนี้ยังสงสัยอยู่ ด้วยบุคคลไม่ปฏิสนธิคือไม่เกิดใหม่นั้น ไม่เกิดใหม่ด้วยโยนิโสมนสิการดังฤๅ
พระนาคเสนถวายพระพรว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐในศฤงคาร บุคคลไม่ปฏิสนธิเกิดใหม่นั้นด้วยโยนิโสมนสิการกับกุศลธรรมอื่นที่บำเพ็ญไว้แต่ก่อน มีบารมีเต็มตามกำหนดให้สำเร็จ
พระนิพพาน อีกกับปัญญาพร้อมด้วยสิ่ง ๓ ประการนี้ จึงมิได้เกิดใหม่ขอถวายพระพร
พระเจ้ามิลินท์มีพระราชโองการซักถามว่า ข้าแต่พระนาคเสนผู้มี ปรีชาญาณ โยนิโสมนสิการนั้นไม่ใช่ปัญญาหรือประการใด
พระนาคเสนวิสัชนาแก้ไขว่า โยนิโสมนสิการมิใช่ปัญญา และโยนิโสมนสิการนั้นมีลักษณะสถาน ๑ ปัญญามีลักษณะสถาน ๑
และโยนิโสมนสิการนั้น มีในสันดานแห่งสัตว์ทั้งหลายคือวัวควายช้างม้าสรรพสัตว์ทั้งปวง
เหล่านี้และสัตว์ดังพรรณนานี้จะได้มีปัญญาหามิได้มีแต่โยนิโสมนสิการขอถวายพระพร |
| |
 มนสิการปัญหา คำรบ ๗ จบเท่านี้  |
| |
|
| (๑๑) มนสิการลักขณปัญหา คำรบ ๘. |
| |
| สมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการตรัสถามด้วยลักษณะแห่งโยนิโสมนสิการว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้านาคเสนผู้ปรีชาญาณ และโยนิโสมนสิการนั้นมีลักษณะอย่างไร
พระนาคเสนจึงวิสัชนาแก้ไขว่า โยนิโสมนสิการนั้น มีลักษณะให้อุตสาหะมีพยายามความเพียรประการ ๑ มีลักษณะจะถือเอาให้ได้ เหมือนกับสัตว์เป็นต้นว่าแพะลาโคมหิสา ถึงจะผูกไว้ก็จะดิ้นไปกินหญ้านั้นประการ ๑ ขอถวายพระพร
พระเจ้ากรุงมิลินท์ปิ่นสาคลนครจึงมีพระราชโองการถามว่า ข้าแต่พระนาคเสนผู้ประเสริฐด้วยปรีชาญาณ ลักษณะปัญญานั้นอย่างไร
พระนาคเสนวิสัชนาแก้ไขว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐในสิริมไหศวรรย์ ปัญญานั้นมีลักษณะตัดให้ขาด ขอถวายพระพร
พระเจ้ากรุงมิลินท์ปิ่นสาคลนคร มีพระราชโองการนิมนต์พระนาคเสนผู้ปรีชาญาณให้กระทำอุปมา จึงตรัสว่า ข้าแต่พระนาคเสนผู้ประกอบด้วยปรีชาญาณลักษณะโยนิโสมนสิการ กับลักษณะปัญญา ที่พระผู้เป็นเจ้าวิสัชนามานี้ โยมฟังยังคลางแคลง อยู่ นิมนต์อุปมาให้แจ้งก่อน
พระนาคเสนจึงถวายพระพรอุปมาว่า ดูรานะมหาบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐในศฤงคาร ลักษณะโยนิโสมนสิการกับลักษณะปัญญานี้ ถ้าจะเปรียบเป็นอันเดียวเหมือนเกี่ยวข้าง ลักษณะชาวนาเกี่ยวข้าวนั้น เขาทำประการใด
"อ้อ โยมเข้าใจอยู่
"ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐในมไหศวรรย์ ชาวนาเกี่ยวข้าวนั้นเขาทำอย่างไร"
"อ้อ ชาวนานั้นเขาเอาเท้าเหยียบต้นข้าวไว้มิให้ขยาย มือซ้ายหน่วงเอารวงข้างนั้นมา มือขวาจับเคียวเกี่ยวกระชากให้รวงข้าวขาดติดมือเบื้องซ้ายชาวนาทั้งหลายเขากระทำอย่างนี้ โยมรู้อยู่
"ดูรานะบพิตรผู้ประเสริฐในสิริมไหศวรรย์ ความนี้ฉันใด มือซ้ายที่ถือรวงข้างไว้ได้แก่โยนิโสมนสิการอันมีลักษณะถือเอา มือขวาที่ถือเคียวเกี่ยวรวงข้างตัดกระชากให้ขาดนั้นได้แก่ปัญญาอันมีลักษณะตัดให้ขาด ด้วยประการดังนี้"
พระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดี ได้ฟังพระนาคเสนอุปมาก็ทรงพระปรีชาชื่นชม ตรัสว่าพระผู้เป็นเจ้าอุปมานี้ สมควรนักหนา สาธุสัตบุรุษผู้มีศรัทธาพึงเข้าใจเถิดว่า บุคคลที่ไม่เกิดอีกนั้นคือพระอรหันตขีณาสพ ท่านไม่เกิดอีก คือท่านเข้านิพพาน |
| |
 มนสิการลักขณปัญหา คำรบ ๘ จบเท่านี้  |
| |
|
| (๑๒) สีลปติฏฐานลักขณปัญหา คำรบ๙. |
| |
| พระนาคเสนถวายพระพรว่า มหาราช ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐในทวีปชมพูพื้น กุศลอันอื่นคือศีลบารมีและสติปัฏฐาน สมาธิและปัญญาบารมีเป็นต้นนี้ของถวายพระพร
สมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดีถามว่า ข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้า อันว่าศีลนี้ มีลักษณะอย่างไร นิมนต์วิสัชนาให้แจ้งก่อน
พระนาคเสนถวายพระพรว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร อันว่าศีลนี้มีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมทั้งปวง นี้แหละศีลนี้ประเสริฐใหญ่หลวงเป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมทั้งปวง คืออินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ ฌาน ๔ วิโมกขธรรม ๘ สมาธิ ๑ สมาบัติ ๘ ประการ ดูรานะบพิตรพระราชสมภารบุคคลจะไม่ถอยไม่เสื่อมจากกองการกุศลธรรมทั้งปวงนี้ ก็อาศัยศีลเป็นที่ตั้ง ขอถวายพระพร
พระเจ้ามิลินท์ปิ่นประชากรจึงตรัสอาราธนาว่า อุปมาให้โยมเห็นแจ้งก่อน
