หน้าแรก
   ประวัติวัด
   แผนที่ตั้ง
   แผนที่ภายในวัด
   ถาวรวัตถุ
   ภาพจิตรกรรม
   ลำดับเจ้าอาวาส
   จำนวนพระสงฆ์
   วันสำคัญทางศาสนา
   วันพระตามปักษ์
   ตารางแสดงธรรม
   ตารางอบรมกรรมฐาน
   โคลงสุภาษิตคำพังเพย
   รร.พระปริยัติธรรม
   รร.พุทธศาสนาวันอาทิตย์
   ภาค ๑๖-๑๗-๑๘(ธ)
   หนังสือธรรมะ
   หัวข้อธรรมะ
   แฟ้มภาพ
   กระดานสนทนา
 
 
 
  
ประวัติพระอริยสงฆ์
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
ชาติภูมิ
     ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน ถือกำเนิดเมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ ณ ตำบลบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ในสกุล "โลหิตดี". โยมบิดาและโยมมารดาได้ตั้งชื่อเป็นมงคลนามว่า “บัว”. โยมบิดาาของท่านชื่อ “นายทองดี”และโยมมารดาของท่านชื่อ “นางแพง” มีอาชีพเป็นชาวนาผู้มีอันจะกิน มีพี่น้อง ทั้งหมด ๑๖ คน เมื่อท่านอายุได้ ๒๑ ปี ได้ออกบวชสนองคุณบิดามารดา ตามความปรารถนาของท่านทั้งสอง. ท่านได้อุปสมบท ณ วัดโยธานิมิตร อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โดยมีท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๗.

อุปนิสัย

     อุปนิสัยของท่านอาจารย์พระมหาบัวนั้น จริงจังมากตั้งแต่เป็นฆราวาส. ท่านเป็นผู้รับผิดชอบในกิจการงาน เป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจของโยมบิดามารดา เพราะฉะนั้น เมื่อท่านได้ออกบวช ท่านก็ตั้งใจพากเพียรเรียนรู้ทั้ง ปริยัติปฏิบัติ มิใช่บวชตามประเพณีเท่านั้น ดังที่ท่านเคยเล่าไว้ว่า “แต่ว่าเรามันนิสัยจริงจัง แต่เป็นฆราวาสแล้ว เวลาบวชก็ตั้งใจบวชเอาบุญเอากุศลจริงๆ และพร่ำสอนตัวเองว่า บัดนี้เราบวชแล้ว พ่อแม่ไม่ได้มาคอยติดสอยห้อยตามคอยตักเตือนเราอีก เหมือนแต่ก่อนแล้วนะ แม้เวลานอนหลับก็ไม่มีใครมาปลุกนะ แต่บัดนั้นมา ก็ทำความเข้าใจกับตัวเองราวกับว่า อัตตาหิ อัตตโน นาโถ นะอย่างนั้นแหละ”. ด้วยเหตุนี้ เมื่อท่านได้มีโอกาสศึกษาธรรม ได้อ่านพุทธประวัติและประวัติ ของบรรดาสาวกอรหันต์ทั้งหลาย ที่ออกมาจากสกุลต่าง ๆ ตั้งแต่พระราชามหากษัตริย์ มหาเศรษฐี กุฎุมพี พ่อค้า ประชาชน ตลอดถึงคนธรรมดา. เมื่อบวชแล้ว ต่างก็ไปบำเพ็ญในป่าในเขา หลังจากรับพระโอวาทจากพระพุทธเจ้าแล้ว. เดี๋ยวองค์นั้นสำเร็จ พระอรหันต์อยู่ที่นั่น องค์นั้นสำเร็จอยู่ในป่านั้น ในเขาลูกนั้น ในทำเลนี้ มีแต่ที่สงบสงัด. ท่านก็เกิดความเชื่อ เลื่อมใสขึ้นและคิดอยากบำเพ็ญเพื่อความพ้นทุกข์ เป็นพระอรหันต์เจริญรอยตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเหล่าพระสาวกนั้น จึงได้ตั้งสัตยาธิษฐานว่า "เมื่อจบเปรียญสามประโยคแล้ว จะออกปฏิบัติเพื่อความ หลุดพ้นโดยฝ่ายเดียว".

