หน้าแรก
   ประวัติวัด
   แผนที่ตั้ง
   แผนที่ภายในวัด
   ถาวรวัตถุ
   ภาพจิตรกรรม
   ลำดับเจ้าอาวาส
   จำนวนพระสงฆ์
   วันสำคัญทางศาสนา
   วันพระตามปักษ์
   ตารางแสดงธรรม
   ตารางอบรมกรรมฐาน
   โคลงสุภาษิตคำพังเพย
   รร.พระปริยัติธรรม
   รร.พุทธศาสนาวันอาทิตย์
   หนังสือธรรมะ
   หัวข้อธรรมะ
   แฟ้มภาพ
 
 
 
  
ประวัิติพระสุปฏิปันโน
ท่านอาจารย์พุทธทาส
สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฏร์ธานี
ชาติภูม
        ท่านอาจารย์พุทธทาส มีนามเดิมว่า เงื่อม นามสกุล พานิช เกิดเมื่อ วันอาทิตย์ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๗ ปีมะเมีย วันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ ในสกุลของพ่อค้า ที่ตลาดพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี บิดาชื่อเซี้ยง มารดาชื่อเคลื่อน มีน้องสองคน เป็นชาย ชื่อยี่เก้ย และ เป็นหญิง ชื่อกิมซ้อย. บิดาของท่านมีเชื้อสายจีน ประกอบอาชีพหลัก คือ การค้าขายของชำ เฉกเช่นที่ชาวจีนนิยมทำกันทั่วไป แต่อิทธิพลที่ท่านได้รับจากบิดา กลับเป็นเรื่องของความสามารถทางด้านกวี และ ทางด้านช่างไม้ ซึ่งเป็นงานอดิเรก ที่รักยิ่งของบิดา. ส่วนอิทธิพลที่ได้รับจากมารดา คือ ความสนใจในการศึกษาธรรมะ อย่างลึกซึ้ง อุปนิสัยที่เน้น เรื่องความประหยัด เรื่องละเอียดละออ ในการใช้จ่าย และการทำทุกสิ่งให้ดีที่สุด และต้องทำให้ดีกว่าครูเสมอ. ท่านได้เรียนหนังสือเพียงแค่ชั้น ม.๓ แล้วต้องออกมาค้าขาย แทนบิดา ซึ่งเสียชีวิต.

การบวช

  ครั้นอายุครบ ๒๐ ปี ก็ได้บวชเป็นพระ ตามคตินิยมของชายไทย ที่วัดโพธาราม อำเภอไชยา ได้รับฉายาว่า "อินทปัญโญ" แปลว่า ผู้มีปัญญาอันยิ่งใหญ่. เดิมท่านตั้งใจจะบวชเรียน ตามประเพณีเพียง ๓ เดือน แต่ความสนใจ ความซาบซึ้ง ความรู้สึกเป็นสุข และสนุกในการศึกษา และเทศน์แสดงธรรม ทำให้ท่านไม่อยากสึก. เล่ากันว่า เจ้าคณะอำเภอ เคยถามท่านขณะที่เป็นพระเงื่อมว่า "มีความคิดเห็นอย่างไร ในการใช้ชีวิต". ท่านตอบว่า "ผมคิดว่าจะใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ ให้มากที่สุด". "แต่ถ้ายี่เก้ยจะบวช ผมก็ต้องสึก ออกไปอยู่บ้านค้าขาย". ท่านเจ้าคณะอำเภอ ก็เลยไปคุยกับโยมแม่ของท่านว่า "ท่านควรจะอยู่เป็นพระต่อไป. ส่วนยี่เก้ย น้องชายของท่านนั้นไม่ต้องบวชก็ได้ เพราะมีชีวิตเหมือนพระอยู่แล้ว คือ เป็นคนมักน้อย สันโดษ การกินอยู่ ก็เรียบง่าย ตัดผมสั้นเกรียนตลอดเวลา. นายยี่เก้ย ก็เลยไม่ได้บวช ให้พี่ชายบวชแทนมาตลอด. นายยี่เก้ย ต่อมา ก็คือ "ท่านธรรมทาส" ฆราวาสผู้เป็นกำลังหลัก ของคณะธรรมทาน ในการเผยแผ่ พระพุทธศาสนา ของสวนโมกขพลาราม.