พระนาคเสนจึงถวายพระพรอุปมาว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐในราชศฤงคาร เปรียบปานดุจพืชคามภูตคาม พืชคามคือพืชอันแรกงอกขึ้นนั้น และภูตตามได้แก่ต้นไม้ใบหญ้าอันเทวดาสิง อาศัยแผ่นดินแล้วงอกจำเริญแตกหน่อ กอก้านกิ่งใบ ผลิดอกออกผลต้นลำ มีอุปมาฉันใด ขอถวายพระพร พระโยคาวจรก็อาศัยปาติโมกขสังวรวิสุทธิศีลนั้น ยังอินทรีย์ ๕ คือสัทธินทรีย์ ๑ วิริยินทรีย์ ๑ สตินทรีย์ ๒ สมาธินทรีย์ ๑ ปัญญินทรีย์ ๑ ให้จำเริญไป ๆ มีอุปไมยเหมือนต้นไม้ใบหญ้าพืชลดาวัลย์อันงอกคร่ำไปอาศัยแก่แผ่นดินนั้น ขอถวายพระพร
สมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการตรัสว่า นิมนต์พระผู้เป็นเจ้าอุปมาอุปไมย ให้ภิยโยภาวะยิ่งขึ้นไปกว่านี้
พระนาคเสนองค์อรหาธิบดีก็มีเถรวาจาถวายพระพร ว่า ดูรานะบิตรพระราชสมภาร เปรียบปานประดุจบุคคลทั้งหลายอันกระทำการกสิกรรมการไร่การนา การค้าล้อค้าเกวียนการสถลมารคเป็นการบกดาษไปทั้งพื้นปฐพี ก็อาศัยแก่แผ่นดิน ฉันใด ศีลนี้ก็เป็นตั้งแห่งกุศลธรรม เมื่อโยคาวจรสถิตในปาติโมกขสังวรศีลนั้น ก็ยังปัญจอินทรีย์ ๕ ประการนี้มีอินทรีย์แห่งศรัทธาเป็นต้น คือให้มีศรัทธาเป็นใหญ่จำเริญได้ มีอุปไมยดุจบุคคลทั้งหลายกระทำการอาศัยพื้นแผ่นดินฉะนั้น ขอถวายพระพร
พระเจ้ามิลินท์ปิ่นสาคลนคร มีพระราชโองการอาราธนาว่านิมนต์พระผู้เป็นเจ้าอุปมาให้ภิยโยภาวะยิ่งขึ้นไปกว่านี้
พระนาคเสนผู้ปรีชาจึงอุปมาต่อไปอีกเล่าว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภารเจ้าดุจหนึ่งว่าบุคคลมีวิชาการข้างเล่นเต้นโลดลอดบ่วงและวิชาบังเหลื่อมนั้น ย่อมขุดแผ่นดินหินกรวดหลักตอให้ราบรื่นกระทำพื้นภูมิภาคให้เสมดเป็นอันดี อาศัยพื้นแผ่นดินเป็นที่ตั้ง จึงได้แสดงวิชาของอาตมามีครุวนาฉันใด โยคาวจรเจ้าตั้งอยู่ในพระปาติโมกข สังวรศีลอาศัยศีลนั้นก็ยังปัญจอินทรีย์ ๕ คือสัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ให้จำเริญขึ้นเปรียบดุจพื้นแผ่นดินอันเป็นที่ตั้ง เหมือนพวกหกคะเมนเต้นโลดลอดบ่วงนั้น ขอถวายพระพร
พระนาคเสนถวายพระพรอุปมาว่า ดูรานะบพิตพระราชสมภาร เปรียบดุจนายวัฑฒกีสร้างพระนครราชธานี จึงถางที่ให้เตียน นำเสี้ยนหนามหลักตอตัดโคนให้ราบ ปราบพื้นให้ราบดีแล้วจึงกระทำเป็นราชธานีนคร ฉันใด พระโยคาวตรก็รักษาศีลสังสรให้บริสุทธิ์ผ่องใสเป็นอันดี ยังอินทรีย์ ๕ คือสัทธินทรีย์ คือวิริยินทรีย์ คือสตินทรีย์ คือสมาธินทรีย์ คือปัญญินทรีย์ ให้จำเริญเป็นอันดี เหมือนวัฑฒกีอันสร้างนครนั้น ขอถวายพระพร
สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ทรงได้ยินพระนาคเสนอุปมา มีพระโองการตรัสว่า นิมนต์พระผู้เป็นเจ้าอุปมาให้ยิ่งกว่านั้น
พระนาคเสน ถวายพระพรแก่พระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดีเป็นอุปมาว่า ยังมีโยธาจตุรงค์อันจะเข้าสู่พิชัยสงครามรบพุ่งฆ่าฟันซึ่งปัจจามิตรอันมาก็ย่อมหาที่ชัยภูมิอันดี กระทำพื้นปถพีให้ราบปราบให้ดีที่จะตั้งค่ายคู ครั้นศัตรูมา โยธานั้นก็รบชนะมีชัย มีครุวนาฉันใด พระโยคาวจรก็อาศัยศีลสังวรเป็นที่ตั้งยังอินทรีย์ ๕ คือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ปัญญินทรีย์ ให้บังเกิดจำเริญในบวรสันดาน เปรียบปานดุจทหารโยธาอันอาศัยกระทำที่ชัยภูมิก่อนจึงมีชัยฉะนั้น อนึ่งเล่าก็สมด้วยพระพุทธฎีกา สมเด็จพระบรมโลกนายกยิ่งบุคคลทศพลญาณตรัสประทานธรรมเทศนาไว้ดังนี้ว่า |
| |
สีเล ปติฏฺฐาย นโร สปญฺโญ จิตฺตํ ปญฺญญฺจ ภาวยํ
อาตาปี นิปโก ภิกฺขุ โส อิมํ วิชฏเย ชฏนฺติ
อยํ ปติฏฺฐา ธรณีว ปาณีนํ อิทญฺจ มูลํ กุสลาภิวุฑฺฒิยา
มูลมิทํ สพฺพชินานุสาสเน สสีลกฺขนฺโธ วรปาติโมกฺขิโยติ ฯ |
| |
ในกระแสพระพุทธฎีกา ตรัสว่า ฝูงชนคนในมีใจศรัทธา ตั้งอยู่ในศีลรักษาศีลไว้ผู้นั้นแหละได้ชื่อว่า เป็นภิกษุ จำเริญไปในสมาธิจิตและสมาธิปัญญา ก็ยังสมาธิจิตแลสมาธิปัญญาให้จำเริญ ก็จะมีปัญญาแก่กล้า เหตุว่ามีเพียรให้กิเลสเร่าร้อน ก็จะถึงธรรมวิเศษกำจัดเสียซึ่งกิเลสตัณหาภายนอกภายใน ให้ขาดไปจากสันดาน ศีลเป็นเหตุที่จะให้ถาวรเป็นผลเป็นรากเหง้าเป็นลำเป็นต้น ที่จะให้เกิดก่อกองกุศล ดุจปฐพีดลพื้นภูมิภาคแผ่นธรณีอันหนาแน่นได้สองแสนสี่หมื่นโยชน์ อันเป็นที่ตั้งแห่งโขดเขาลำเนาที อันเป็นที่พึ่งแก่นาคครุฑมนุษยนิกรอมรภูตปีศาจสรรพสัตว์ทุกชาติย่อมอาศัยทั่วทิศแดนธรณี มีครุวนาฉันใด ศีลที่รักษาไว้ก็เหมือนกัน ศีลนั้นคือศีลขันธ์ได้แก่พระปาติโมกข์อันประเสริฐ อันจะบังเกิดตั้งมั่นไปในพระพุทธศาสนา ย่อมเป็นที่สั่งสอนสืบมา แห่งสมเด็จพระชิเนนทรสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ก่อนนั้น นี่แหละคำอาตมาอันวิสัชนาก็สมด้วยพระพุทธฎีกาโปรดไว้ฉะนี้ขอถวายพระพร
เมื่อพระนาคเสนวิสัชนาแก้ไขเป็นอุปมาอุปไมยฉะนี้ สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ปิ่นธรณีก็ชื่นชมภิรมย์ยินดี ตรัสว่าปัญหาซึ่งพระผู้เป็นเจ้าวิสัชนานี้ก็สมควรนักหนาในกาลบัดนี้ |
| |