มุ่งหน้าปฏิบัติ

     ท่านได้ศึกษาปริยัติอยู่ประมาณ ๗ พรรษา. จนกระทั่งในพรรษาที่ ๙ ท่านได้มีโอกาสไปกราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซึ่งท่านได้ทราบมาว่า เป็นพระสำคัญมากองค์หนึ่ง มีข้อปฏิปทาที่ผู้คนทั่วไป ยกย่องสรรเสริญ. ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านได้เมตตารับท่านไว้เป็นศิษย์ ตลอดระยะเวลาที่ท่านได้ อยู่ปรนนิบัติรับใช้ท่านพระอาจารย์มั่น. ท่านมีความซาบซึ้ง ยกย่องท่านพระอาจารย์มั่น เหนือเศียรเกล้า ยอมมอบกายถวายชีวิตบูชาท่านว่าเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์. ท่านอาจารย์พระมหาบัว ได้อยู่ศึกษาปรนนิบัติรับใช้ท่านพระอาจารย์มั่น เป็นระยะเวลาประมาณ ๘ ปี ที่บ้านโคก บ้านนามน และบ้านหนองผือ ท่านอาจารย์ได้ช่วยดูแลกิจการภายในวัดผ่อนภาระของพ่อแม่ครูอาจารย์ พร้อมทั้งมีความมุ่งมั่น ในการประกอบความพากเพียรควบคู่กันไป. ความเอาจริงเอาจังของท่านนั้น ท่านเล่าให้ฟังว่า ถึงขนาดนั่งภาวนาจนก้นแตก และท่านถูกจริตกับอุบายแก้กิเลสตัวเองด้วยการผ่อนอาหาร จึงมักงดฉันอาหารติดต่อกันหลาย ๆ วัน. ร่างกายซูบผอมจนเนื้อติดกระดูก ดังมีตัวอย่างท่านพักบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่หมู่บ้านหนึ่ง ท่านเล่าให้ฟังว่า ชาวบ้านไม่เห็นท่านออกบิณฑบาต เป็นเวลานานผิดสังเกต จึงพากันเคาะระฆังประชุมกัน ด้วยลือกันว่าท่านคงจะตายแล้วก็เคยมี. ท่านเป็นคนมีนิสัยเด็ดเดี่ยวเข้มแข็งมาก ท่านพูดให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการต่อสู้กับกิเลสให้ลูกศิษย์ฟังเสมอว่า “ถ้ากิเลสไม่ตาย เราก็ตาย จะให้อยู่เป็นสองระหว่างกิเลสกับเรานั้นไม่ได้”. สภาพร่างกายของท่านในช่วง บำเพ็ญเพียรจึงเป็นที่น่าตกใจแก่ผู้พบเห็น. แม้ท่านพระอาจารย์มั่นเอง เมื่อท่านได้เห็นสภาพที่ซูบผอมมากของท่านอาจารย์ อีกทั้งผิวกายก็ซีดเหลือง เนื่องจากอดอาหารมาเป็นระยะยาวนานหลังการเที่ยววิเวก ท่านยังเคย อุทานว่า “ท่านมหา ฯ ถึงขนาดนี้เชียวหรือ” แต่ท่านเกรงว่าลูกศิษย์จะตกใจและเสียกำลังใจ ท่านก็กลับพูดให้ กำลังใจในทันทีว่า “มันต้องอย่างนั้นซิ จึงเรียกว่า นักรบ”.