อุดมคติ

     พระเงื่อม ได้เดินทางมาศึกษาธรรมะต่อที่กรุงเทพฯ สอบได้นักธรรมเอก แล้วเรียนภาษาบาลี จนสอบได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค. ระหว่างที่เรียนเปรียญธรรม ๔ อยู่นั้น ด้วยความที่ท่านเป็นคนรักการศึกษา ค้นคว้าจากพระไตรปิฎก และศึกษาค้นคว้า ออกไปจากตำรา ถึงเรื่องการปฏิรูปพระพุทธศาสนา ในประเทศศรีลังกา อินเดีย และ การเผยแพร่พระพุทธศาสนา ในโลกตะวันตก. ทำให้ท่าน รู้สึกขัดแย้ง กับ วิธีการสอนธรรมะ ที่ยึดถือรูปแบบ ตามระเบียบแบบแผนมากเกินไป. ความย่อหย่อน ในพระวินัยของสงฆ์ ตลอดจนความเชื่อที่ผิด ๆ ของพุทธศาสนิกชนในเวลานั้น. ทำให้ท่าน มีความเชื่อมั่นว่า "พระพุทธศาสนาที่สอน ที่ปฏิบัติกันในเวลานั้น คลาดเคลื่อนไปมาก จากที่พระพุทธองค์ ทรงชี้แนะ. ท่านจึงตัดสินใจ หันหลังให้กับการศึกษาของสงฆ์. เวลานั้น กลับไชยา เพื่อศึกษา และทดลองปฏิบัติ ตามแนวทางที่ท่านเชื่อมั่น โดยร่วมกับนายธรรมทาส และ คณะธรรมทาน จัดตั้งสถานปฏิบัติธรรม "สวนโมกขพลาราม" ขึ้น เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๕. จากนั้น ท่านได้ศึกษา และปฏิบัติธรรมะ อย่างเข้มข้น จนเชื่อมั่นว่าท่านมาไม่ผิดทางแน่ และได้ประกาศใช้ชื่อนาม "พุทธทาส" เพื่อแสดงให้เห็นถึงอุดมคติสูงสุด ในชีวิตของท่าน.

ปณิธานแห่งชีวิต

     อุดมคติ ที่หยั่งรากลึกลงแล้วนี้ ทำให้ท่านสนใจ ใฝ่หาความรู้ทางธรรมะตลอดเวลา ไม่เฉพาะแต่ พระพุทธศาสนา ฝ่ายเถรวาท หรือ หินยาน แต่ครอบคลุมไปถึง พระพุทธศาสนา แบบมหายาน และศาสนาอื่น เช่น คริสต์ อิสลาม ฮินดู สิกข์ เป็นต้น. จากความรอบรู้ที่กว้างขวาง และลึกซึ้งนี้เอง ทำให้ท่านสามารถประยุกต์วิธีการสอน และปฏิบัติธรรมะ ได้อย่างหลากหลาย ให้คนได้เลือกปฏิบัติให้สอดคล้อง กับพื้นความรู้ และอุปนิสัยของตนได้ โดยไม่จำกัดชนชั้น เชื้อชาติและศาสนา เพราะท่านเชื่อว่า มนุษย์ ทุกคน ก็คือ เพื่อน ร่วม เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันหมดทั้งสิ้น และหัวใจของทุกศาสนา ก็เหมือนกันหมด คือ ต้องการให้คนพ้นจากความทุกข์. ท่านจึงได้ตั้งปณิธานในชีวิตไว้ ๓ ข้อ คือ
     ๑. ให้พุทธศาสนิกชน หรือศาสนิกแห่งศาสนาใดก็ตาม เข้าถึงความหมาย อันลึกซึ้งที่สุดแห่งศาสนาของตน
     ๒. ทำความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนา
     ๓. ดึงเพื่อนมนุษย์ให้ออกมาเสียจากวัตถุนิยม