 สีลปติฏฐานลักขณปัญหา คำรบ ๙ จบเท่านี้  |
| |
|
| (๑๓) สัทธาลักขณปัญหา คำรบ ๑๐. |
| |
| สมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดี มีพระราชโองการตรัสถามอรรถปัญหาต่อไปว่า ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจ้าผู้มีปรีชา อันว่าศรัทธานี้มีลักษณะกี่ประการ
พระนาคเสนถวายพระพรว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร ศรัทธานี้มีลักษณะ ๒ประการคือ สัมปสาทลักขณสัทธาประการ ๑ สัมปักขันทลักขณสัทธาประการ ๑ ขอถวายพระพร
พระเจ้ามิลินท์ปิ่นประชากรมีพระราชโองการซักว่า ข้าแต่พระนาคเสนผู้ประกอบด้วยปรีชา สัมปสาทลักขณสัทธานี้เป็นประการใด
พระนาคเสนวิสัชนาแก้ไขว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร อันว่าสัมปสาทลักขณสัทธานั้นเมื่อจะบังเกิดนั้นข่มขี่เสียซึ่งนิวรณธรรม ให้ดวงจิตนั้นผ่องใส ไม่ขุ่นมัวไปด้วยมลทิน เมื่อจะรักษาศีลให้ทานสวนาการฟังพระสัทธรรมเทศนา และจำเริญเมตตาภาวนา จิตนั้นมีสภาวะผ่องใสอย่างนี้ได้ชื่อว่าสัมปสาทลักขณสัทธา ขอถวายพระพร
พระเจ้ามิลินท์ปิ่นประชากร มีพระราชโองการตรัสว่า นิมนต์พระผู้เป็นเจ้าอุปมาอุปไมยไปก่อน
พระนาคเสนถวายพระพรอุปมาว่า ดูรานะพิตรพระราชาสมภาร เปรียบปานดังสมเด็จบรมจักรพรรดิราชอันยกพลจตุรงคนิกรลีวาศไปสู่ประเทศแห่งหนึ่ง จึงข้ามแม่น้ำน้อยนั้นไปด้วยพลหัตถีช้างมา ปรากฏพลบทจรเดินลำลอง ตกว่าท้องน้ำนั้นก็ขุ่นมัวนักหนา พอสมเด็จบรมจักรพรรดิราชนั้นอยากจะเสวยอุทกังเป็นกำลัง จึงมีพระราชโองการสั่งให้ตักเอาอุทกังอันขุ่นมัว ชาวพนักงานกลัวพระราชอาญา จึงตักอุทกังขุ่นนั้นมาใส่ในพระเต้าแก้ว แล้วน้ำนั้นก็ผ่องใสในทันที จึงเอาน้ำในพระเต้าแก้มณีถวายในทันใดนั้น ความนี้ฉันใด สัมปสาทลักขณสัทธานี้ อุปมาดุจพระเต้ามณีกำจัดเสียซึ่งเปือกตมอันขุ่นมัวคือตัวนิวรณธรรมให้สิ้นไปอุทกังก็ผ่องใส ได้แก่ดวงจิตอันมิได้ติดด้วยนิวรณธรรม คือ โลโภ โทโส โมโห จิตปราศจากโทษแล้วก็ผ่องใส อันว่าสัมปสาทลักขณสัทธามีลักษณะดุจเปรียบมาฉะนี้ ขอถวายพระพร
สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการตรัสถามว่า ข้าแต่พระนาคเสนผู้ประกอบด้วยปัญญาปรีชา อันว่าสัมปักขันทลักขณสัทธานี้อย่างไรเล่า
พระนาคเสนผู้เป็นเจ้าจึงถวายพระพรวิสัชนาว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภารอันว่าสัมปักขันทลักขณสัทธานี้ ได้แก่พระยติโยคาวจรอันมีจิตผ่อนให้เบาจากราคาทิกิเลส ก็ได้ธรรมวิเศษคือ โสดาปัตติมรรคผล และสกิทาคามิมรรคผล อนาคามิมรรคผล อรหัตมรรคผล ได้วิมุตติธรรมฉะนี้ ก็มีจิตแล่นไปในโสดาปัตติผล สกิทาคามิผล อนาคามิผล และได้มรรคแล้วจิตแล่นไปเพื่อจะกระทำให้ได้ผล และได้ผลแล้วยังมิได้มรรคผลอันใด ก็กระทำความเพียรเพื่อจะให้ได้มรรคและผลนั้น นี่แหละชื่อว่าสมปักขันณสัทธา ของถวายพระพร
สมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการตรัสว่า นิมนต์อุปมาให้แจ้งก่อน
พระนาคเสนจึงถวายพระพรอุปมาว่า ดูกรบพิตรพระราชสมภาร เปรียบปานดุจมหาเมฆอันใหญ่อันมากมาเห็นแม่น้ำนั้นก็ชะงักอยู่มิอาจจะข้ามไปได้ ยังมีบุรุษผู้หนึ่งนั้นไซร้บมิได้ปรากฏนามและโคตร โจงกระเบนขัดเขมรโดดโลดโผนลง ก็ข้ามไปได้ถึงฝั่งฟากโพ้น คนเหล่านั้นก็โจนลงในแม่น้ำนั้น เพราะเห็นเพื่อนข้ามได้ ก็ข้ามตามกันไปถึงฝั่งได้สิ้นเพราะดูเยี่ยงกันข้ามตามกัน ฉันใดก็ดี อุปไมยดุจพระโยคาวจรเจ้า ที่เห็นเพื่อนกันมีจิตพ้นจากราคะไปได้ ก็มีน้ำใจแล่นไปในที่จะได้พระโสดาปัตติผล สกิทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตผลแม้ยังบมิได้ก็กระทำความเพียรไป เพื่อจะให้รู้ซึ่งธรรมอันยังไม่รู้ เพียงไปเพื่อจะทำให้แจ้งซึ่งธรรมอันยังไม่แจ้ง เปรียบดังบุรุษอันข้ามน้ำตามกัน และสัมปักขันทลักขณสัทธานี้ มีลักษณะดุจอุปมานี้ ขอถวายพระพร อนึ่งก็สมด้วยพระพุทธฎีกาสมเด็จพระทศพลญาณ โปรดประทานพระสัทธรรมเทศนาไว้ดังนี้ว่า |
| |
สทฺธาย ตรติ โอฆํ อปฺปมาเทน อณฺณวํ
วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ ปญฺญาย ปริสุชฌตีติ ฯ |
| |
กระแสพระพุทธฎีกาตรัสว่า พระโยคาวจรจะข้ามโอฆะทั้ง ๔ ไปพ้นได้ด้วยสัมปักขันทลักขณสัทธา จะข้ามไปให้พ้นมหาสมุทรสงสารได้ด้วยไม่ประมาทลืมตน จะข้ามไปให้พ้นจากกองทุกข์นี้ด้วยมีวิริยะความเพียร จะบริสุทธิ์สิ้นกิเลสตัณหา ด้วยเฉทลักขณปัญญาอันตัดกิเลส และมิให้บาปธรรมอันข้องขัดเหลือเศษอยู่ในสันดานของอาตมานั้นได้โดยนัยดังวิสัชนามาฉะนี้ นี่แหละโปรดประทานธรรมเทศนาไว้ฉะนี้ ขอถวายพระพร
ครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทรารธิบดีมีพระทัยท้าวเธอหรรษา จึงมีพระราชโองการตรัสว่า พระผู้เป็นเจ้าวิสัชนาสมควรในกาลบัดนี้ |
| |