เคารพครูบาอาจารย

     ต่อมาท่านพระอาจารย์มั่นได้มรณภาพเมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ ณ วัดป่าสุทธาวาส จังหวัด สกลนคร. ความรักใคร่อาลัยพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นนั้น หาประมาณมิได้ สิ่งหนึ่งที่ท่านแสดงออกถึงความรัก เคารพท่านพระอาจารย์มั่นนั้น จะเห็นได้จากที่ท่านอาจารย์ได้ยึดถือข้อวัตรปฏิบัติ และปฏิปทาที่ท่านพระอาจารย์มั่น พาดำเนินมาโดยเคร่งครัด. ความเคารพผูกพันระลึกถึงพระคุณของพ่อแม่ครูอาจารย์ ที่แนบแน่น ฝังจิตของท่านนั้น จะทราบได้ชัดเจนจากคำเทศน์ของท่านในตอนหนึ่งว่า “...ผมไปอยู่ที่ไหนถ้าไม่ได้กราบท่านอาจารย์มั่นแล้วนอนไม่ได้ อยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน แม้ที่สุดจะเดินจงกรม ก็ต้องหันหน้าไปไหว้ท่านเสียก่อน ถ้ามีรูปท่านเป็นที่หมายของสมมุติ ก็กราบไหว้รูปของท่าน หากไม่มีอะไรเลยก็เอาคุณธรรมของท่านประกอบเรื่องของสมมุติ น้อมนมัสการไปพระคุณของท่านไม่มีวันจืดจางประหนึ่งว่า ท่านไม่ได้ล่วงลับไป ธรรมชาติอันหนึ่งเป็นอย่างนั้น เหมือนกับดูเราอยู่ตลอดเวลา...”. หลังจากเสร็จงาน ถวายเพลิงแล้ว ท่านอาจารย์ได้ปลีกออกจากหมู่เพื่อน ไปอยู่ตามป่าเขาแต่ลำพัง ท่านมุ่งอยู่ในความเพียรตลอด ไม่เคยท้อถอย คอยควบคุมรักษาจิตภาวนาตลอดรุ่ง ต่อสู้ทุกขเวทนาใหญ่ ต่อสู้ด้วยการเอาชีวิตเข้าแลกธรรม. ครั้งหนึ่ง ท่านได้ย้อนกลับไป ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัด สกลนคร. ณ ที่นี้ ท่านได้พิจารณา แก้ปัญหาธรรมที่ติดค้างอยู่เป็นผลสำเร็จ ในวันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ เวลา ๕ ทุ่มตรง เป็นพรรษาที่ ๑๖ ดังอุทานธรรมของท่านที่ปรากฎ “... เจ้าตัวเกิดความอัศจรรย์ล้นโลก อุทานออกมาว่า โอ้โห ๆ อัศจรรย์หนอ ๆ ก่อนธรรมนี้อยู่ที่ไหน ๆ มาบัดนี้ ธรรมแท้ ธรรมอัศจรรย์เกินคาดเกินโลก มาเป็นอยู่ที่จิต และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับจิตได้อย่างไร. และแต่ก่อนพระพุทธเจ้า พระสงฆ์สาวกอยู่ที่ไหน มาบัดนี้ องค์สรณะที่แสนอัศจรรย์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับจิตดวงนี้ได้อย่างไร โอ้โห ธรรมแท้ พุทธะแท้ สังฆะแท้ เป็นอย่างนี้หรือ ไม่อยู่กับความคาดหมายด้นเดาใด ๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นความจริงล้วนๆ อยู่กับความจริงล้วน ๆ อย่างเดียว ...”.