สมณศักดิ์

     พ.ศ. ๒๔๘๙ เป็นพระครูอินทปัญญาจารย์
     พ.ศ. ๒๔๙๓ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่พระอริยนันทมุนี
     พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ พระราชชัยกวี
     พ.ศ. ๒๕๑๔ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่ พระเทพวิสุทธิเมธี
     พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมโกศาจารย์
     แม้ท่านจะมีชื่อสมณศักดิ์ตามลำดับหลายชื่อ แต่ท่านจะใช้ก็ต่อเมื่อมีความจำเป็น ต้องติดต่อทางราชการเท่านั้น. ถ้าเป็นเรื่องอื่นแล้ว ท่านจะใช้ชื่อว่า "พุทธทาส อินทปัญโญ" เสมอ แสดงให้เห็นถึงความอ่อนน้อมถ่อมตัวของท่าน ประการหนึ่ง. ชื่อพุทธทาสนี้ เป็นที่มาแห่งอุดมคติของท่านนั่นเอง.

ปริญญาทางโลกที่ท่านได้รับ

   ๑. พุทธศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ จากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๒๒
   ๒. อักษรศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ สาขาปรัชญา และศาสนา จากมหาวิทยาลัย ศิลปากร พ.ศ. ๒๕๒๘
   ๓. ปรัชญา ดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. ๒๕๒๘
   ๔. ศิลปศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ สาขาปรัชญา จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พ.ศ. ๒๕๒๙
   ๕. อักษรศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ สาขาปรัชญา จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๓๐
   ๖. การศึกษา ดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ สาขาพัฒนศึกษาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. ๒๕๓๒
   ๗. ศิลปศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๓๖
     ในระดับนานาชาติ ปัจจุบัน ทุกมหาวิทยาลัย ที่มีแผนกสอนวิชาศาสนาสากล ทั้งในยุโรป และ อเมริกาเหนือ ล้วนศึกษางานของท่าน. หนังสือของท่านกว่า ๑๔๐ เล่ม ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ, กว่า ๑๕ เล่ม เป็นภาษาฝรั่งเศส, และ อีก ๘ เล่ม เป็น ภาษาเยอรมัน นอกจากนั้น ยังแปลเป็นภาษาจีน อินโดนีเซีย ลาว และ ตากาล็อค อีกด้วย. กล่าวได้ว่า ในประวัติศาสตร์ไทย ท่านอาจารย์พุทธทาส มีผลงานที่เป็นหนังสือแปล สู่ต่างประเทศมากที่สุด.