 สัทธาลักขณปัญหา คำรบ ๑๐ จบเท่านี้  |
| |
|
| (๑๔) วิริยลักขณปัญหา คำรบ ๑๑. |
| |
สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการตรัสปุจฉาด้วยลักษณแห่ง วิริยะว่า ข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้า อันว่าวิริยะนั้นเล่ามีลักษณะเป็นประการใด
พระนาคเสนวิสัชนาแก้ไขว่า ดูกรบพิตรพระราชสมภาร อันว่าวิริยะนี้มีลักษณะว่าอุปถัมภนาการค้ำชูไว้ มิให้กองกุศลธรรมทั้งหลายสิ้นเสื่อมสูญไป ของถวายพระพร
พระเจ้ากรุงมิลินท์จึงตรัสว่า นิมนต์อุปมาให้แจ้งก่อน
พระนาคเสนถวายพระพรอุปมาว่า ดูกรบพิตรพระราชสมภาร เปรียบปานเหมือนเรือนอันเก่าชำรุดทรุดเซ อันจะล้มไป เขาจึงเอาไม้เข้าค้ำจุนไว้ มิให้เรือนเก่าตีเสนขาดนั้นล้มลง ช่วยปะทะปะทังค้ำจุนไว้ มีครุวนาฉันใด วิริยะก็อุปถัมภ์ค้ำชูไว้ซึ่งกุศลธรรมในสันดานอันมีจิตเป็นกุศลมิให้เสื่อมไปได้ ดุจตะม่อไม้จุนเรือน ขอถวายพระพร
สมเด็จพระเจ้ามิลินทร์ภูมินทราธิบดี มีพระราชโองการตรัสว่า นิมนต์พระผู้เป็นเจ้าอุปมาให้ยิ่งไปกว่านี้ก่อน
พระนาคเสนถวายพระพรอุปมาว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร ปานดุจบรมกษัตริย์เสด็จไปปราบอรินทร์ราชด้วยเสนาเป็นอันมาก ก็มิอาจจะรุกรบหมู่อรินทร์อันน้อยได้อันดับนั้นไป จึงมีพระราชโองการให้เสนาไปแต่น้อย ตั้งตัวนายไปตรวจตราตามหน้าที่ เรียงตัวกันเป็นกองอุดกองหนุน กำชับกำชาเป็นอันดี ก็เข้ากระโจมตีเสนาอันมากมายให้พ่ายแพ้ไปอาศัยตั้งกองอุดกองหนุนและกองตรวจตรา มีครุวนาฉันใด วิริยะมีลักษณะค้ำชูไว้ซึ่งกองกุศลมิให้เสื่อมได้ อุปมาดุจเสนน้อยมีกาองหลังตรวจอุดหนุนค้ำชู ยังหมู่เสนาเป็นอันมากให้กระจัดกระจายพ่ายแพ้ไปนั้น ต้องด้วยพระพุทธฎีกาสมเด็จพระศรีสรรเพชญ์อนาวรณญาณตรัสประทานธรรมเทศนาไว้ดังนี้ |
| |
"วิริยพโล ภิกฺขเว อริยสาวโก อกุสลํ ปชหติ กุสลํ ภาเวติ
สาวชฺชํ ปชหติ อนาวชฺชํ ภาเวติ สทฺธมฺมา น ปริหายนฺตีติฯ |
| |
กระแสพระพุทธฎีกาตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระอริยสาวกย่อมฝักใฝ่ในวิริยพละมีเพียรเป็นกำลังยังกองอกุศลให้สูญเสื่อมไป แล้วให้กุศลธรรมจำเริญสุกใสไพโรจน์ ละเสียซึ่งสิ่งอันเป็นโทษกระทำแต่ที่หาโทษมิได้นั้น มิให้สูญเสียจากพระสัทธรรม นี่แหละสมเด็จพระสรรเพชญ์พุทธเจ้า โปรดไว้ฉะนี้ ขอถวายพระพร
สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดี ได้ทรงฟังก็มีพระทัยชื่นชมภิรมย์รับคำว่า พระผู้เป็นเจ้าช่างกล่าวอุปมา ฟังดูก็สมควรในกาลบัดนี้ |
| |
 วิริยลักขณปัญหา คำรบ ๑๑ จบเท่านี้  |
| |
|
| (๑๕) สติลักขณปัญหา คำรบ ๑๒. |
| |
| ขณะนั้นพระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดี มีพระราชโองการตรัสถามด้วยลักษณะแห่งสติต่อไปว่า ข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้า สตินี้เล่ามีลักษณะประการใด
พระนาคเสนวิสัชนาแก้ไขว่า ดูกรบพิตรพระราชสมภาร สติมีลักษณะ ๒ประการ คือ อปิลาปนลักขณะสติ ๑ อุปคัณหณลักขณาสติ ๑
สมเด็จพระเจ้ากรุงมิลิทน์มีพระราชโองการซักถามว่า ข้าแต่พระนาคเสนผู้มีปัญญาปรีชา อปิลาปนลักขณาสตินั้นประการใด
พระนาคเสนจึงวิสัชนาแก้ไขว่า ดูกรบพิตรพระราชสมภาร อปิลาปนลักขณาสตินั้น คืออารมณ์ให้ระลึกไปในธรรมทั้งหลายคือ เตือนว่า สิ่งนั้นดีสิ่งนั้นชั่ว สิ่งนี้ไม่เป็นประโยชน์ สิ่งนี้เป็นโทษ สิ่งนี้เป็นคุณ สิ่งนี้ขาวสิ่งนี้ดำ เตือนอารมณ์ให้ระลึกในธรรมทั้งหลายนี้ว่า ธรรมสิ่งนี้เป็นสติปัฏฐาน ๔ ธรรมสิ่งนี้เป็นสัมมัปปธาน ๔ ธรรมสิ่งนี้เป็นอิทธิบาท ๔ ธรรมสิ่งนี้เป็นอินทรีย์ ๕ ธรรมสิ่งนี้เป็นพละ ๕ ธรรมสิ่งนี้โพชฌงค์ ๗ ธรรมสิ่งนี้เป็นอัฏฐังคิกมรรค ๘ประการ ธรรมสิ่งนี้เป็นสมถกรรมฐาน ธรรมสิ่งนี้เป็นวิปัสสนากรรมฐาน ธรรมสิ่งนี้เป็นฌานเป็นสมาบัติ เป็นวิชชา เป็นวิมุตติ เป็นกองจิตกองเจตสิก เมื่อโยคาวจรได้อปิลาปนลักขณาสติเตือนอารมณ์ให้ระลึกถึงธรรมดังนี้ ก็มิได้ส้องเสพซึ่งธรรมอันมิควรจะส้องเสพ กลับส้องเสพซึ่งธรรมควรจะส้องเสพดังนี้ ชื่ออปิลาปนลักขณาสติ ของถวายพระพร
สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการตรัสนิมนต์พระนาคเสนให้กระทำอุปมา
พระนาคเสนจึงเถรวาจาอุปมาถวายว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภารเปรียบปานดุจภัณฑาคาริกบุรุษผู้หนึ่งเป็นชาวคลังของบรมจักร ย่อมทูลบรมจักรตักเตือนให้ระลึกถึงสมบัติทุกเช้าเย็น ทูลว่าเครื่องประดับช้างเท่านั้น ม้าเท่านั้น รถเท่านั้น พลเดินลำลองเท่านั้น ทองเท่านั้น เงินเท่านั้น มีครุวนาฉันใด อปลาปนลักขณาสตินี้ไซร้ เมื่อบังเกิดก็เตือนอารมณ์ให้ระลึกถึงปฏิภาคธรรมทั้งหลาย คือกุศลอกุศลบาปบุญคุณโทษเปรียบดุจสีขาวกับดำ และเตือนอารมณ์ให้ระลึกว่า ธรรมสิ่งนี้คือสติปัฏฐาน เป็นอาทิฉะนั้น ก็ย่อมส้องเสพซึ่งธรรมอันควรจะเสพ อปิลาปนลักขณาสตินี้เตือนอารมณ์ให้ระลึกไปในเบื้องหน้าเบื้องหลัง เหมือนชาวคลังระลึกทูลเตือนบรมจอมจักรพรรดิให้ระลึกถึงสมบัตินั้นขอถวายพระพร