กลับวัดป่าบ้านตาด

     หลังจากนั้นท่านได้ไปจำพรรษาตามที่ต่าง ๆ เช่น วัดหนองผือ ห้วยทราย เป็นต้น ระยะนี้เอง บรรดาพระเณรพากันติดตามท่านไปด้วยมากมาย เพราะเมื่อขาดพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นแล้ว หมู่เพื่อนก็ยึดท่านเป็นที่พึ่ง. แม้ท่านพระอาจารย์มั่นก็ยังได้เคยปรารภถึงท่านอาจารย์อยู่เนือง ๆ ว่า “ท่านมหา ฯ ฉลาดทั้งนอกทั้งใน จะเป็นที่พึ่งแก่ หมู่คณะได้มาก” ท่านก็อนุเคราะห์รับไว้ ด้วยเมตตาเพราะมาระลึกถึงความสำคัญของ ครูบาอาจารย์ที่จะเป็นที่พึ่งและกำลังใจ แก่ลูกศิษย์ลูกหา อีกทั้งระลึกถึงองค์ท่านเองที่เคยเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์มาแต่ก่อน ทั้งที่ปกติของท่านรักความวิเวกอย่างยิ่ง
ประมาณปี พ.ศ.2499 เหตุด้วยระลึกถึงพระคุณของโยมมารดา ปรารถนาให้โยมมารดา ได้รู้เห็นธรรม ท่านจึงได้กลับไปที่บ้านตาด และได้บวชชีให้โยมมารดา ตลอดจนแนะนำ ข้อปฏิบัติภาวนา ช่วงเวลานี้เอง ชาวบ้าน ตาดได้พร้อมใจกันถวายที่ดิน ประมาณร้อยกว่าไร่ แก่ท่าน เพื่อให้ท่านตั้งเป็นวัดขึ้นตามดำริของท่าน วัดป่าบ้านตาดจึงเกิดขึ้นแต่นั้นมา
วัดป่าบ้านตาดในวันนี้ ได้กลายเป็นจุดรวมใจของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ ผู้คนต่างพากันหลั่งไหลมากราบนมัสการท่านอาจารย์มิเว้นแต่ละวัน. ข้อวัตรปฏิบัติ ตลอดจนปฏิปทาที่ท่านอาจารย์ได้รักษาสืบต่อ จากพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นอย่างเคร่งครัด เหนียวแน่น กลายเป็นความงดงามประทับตาประทับใจแก่ บรรดาพุทธศาสนิกชนที่ได้เข้าไปสัมผัส. ท่านได้สั่งสอนอบรมพระเณรและฆราวาส ท่านเข้มงวดในด้านจิตตภาวนา รักษาวัด ให้เป็นที่สงบสงัด ไม่เอนเอียงไปตามโลก ประหยัดเครื่องใช้ไม้สอย งดเว้นสิ่งก่อสร้างที่ไม่จำเป็น ตลอดทั้งไม่สั่งสมปัจจัยเครื่องไทยทาน. นอกจากเมตตาในทางธรรมแล้ว ท่านยังเมตตา ในทางโลก โดยเสียสละทั้งกำลังกาย กำลังทรัพย์ บริจาคให้แก่โรงพยาบาล อันเป็นที่รวมของผู้มีทุกข์จากโรคภัยต่าง ๆ ท่านได้บริจาคเครื่องเอ็กซเรย์ อัลตราซาวด์ เครื่องตรวจคลื่นหัวใจ รถพยาบาล เตียง เครื่องปรับอากาศ ฯลฯ ทั้งนี้ แล้วแต่ความจำเป็น ของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง. นอกจากนั้น ท่านได้บริจาคช่วยเหลือให้แก่โรงเรียน สถานสงเคราะห์ หน่วยราชการ และวัดต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ. ในเรื่องการอบรมสั่งสอนให้ประพฤติดีประพฤติชอบ คำสอนของท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน ได้แพร่หลายไปทั้งใน
์และนอกประเทศ. จากคำเทศน์คำสอนได้กลายมาเป็นเทป เป็นหนังสือ จำนวนมากมาย มหาศาล ซึ่งบรรจุข้อธรรมะสำหรับฆราวาส รวมทั้งธรรมะขั้นปฏิบัติที่ละเอียดสำหรับพระเณร และผู้ที่สนใจในการปฏิบัติสมาธิภาวนาโดยทั่วไป ซึ่งจะเป็นมรดกธรรมที่ล้ำค่า ของพุทธศาสนิกชนสืบไป.

 
กลับด้านบน 
© Copyright 2004 watsomanas.com All Right Reserved. www.Stats.in.th