ผลงานแห่งชีวิต

     ตลอดชีวิต ของท่านอาจารย์พุทธทาส ท่านย้ำอยู่เสมอว่า "ธรรมะ คือหน้าที่" เป็นการทำหน้าที่ เพื่อความอยู่รอด ทั้งทางฝ่ายกาย และฝ่ายวิญญาณ ของมนุษย์. และท่านได้ทำหน้าที่ ในฐานะทาสผู้ซื่อสัตย์ ของพระพุทธเจ้า ทุกอณูแห่งลมหายใจเข้าออก จนแม้วาระสุดท้ายแห่งชีวิต จึงไม่น่าสงสัยเลยว่า ผลงานที่ท่านสร้างสรรค์ไว้ เพื่อเป็นมรดกทางธรรมนั้น จะมีมากมายสักปานใด ซึ่งจะขอนำมากล่าวเฉพาะ ผลงานหลักๆ ดังนี้ คือ
   ๑. การจัดตั้งสถานปฏิบัติธรรม สวนโมกขพลาราม และ สวนโมกข์นานาชาติ
   ๒. การร่วมกับคณะธรรมทาน ในการออกหนังสือพิมพ์ "พุทธสาสนา" ราย ๓ เดือน นับเป็นหนังสือพิมพ์ ทางพระพุทธศาสนา เล่มแรกของไทย เริ่มตีพิมพ์ เมื่อเดือน พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๖ และ ต่อเนื่องมา จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลารวม ๖๑ ปี นับเป็นหนังสือพิมพ์ ทางพระพุทธศาสนา ที่มีอายุยืนยาวที่สุดของไทย.
   ๓. การพิมพ์หนังสือ ชุด "ธรรมโฆษณ์" ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวม พิมพ์จากปาฐกถาธรรม ที่ท่านแสดงไว้ในวาระต่างๆ และงานหนังสือเล่มอื่นๆ ของท่าน โดยแบ่งออก เป็น ๕ หมวด คือ
   ๓.๑. หมวด "จากพระโอษฐ์" เป็นเรื่องที่ท่านค้นคว้าจากพระไตรปิฎก ฉบับภาษาบาลีโดยตรง
   ๓.๒. หมวด "ปกรณ์พิเศษ" เป็นคำอธิบายข้อธรรมะ ที่เป็นหลักวิชาและหลักปฏิบัติ
   ๓.๓. หมวด "ธรรมเทศนา" เป็นคำบรรยายแบบเทศนา ในเทศกาลต่างๆ
   ๓.๔. หมวด "ชุมนุมธรรมบรรยาย" เป็นคำขยายความข้อธรรมะ เพื่อให้เข้าใจได้อย่างถูกต้อง
   ๓.๕. หมวด "ปกิณกะ" เป็นการอธิบาย ข้อธรรมะเบ็ดเตล็ดต่างๆ ประกอบความเข้าใจ
ปัจจุบันหนังสือชุดนี้ ได้ตีพิมพ์เป็นหนังสือ ขนาด ๘ หน้ายก หนาเล่มละ ประมาณ ๕๐๐ หน้า จำนวน ๖๑ เล่ม แล้ว ที่ยังรอการจัดพิมพ์ อีกประมาณร้อยเล่ม
   ๔. การปาฐกถาธรรมของท่าน ที่ก่อให้เกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งในแง่วิธีการ และการตีความ พระพุทธศาสนาของท่าน กระตุ้นให้ผู้คนกลับมาสนใจธรรมะ กันอย่างลึกซึ้ง แพร่หลายมากขึ้น ครั้งสำคัญ ๆ ได้แก่ ปาฐกถาธรรม เรื่อง "ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม" "อภิธรรมคืออะไร" "ปฏิจจสมุปบาท คืออะไร" "จิตว่าง หรือ สุญญตา" "นิพพาน" "การทำงาน คือ การปฏิบัติธรรม" "การศึกษาสุนัขหางด้วน" เป็นต้น
   ๕. งานประพันธ์ ของท่านเอง เช่น "ตามรอยพระอรหันต์" "ชุมนุมเรื่องสั้น" "ชุมนุม. เรื่องยาว" "ชุมนุมข้อคิดอิสระ" "บทประพันธ์ของ สิริวยาส" (เป็นนามปากกา ที่ท่านใช้ ในการเขียน กวีนิพนธ์) เป็นต้น
   ๖. งานแปลจากภาษาอังกฤษของท่าน เล่มสำคัญ คือ "สูตรของเว่ยหล่าง" "คำสอนของฮวงโป" ทั้งสองเล่ม เป็นพระสูตรที่สำคัญของพุทธศาสนา นิกายเซ็น เป็นต้น
     เกี่ยวกับงานหนังสือนี้ ท่านเคยให้สัมภาษณ์ กับพระประชา ปสนฺนธมฺโม ว่า "เราได้ทำสิ่งที่มันควรจะทำ ไม่เสียค่าข้าวสุกของผู้อื่นแล้ว เชื่อว่ามันคุ้มค่า อย่างน้อยผมกล้าพูดได้อย่างหนึ่งว่า เดี๋ยวนี้ไม่มีใครในประเทศไทย บ่นได้ว่าไม่มีหนังสือธรรมะอ่าน ก่อนนี้ ได้ยินคนพูดจนติดปากว่า ไม่มีหนังสือธรรมะจะอ่าน เราก็ยังติดปาก ไม่มีหนังสือธรรมะจะอ่าน ตอนนี้บ่นไม่ได้อีกแล้ว". ท่านอาจารย์พุทธทาส ได้ละสังขาร กลับคืนสู่ ธรรมชาติอย่างสงบ ณ สวนโมกขพลาราม เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๓๖ สิริรวม อายุ ๘๗ ปี นับได้ ๖๗ พรรษา คงเหลือไว้แต่ผลงาน ที่ทรงคุณค่า แทนตัวท่าน ให้อนุชนคนรุ่นหลัง ได้สืบสานปณิธานของท่าน รับมรดกความเป็น "พุทธทาส" เพื่อพุทธทาสจะได้ไม่ตาย ไปจากพระพุทธศาสนา.
 
กลับด้านบน 
  
© Copyright 2004 watsomanas.com All Right Reserved. www.Stats.in.th