ขณะนั้นพระเจ้ามิลินท์ปิ่นสาคลนครก็เห็นสมควรด้วยอุปมาในกาลนั้น สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดี มีพระราชโองงการตรัสว่า ข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้าผู้ปรีชา อันว่าอุปคัณหณลักขณาสตินั้น มีลักษณะเป็นประการใด
พระนาคเสนจึงวิสัชนาแก้ไขว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร อุปคัณหณลักขณาสตินั้น เมื่อจะบังเกิดในสันดานนี้ ชักชวนให้ถือเอาคติในธรรมอันดีพระโยคาวจรเจ้าเมื่ออุปตัณหณลักขณาสติบังเกิดในสันดาน ย่อมพิจารณาว่า ธรรมสิ่งนี้มีอุปการธรรมสิ่งนี้หาอุปการมิได้ ก็นำเสียซึ่งธรรมอันมิได้เป็นประโยชน์ถือเอาธรรมอันเป็นประโยชน์นำเสียซึ่งธรรมอันมิได้เป็นอุปการ ถือเอาแต่ธรรมอันเป็นอุปการ ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ อุปคัณหณลักขณาสตินั้นมีลักษณะละเสียซึ่งสิ่งอันชั่ว ถือเอาแต่สิ่งอันดีดังนี้แหละขอถวายพระพร
สมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ปิ่นประชากร มีสุนทรพจนารถอาราธนาว่า นิมนต์พระผู้เป็นเจ้าอุปมาให้แจ้งก่อน
พระนาคเสนถวายพระพรว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร เปรียบปานดุจนายประตูของบรมกษัตริยาธิราชถ้าเห็นผู้ใดประหลาดเข้าไปสู่ประตูพระราชวังนั้น ก็ห้ามเสียมิให้เข้าไป ผู้ใดที่เป็นอุปการแก่บรมกษัตริย์เจ้า คือ ข้าเฝ้าผู้ใหญ่ผู้น้อยนั้นก็ปล่อยให้เข้าไปสู่พระราชฐาน นายประตูเฝ้าพระทวารกำจัดเสียซึ่งคนอันใช่ข้าเฝ้า ถือเอาแต่ที่ข้าเฝ้าให้เข้าไปสู่พระราชฐานนั้น มีครุวนาฉันใด อุปคัณหณลักขณาสตินั้น ถือเอาแต่ธรรมอันเป็นคุณเว้นเสียซึ่งธรรมอันมิได้เป็นคุณ ดุจนายประตูอันห้ามเสียซึ่งคนใช่ข้าเฝ้า ถือเอาแต่ข้าเฝ้าที่คุ้นเคยให้เข้าไปสู่พระราชฐาน นี่แหละพระโยคาวจรเจ้ามีสติเป็นอุปคัณหณลักขณาสติเว้นเสียซึ่งสิ่งอันเป็นโทษถือเอาซึ่งธรรมอันเป็นประโยชน์เป็นคุณ ชื่อว่ามีสติเป็อุปคัณหณลักขณาสติสมด้วยพระพุทธฎีกา สมเด็จพระบรมนายกโลกนาถศาสดาจารย์ประทานพระสัทธรรมเทศนาว่า |
| |
"สติ จ โข อหํ ภิกฺขเว สพฺพตฺถิกํ วทามิ" |
| |
พระพุทธฎีกาตรัสว่า ดูรานะภิกษุทั้งหลายพระตถาคตนี้สรรเสริญว่า สติให้สำเร็จประโยชน์นำเสียซึ่งโทษ นี่แหละพระพุทธฎีกาโปรดไว้ฉะนี้ขอถวายพระพร
ส่วนสมเด็จพระเจ้ามิลินท์ปิ่นประชากร ได้ทรงพระนาคเสนพยากรณ์แก้ปัญหา จึงตรัสว่า พระผู้เป็นเจ้ากล่าวนี้สมควรแล้ว |
| |
 สติลักขณปัญหา คำรบ ๑๒ จบเท่านี้  |
| |
|
| (๑๖) สมาธิลักขณปัญหา คำรบ ๑๓. |
| |
สมเด็จพระเจ้ามิลินทราธิบดีมีพระราชโองการตรัสถามว่า ข้าแต่พระนาคเสนผู้ประกอบด้วยปรีชา สมาธิมีลักษณะอย่างไร
พระนาคเสนวิสัชนาแก้ไขย่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร สมาธินี้มีลักษณะเป็นประธาน อันว่ากุศลธรรมบรรดามีนั้น มีพระสมาธิเป็นประธานเป็นหัวหน้ามีพระสมาธิเป็นจอม มีพระสมาธิเป็นเงื้อม มีพระสมาธิปกงำ ตกว่ากุศลธรรมทั้งปวงนี้ มีสมาธิเป็นปุเรจาริก ดังนี้ จึงว่าสมาธิมีลักษณะเป็นประธาน พระราชสมภารพึงเข้าพระทัยด้วยประการฉะนี้
พระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดี มีพระราชโองการตรัสว่า นิมนต์พระผู้เป็นเจ้ากระทำอุปมาไปก่อน
พระนาคเสนถวายพระพรอุปมาว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร เปรียบดุจนิเวศเรือนมียอดอันงามยิ่ง ฝาและพรึง ชื่อเชิงกลอนและจั่วทั่วทัพพสัมภาระเครื่องเรือนนั้นประชุมนักสิ้น เรียกว่าเรือนยอดนั้น อาศัยมียอดเป็นจอม อาศัยมียอดเป็นเงื้อม อาศัยมียอดง้ำชะง่อนปกไป ฉันใด พระสมาธินี้เป็นประธานแก่กองกุศลทั้งปวงสิ้น กุศลธรรมทั้งสิ้นนั้น มีพระสมาธิเป็นยอดเป็นเงื้อมเป็นที่ปกงำดุจเรือนยอดนั้น ขอถวายพระพร
สมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์เป็นภูมินทราธิบดีมีพระราชาโองการตรัสว่า อาราธนาพระผู้เป็นเจ้ากระทำอุปมาให้ภิยโยภาวะยิ่งขึ้นไปกว่านี้
พระนาคเสนมีเถรวาจาอุปมาอีกเล่าว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐในสมบัติมหาศาล เปรียบปานดุจบรมกษัตริย์อันมีที่เสด็จไปสู่ประเทศอันใดอันหนึ่งด้วยพระบวรยศอันยิ่ง มีพยุหยาตราพร้อมด้วยจตุรงคเสนาทั้ง ๔ คือ เสนาหัตถี เสนีอาชา เสนารถเสนีบทจรเดินลำลองปกป้องแห่แหนแสนสุรโยธา และเสนาจตุรงค์บรรดาที่ยกมานั้น มีสมเด็จบรมกษัตราธิราชนั้นเป็นประธานสิ้น มีพระมหากษัตราธิราชนั้นเป็นจอมเป็นเงื้อมเป็นที่ปกงำ ฉันใด อันว่ากุศลธรรมทั้งหลาย ก็อาศัยพระสมาธิเป็นประธานเป็นจอมเป็นเงื้อมเป็นที่ปกงำ ดุจคนทั้งหลายอาศัยสมเด็จบรมกษัตริย์ฉะนั้น ขอถวายพระพรสมด้วยวาระพระบาลีสมเด็จพระชินวรตรัสไว้ฉะนี้ |
| |
สมาธิ ภิกขเว ภาเวถ สมาธิโก ภิกฺขุ ยถาภูตํปชานาตีติ |
| |
แปลตามกระแสพระพุทธฎีกาว่า ดูรานะภิกษุผู้กลัวภัยในวัฏสงสาร ท่านทั้งหลายจงพากันฝักใฝ่เถิด ซึ่งพระสมาธิอันประเสริฐ ภิกษุรูปใดได้จำเริญพระสมาธิอัน เลิศนี้จะดีนักหนา ปชานาติ จะตรัสรู้มรรคและผลและไตรวิชชาสมาบัติ ยถาภูตํ เที่ยงแท้ดังนี้ นี่แหละพระพุทธฎีกาโปรดไว้ จงทราบในพระบวรราชสันดานด้วยประการดังนี้
ฝ่ายสมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ปิ่นกษัตริย์ก็มีพระราชโองการตรัสว่า กลฺโลสิ พระผู้เป็นเจ้าวิสัชนานี้สมควรแล้ว |
| |
 สมาธิลักขณปัญหา คำรบ ๑๓ จบเท่านี้  |
| |
|
| (๑๗) ปัญญาลักขณปัญหา คำรบ ๑๔. |
| |
สมเด็จพระเจ้ามิลินท์บรมกษัตริย์มีพระราชโองการตรัสถามว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้เจริญ ปัญญานี้เล่ามีลักษณะอย่างไร
พระนาคเสนจึงถวายพระพรตอบไปว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร ปัญญานี้มีลักษณะตัดรอน อาตมาได้ถวายพระพรแล้ว บัดนี้ทรงถามอีกก็จะต้องวิสัชนาอีก ปัญญานี้มีลักษณะโอภาส
พระเจ้ามิลินท์ปิ่นกษัตริย์มีพระราชโองการตรัสว่า ปัญญามีลักษณะโอภาสอย่างไร
พระนาคเสนวิสัชนาแก้ไขว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร ปัญญาโอภาสนั้นเมื่อจะบังเกิดย่อมกำจัดอนธการอันมืดมัวคือตัวอวิชชาชาติ จึงให้วิชชาโอภาสบังเกิดส่องสว่างคือรู้ไปในธรรมแล้วมีปัญญาเล่า ก็คือปัญญาผ่องแผ้วสว่างกระจ่างแจ้ง พิจารณาเห็นองค์แห่งพระอริยสัจสันทัดแน่นอน ลำดับนั้นพระโยคาวจรพิจารณาซึ่งสังขารก็เห็นเป็น บ้างเห็นเป็นบ้าง เห็นเป็น บ้าง ด้วยโอภาสลักขณะ ปัญญาเห็นสว่างกระจ่างมาแต่พระอริยสัจนั้นอย่างนี้ชื่อว่าโอภาสลักขณปัญญา ขอถวายพระพร
สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ปิ่นประชากร มีสุนทรราชโองการตรัสว่า นิมนต์พระผู้เป็นเจ้ากระทำอุปมาไปก่อน
พระนาคเสนก็ถวายพระพรอุปมว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐยิ่งมิ่งมไหศวรรย์ เปรียบปานดุจบุรุาผู้หนึ่งนั้นจุดประทีปคันและเทียนส่องเข้าไปในห้องเรือนอันมืดมนอนธการ ก็ชัชวาลสว่างกระจ่างแจ้งแลเห็นรูปต่าง ๆ เป็นต้นว่าถ้วยโถโอจานพาน ภาชนะอันตั้งเรียงเคียงกัน มีอรุวนาฉันใด โอภาสลักขณปัญญานี้ไซร้ เมื่อจะบังเกิดในสันดานท่านผู้เป็นโยคาวจรนั้น ก็กำจัดเสียซึ่งมืดคืออวิชชาอันบังปัญญามิให้รู้ธรรมยังวิชโชภาสอันสุกใสไพโรจน์คือ วิชชาอันจะรู้ไปในธรรมนั้นให้สว่างกระจ่างแจ้ง ยังญาณาโลกให้สว่างไสว ก็เห็นแจ้งในพระอริยสัจทั้ง ๔ ทีนั้นพระโยคาวจรเจ้าก็เห็นเป็นพระไตรลักษณญาณว่า เป็นอนิจจังบ้าง เป็นทุกขังบ้าง เป็นอนัตตาบ้างอย่างนี้แหละชื่อว่าโอภาสลักขณปัญญา ขอถวายพระพร
สมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดี ทรงฟังอุปมาฉะนี้ก็มีน้ำพระทัยหรรษา จึงตรัสสาธุการว่าพระผู้เป็นเจ้าวิสัชนานี้สมควรอยู่แล้ว |
| |
 ปัญญาลักขณปัญหา คำรบ ๑๔ จบเท่านี้  |
| |
|
| (๑๘) นานาเอกกิจกรณปัญหา คำรบ ๑๕. |
| |
|
สมเด็จพระเจ้ามิลินท์จึงมีพระราชโองการตรัสว่า ข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้าผู้ประกอบด้วย อันว่ากุศลธรรมทั้งหลายนี้ มีสันดานต่าง ๆกัน ให้สำเร็จซึ่งประโยชน์อันเดียวกันหรือ
พระนาคเสนถวายพระพรว่า กระนั้นแหละมหาบพิตร ธรรมทั้งหลายมีสันดานต่างกันให้สำเร็จประโยชน์อันเดียว แล้วฆ่าเสียซึ่งกิเลสด้วย ขอถวายพระพร
สมเด็จพระเข้ามิลินท์ปิ่นประชากร จึงนิมนต์ให้พระนาคเสนกระทำอุปมา
พระนาคเสนผู้ปรีชาก็กระทำอุปมาอุปไมยว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภารเปรียบปานประดุจเสนาจตุรงค์แห่งองค์สมเด็จบรมกษัตริย์ อันยกไปปราบปัจจามิตรหมู่อรินทรราชอันราวี ฝ่ายจตุรงคเสนาทั้ง ๔ คือ เสนาช้าง เสนาม้า เสนารถ เสนา บทบาทเปล่าเหล่านี้ต่างกัน กระทำสงครามได้อันเดียวคือ ชนะศึกอันเดียว แล้วก็ฆ่าเสียซึ่งหมู่ปัจจามิตรทั้งหลายนั้น มีครุวนาฉันใด
กุศลธรรมทั้งหลายนี้ไซร้ มีสันดานต่างกัน มีลักษณะต่างกัน ให้สำเร็จประโยชน์สิ่งเดียว แล้วฆ่าเสียซึ่งกิเลสทั้งหลายให้ประลัย อุปไมยเหมือนจตุรงคเสนีมีสันดานต่างกัน ชนะสงครามอันเดียว แล้วฆ่าเสียซึ่งข้าศึกนั้น
พระเจ้ากรุงมิลินท์ปิ่นกษัตริย์ ทรงฟังก็โสมนัสตรัสว่าพระผู้เป็นเจ้าวิสัชนานี้สมควรแล้ว |
| |
 นานาเอกกิจกรณปัญหา คำรบ ๑๕ จบ เหล่านี้แสดงมาด้วยปฐมวรรคมีปัญหา ๑๖ ปัญหา นับวัญจนปัญหาอีก ปัญหา ๑ เข้าด้วยจึงเป็น ๑๖ ปัญหา จบเท่านี้  |
| |
|
| (๑๙) ธัมมสันตติปัญหา คำรบ๑. |
| |
| สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมิทาธิบดี มีพระราชโองการถามอรรถปริศนาแก่พระนาคเสนว่า ข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้า มนุษย์และบุรุษหญิงชายฝูงสัตว์ทั้งหลาย ๒ เท้าก็ดี ๔ เท่าก็ดี หาเท้ามิได้ก็ดี ครั้นเกิดมาในโลกนี้ถ้าเป็นชายเมื่อยังเป็นทารกอยู่ครั้นเจริญวัยใหญ่ขึ้นก็กลายเป็นชายอื่นไป ถ้าว่าเป็นสตรีก็เป็นสตรีอื่นไป ถ้าเป็นสัตว์สองเท้าก็กลายเป็นสัตว์สองเท้าอื่นไป ถ้าเป็นสัตว์สี่เท้าก็กลายเป็นสัตว์มีเท้ามากอันอื่นไปถ้าเป็นสัตว์หาเท้ามิได้ก็กลายเป็นสัตว์หาเท้ามิได้อันอื่นไป ที่มีเท้ามากก็กลายเป็นสัตว์มีเท้ามากอันอื่นไปอย่างนั้นหรือประการใด
พระนาคเสนวิสัชนาแก้ไขว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐในราชสมบัติ อันว่ามนุษย์และสัตว์เดียรัจฉานทั้งปวงเกิดมาแล้ว จะได้กลายเป็นอื่นไปนั้นหามิได้ฝ่ายมนุษย์นั้นที่เกิดมาเป็นสตรีผู้นั้นก็เป็นสตรี ที่เกิดมาเป็นบุรุษผู้นั้นก็เป็นบุรุษ จะว่าด้วยสัตว์เดียรัจฉานเล่าก็เหมือนกัน เกิดมาแล้วเป็นนามเป็นรูปสิ่งหนึ่ง และจะกลายเป็นนามรูปอื่นหามิได้ ขอถวายพระพร
สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ปิ่นสาคลนคร มีสุนทรพระราชโอการตรัสว่า โยมยังสงสัย นิมนต์พระผู้เป็นเจ้าอุปมาให้แจ้งก่อน
พระนาคเสนถวายพระพรอุปมาว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร เปรียบปานดังบพิตรพระราชสมภารฉะนี้ เมื่อยังเป็นทกรกแรกประสูตินั้น พระกำนัลนางนมเชิญให้บรรทมหงายอยู่บนพระที่พระยี่ภู่ ณ พระอู่ทอง แต่เมื่อยังเป็นทารกอยู่นั้น ครั้นทรงพระจำเริญมาคุ้มเท่าบัดนี้นี่ เป็นมหาบพิตรนี้หรือว่าเป็นอื่นไป
พระเจ้ามิลินท์บรมกษัตริย์ตรัสว่า เมื่อเป็นทารกอยู่นั้นก็เป็นทารกอยู่ ครั้นจำเริญมาก็เป็นอื่นไป จะได้เรียกว่าทารกนั้นคือโยมนี้มิได้ เมื่อเล็กอย่างหนึ่ง เมื่อโตอย่างหนึ่ง ตกว่าเกิดมาแล้ว เมื่อเป็นทารกมีนามรูปอย่างหนึ่ง ครั้นจำเริญใหญ่แล้วก็เป็นอื่นไป กระนี้แหละพระผู้เป็นเจ้า
พระนาคเสนถวายพระพรว่า ถ้าบพิตรพระราชสมภารตรัสฉะนี้ มารดาของมนุษย์บุรุษสตรีก็ดี เมื่อแรกเกิดในกลละก็เป็นอื่น เมื่อกลละข้นเข้าเป็นอัพพุทะ มารดาก็จะเป็นคนอื่นเมื่อจะเป็นชิ้นมังสัง มารดาก็จะกลายเป็นอื่น เมื่อตั้งฆนะเป็นเนื้อแน่น ตราบเท่าแตกเป็นปัญจสาขากายาบริบูรณ์นั้น มารดาก็จะกลายเป็นอื่น ๆ ไปทุกที ตราบเท่าออกจากครรภ์มารดายังเป็นทารกอยู่ มารดาก็จะกลายเป็นมารดาอื่น ครั้นจำเริญใหญ่ มารดาก็จะกลายเป็นคนอื่น นี่มารดาก็ยืนอยู่ผู้เดียวมิได้กลับไปเป็นอื่น ถ้าจะถือว่าตัวกลายเป็นผู้อื่นแล้ว นับถือไว้ว่าเป็นมารดาทำไม อนึ่งเล่าเรียนศิลปศาสตร์ไว้แต่น้อย ครั้นใหญ่โตแก่เฒ่าไป ศิลปศาสตร์ที่เล่าเรียนไว้ก็จะมิพลอยกลายตามกายแก่เฒ่าไปด้วยหรือ ก็เมื่อเปล่าทีเดียว ไฉนจึงจะทรงพระดำริผิดไปฉะนี้เล่า ขอถวายพระพร
ฝ่ายพระเจ้ามิลินท์ปิ่นประชากร จึงตรัสว่าเมื่อเป็นไปอย่างนี้เล่า พระผู้เป็นเจ้าจะเห็นเป็นกระไร จงวิสัชนาไปในกาลบัดนี้
พระนาคเสนจึงมีวาจาถวายพระพรว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐยิ่งมิ่งมหาศาล เปรียบปานเหมือนอาตมาฉะนี้แล เมื่อยังเป็นทารกอยู่ก็ตัวอาตมา ครั้นว่าจำเริญใหญ่มาก็ตัวของอาตมา จะได้กลับกลายเป็นอื่นหามิได้ เมื่อบพิตรตรัสว่า เมื่อน้อย ๆ เป็นผู้นี้เมื่อใหญ่เป็นผู้อื่น ก็ถ้าเมื่อเล็กนั้นตีนด้วน หัวด้วน หูฉีก ปากแหว่งก็ดี ถ้าใหญ่ขึ้นกลายเป็นอื่นได้ก็จะกลับกลายมีกายเป็นปรกติหาตำหนิมิได้ นี้แหละรูปเข้าใจแรกเกิดเป็นสตรีก็เป็นสตรีเป็นชายก็เป็นชาย ถึงมาตรว่าอุภโตพยัญชนกะที่ข้างเป็นชาย ข้างแรมกลายเป็นสตรีนั้นก็ดีดวงจิตก็ดวงเดียว รูปก็เดียวนั้น จะได้เป็นอื่นหามิได้ เช่นอาตมาฉะนี้ เมื่อน้อยก็ตัวอาตมาเมื่อใหญ่จนได้บรรพชานี้ก็ตัวอาตมา ขอถวายพระพร
สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ปิ่นประชากรจึงตรัสประภาษว่า โยมนี้ยังสงสัย นิมนต์พระผู้เป็นเจ้าอุปมาอุปไมยให้แจ้งก่อน
พระนาคเสนถวายพระพรว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร ปานประดุจประทีปอันเดียวบุคคลตามไว้แต่หัวค่ำจนรุ่ง จึงใส่ไส้เติมน้ำมันไปกว่าจะรุ่ง ตามไว้เมื่อปฐมยามนั้นจะเป็นประทีปอื่น หรือว่าในมัชฌิมยามมิใช่ประทีปนั้น เป็นประทีปอื่น หรือว่าในปัจฉิมยามล่วงแล้วมิใช่ประทีปนั้น จะได้เป็นประทีปอันอื่นหรือประการใด
พระเจ้ามิลินท์ปิ่นสาคลนครจึงมีพระบวรราชโองการตรัสว่า จะเป็นประทีปอื่นหามิได้ประทีปในปฐมยามตามไว้ก็เป็นประทีปอันนั้น เมื่อมัชฌิมยามตามอยู่ก็ประทีปอันนั้น เมื่อปัจฉิมยามตามไว้ก็ประทีปอันนั้น จะได้เป็นประทีปอันอื่นหามิได้ |
|
พระนาคเสนเจ้าซักถามว่า เพราะเหตุอะไรเล่า มหาบพิตรพระราชสมภาร
สมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์จึงมีพระราชโองการแก้ว่า เพราะเหตุว่าประทีปอันเดียวตามไว้
พระนาคเสนถวายพระพรว่า ประทีปอันเดียวตามไว้มิได้กลายเป็นอื่นไป มีครุวนา ฉันใดก็ดี ธรรมสันตติสืบสายแห่งรูปธรรมนามธรรมขอสัตว์ที่เกิดมรด้วยจิตปฏิสนธิคือจิตเกิดมานั้น และสืบสายแห่งรูปธรรมนามธรรมนี้ เดิมเมื่อยังไม่ปฏิสนธิคือยังไม่เกิดมานั้น เมื่อจะบังเกิดเมื่อจะดับก็ดี ธรรมอันอื่นจะเกิดก็ดี ธรรมอันอื่นจะดับก็ดี ครั้นปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นรูปธรรมกับนามธรรมนี้ ก็เกิดขึ้นพร้อมกันไม่ก่อนไม่หลังกัน สัตว์ที่เกิดมาด้วยจิตปฏิสนธินั้นถึงจะจำเริญใหญ่แก่เฒ่าไปประการใดก็ดี จะได้เป็นจิตอื่นรูปอื่นหามิได้ คือปัจฉิมวิญญาณจิต จิตแรกปฏิสนธิเกิดมานั้น จะได้เป็นสัตว์อื่นจิตอื่นหามิได้ ก็จิตดวงเดียวเมื่อเกิดนั้นเหมือนประทีปดวงเดียวตามไว้ตั้งแต่ปฐมยามตราบเท่าปัจฉิมยามนั้น ขอถวายพระพร
ขณะนั้นพระเจ้ามิลินท์ปิ่นประชากร มีพระบวรราชโองการตรัสว่า ปัญหานี้โยมยังสงสัยนิมนต์พระผู้เป็นเจ้าอุปมาอุปไมยให้ภิยโยภาวะยิ่งไปกว่านี้
พระนาคเสนจึงถวายอุปมาสืบไปอีกเล่าว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภารเจ้าผู้ประเสริฐยิ่งมิ่งมหาศาล ขอถวายพระพร เปรียบปานประดุจน้ำนมโค ที่บุคคลรีดแล้วใส่ภาชนะขังไว้นาน เวลากาลล่วงไปก็กลายเป็นทธิ แล้วนานเข้าก็เป็นนวนีตะเป็นเปรียงไป ก็คนทั้งหลายจะเรียกอย่างไร จะเรียกว่านวนีตะใช่น้ำนม ทธิใช่น้ำนม เปรียงใช่น้ำนม จะเรียกฉะนี้หรือประการใด
พระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดีตรัสว่าหามิได้ เขาไม่เรียกอย่างนั้น เขาก็เรียกว่าน้ำนมนวนีตะ นมทธิ นมเปรียง อาศัยน้ำมนเดิมนั้น
พระนาคเสนถวายพระพรว่า ฉันใดก็ดี ธรรมสันตติคือสืบต่อเป็นรูปธรรม นามธรรมตั้งขึ้นเกิดขึ้นเป็นรูปเป็นจิตแล้วจะจำเริญวัยใหญ่โตแก่เฒ่าไปประการใด ก็ถึงซึ่งคงเรียกว่าจิตแรกเกิดนั้น จะเป็นจิตอื่นจะเป็นผู้อื่นไปหามิได้ อุปไมยดุจนมโคอันกลายเป็นนวนีตะเป็นเปรียงนั้นใช่อื่นคือนมนั่นเอง ขอบพิตรพระราชสมภารจงทราบพระญาณเถิด ขอถวายพระพร
พระเจ้ากรุงมิลินท์ปิ่นประชากรได้ฟังก็ยินดีปรีดา มีพระราชโองการตรัสว่า พระผู้เป็นเจ้าอุปมานี้สมควรกับปัญหาในกาลบัดนี้ |
| |
ธัมมสันตติปัญหา คำรบ ๑ จบเท่านี้  |
| |
|
| (๒๐) นับปฏิสนธิคหณปัญหา คำรบ ๒. |
| |
| ขณะนั้นสมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการถามอรรถปัญหาอื่นสืบไปอีกเล่าว่า ข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้า อันว่าบุคคลผู้ใด ไม่เกิดอีกในชาติเบื้องหน้า บุคคลผู้นั้นรู้ตัวหรือไม่ว่าอาตมานี้จะไม่เกิดต่อไป จะรู้กระนี้หรือว่าหามิได้
พระนาคเสนผู้ปรีชาแก้ไขว่ารู้ซิ ขอถวายพระพร
พระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการตรัสซักว่า เมื่อผู้นั้นไม่เกิดแล้วทำไมจึงรู้
พระนาคเสนผู้ประเสริฐแก้ไขว่า เหตุปัจจัยที่ไม่เกิดต่อไปนั้น ดับหมด ไม่มี เหตุฉะนี้จึงรู้ว่า อาตมานี้ไม่เกิดเป็นรูปเป็นจิตต่อไป ขอถวายพระพร
พระเจ้ามิลินท์ปิ่นกษัตริย์ตรัสว่า นิมนต์อุปมาให้แจ้งก่อน
พระนาคเสนถวายพระพรอุปมาว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร เปรียบปานประดุจคหบดีชาวนา ถากไร่ไถนาด้วยตน ทำลงคงเส้นคงวา นับนาได้หลายอัน ครั้งถากไถดะแปรเสร็จแล้วมินาน ก็หว่านข้าวลงในนา ครั้นถึงกำหนดห้าเดือนหกเดือนจึงเป็นรวงสุกแล้วก็เตือนให้ข้าสินไถ่ไปเกี่ยวข้าว บรรทุกลงล้อเกวียน ลากเข็มมาริมบ้าน กองไว้ในลานนวดฟั้นแล้วขนข้าวนั้นขึ้นใส่ไว้เต็มยุ้งในปีแรกทำนั้น ครั้นรุ่งปีใหม่ คหบดีก็ถากไถไร่นาตามอาตมาเคยทำนั้น หว่านข้าวปลูกลงนาตามเคยหว่านมา ถ้าน้ำดีปีใหม่ข้าวไม่เสียหายคหบดีนายนาจะรู้หรือไม่ ว่าข้าวปลูกที่หว่านลงไว้จะได้เต็มยุ้งเท่าเก่า
พระเจ้ากรุงมิลินท์ตรัสว่า คหบดีนั้นเขารู้ซิ พระผู้เป็นเจ้า
ขอถวายพระพร เขารู้ด้วยเหตุอะไร
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า เขารู้ด้วยเหตุปัจจัยอันแรกระทำนั้นเต็มยุ้ง ครั้นปีใหม่เขาก็กระทำเท่าที่เคยกระทำนั้น จึงรู้ว่าจะเต็มยุ้งพอกินไป
ขอถวายพระพร ฉันใดก็ดี พระโยคาวจรที่ไม่เกิดต่อไปอีกชาติหน้า ก็รู้ว่าเหตุปัจจัยที่แต่งให้เวียนว่ายเกิดตายในวัฏสงสาร นานช้าจะคณนานับมิได้ และเหตุปัจจัยนั้นสิ้นไป ท่านก็เข้าใจว่า อาตมานี้จะมิได้เกิดต่อไปอีกในภพเบื้องหน้า บรมบพิตรจงทราบด้วยอุปมานี้พระเจ้ามิลินท์ได้ทรงฟัง ก็ยินดีปรีดาว่าพระผู้เป็นเจ้าอุปมานี้ สมควรกับปัญหาในกาลบัดนี้ |
| |
นับปฏิสนธิคหณปัญหา คำรบ ๒ จบเท่านี้  |
| |
|
|
|
| |
|
| |
กลับหน้า๑  |
| |