หน้าแรก
   ประวัติวัด
   แผนที่ตั้ง
   แผนที่ภายในวัด
   ถาวรวัตถุ
   ภาพจิตรกรรม
   ลำดับเจ้าอาวาส
   จำนวนพระสงฆ์
   วันสำคัญทางศาสนา
   วันพระตามปักษ์
   ตารางแสดงธรรม
   ตารางอบรมกรรมฐาน
   โคลงสุภาษิตคำพังเพย
   รร.พระปริยัติธรรม
   รร.พุทธศาสนาวันอาทิตย์
   หนังสือธรรมะ
   หัวข้อธรรมะ
   แฟ้มภาพ
 
 
 
  
ประวัิติพระสุปฏิปันโน
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
วัดบูรพาราม อ.เมือง จ.สุรินทร์
ชาติภูมิ
     ณ บ้านปราสาท ตำบลเฉนียง ซึ่งอยู่ห่างไปทางทิศใต้ ของจังหวัดสุรินทร์ มีครอบครัว “ดีมาก” อาศัยทำมาหากินอยู่ และเป็นสถานที่เกิด ของเด็กชายดูลย์. ต่อมา เป็นพระกัมมัฏฐาน ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ นามว่า พระอาจารย์ดูลย์ อตุโล
พระอาจารย์ดูลย์ อตุโล มีบิดา ชื่อนายแดง ดีมาก และมารดา ชื่อนางเงิม ดีมาก ถือกำเนิด เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๑ ตรงกับแรม ๒ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีชวด ในรัชสมัย ของพระบาทของพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ซึ่งขณะนั้น เสวยราชสมบัติย่างเข้าปีที่ ๓๐. พระอาจารย์ดูลย์ อตุโล มีพี่น้องทั้งสิ้น ๕ คน ได้แก่
   ๑. นางกลิ้ง
   ๒. พระอาจารย์ดูลย์ อตุโล
   ๓. นายเคน
   ๔. นางรัตน์
   ๕. นางทอง
    ในบรรดาพี่น้องทั้ง ๕ คนนั้น พระอาจารย์ดูลย์ อตุโล ท่านมีอายุยืนยาวที่สุดคือ ๙๖ ปี. ส่วนพี่น้องคนอื่น มีอายุอย่างมากที่สุดเพียง ๗๐ ปี ก็ถึงแก่กรรม. ภายหลัง ท่านได้เปลี่ยนมาใช้นามสกุล “เกษมสินธุ์” ด้วยเหตุที่นายพร้อม หลานชายของท่าน ให้ตั้งนามสกุลให้ ท่านจึงตั้งว่า “เกษมสินธุ์” แล้วท่านก็ได้เปลี่ยนมาใช้นามสกุลนี้ด้วย.

ถิ่นกำเหนิดบรรพบุรุษ

     สุรินทร์ หรือเมืองประทายสมันต์ หรือไผทสมันต์ ในอดีต อยู่ในพื้นที่ราบต่ำ ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วย ทรัพยากรธรรมชาติ และสัตว์ป่านานาชนิด. ชุมชนสุรินทร์ในอดีต ไม่มีหลักฐาน ว่าเกิดขึ้นเมื่อใด แต่สันนิษฐานว่า มีมาไม่ต่ำกว่าสองพันปี เคยผ่านความรุ่งเรือง มาสมัยหนึ่ง ในฐานะเป็นเมืองด่าน จากพื้นที่ราบโคราช ลงสู่แคว้นเจนละ ของกัมพูชา. หลักฐานของเมืองโบราณ ที่พบเห็น ได้แก่ ปราสาทหิน หลายแห่ง กระจายอยู่ทั่วไป ในแถบบริเวณนั้น เช่น ปราสาทหินภูมิโปน ปราสาทระแงง ปราสาทตาเหมือน เป็นต้น รวมทั้งกำแพงเมือง ๒ ชั้นด้วย. ปัจจุบัน จังหวัดสุรินทร์ เป็นจังหวัดหนึ่ง ที่อยู่ทางภาคอีสาน ของประเทศไทย มีวัฒนธรรม เป็นแบบฉบับของตนเอง ยากที่ใครจะเหมือนได้ สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ ของจังหวัดนี้ก็คือช้าง จนมีคนเรียกขาน จังหวัดสุรินทร์ว่าเป็น “เมืองช้าง”. พระอาจารย์ดูลย์ เล่าถึงบรรพบุรุษของท่านว่า ปู่ทวดของท่าน อาศัยอยู่ที่บ้านสลักได ซึ่งตั้งอยู่นอกกำแพง เมืองสุรินทร์ ทางด้านตะวันออก. ครั้นประมาณปี พ.ศ. ๒๓๙๘ ตาของท่านชื่อแสร์ และญาติพี่น้องรวม ๕ ครอบครัว ตั้งใจจะพากันอพยพ ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ ที่ประเทศกัมพูชา จึงพากันออกเดินทางด้วยช้าง มุ่งลงทางใต้ไปเรื่อย ๆ. เมื่อเดินทางไปได้ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร คณะของตาแสร์ ก็ได้พบกับคณะ ของพระยาสุรินทร์ภักดี ศรีปไผทสมันต์ (ม่วง) เจ้าเมืองสุรินทร์ กำลังออกสำรวจพื้นที่อยู่. ครั้นทราบว่า คณะของตาแสร์ กำลังจะไปทำมาหากิน ที่เขมรจึงทัดทานไว้ โดยชี้แจง ถึงความยากลำบาก และอันตราย ในการเดินทาง รวมทั้งสภาพบ้านเมือง ของเขมรซึ่งในขณะนั้นไม่สงบ และท่านแนะนำ ให้ตั้งบ้านเรือนทำมาหากิน ณ สถานที่แห่งนั้น ซึ่งอุดมสมบูรณ์ ใครใคร่จะจับจองเอาที่ดิน มากเท่าไรก็ได้. คณะของตาแสร์ ปรึกษาหารือกัน ที่สุดก็คล้อยตาม คำแนะนำนั้น จึงตกลงจะตั้งหลักแหล่งอยู่ ณ สถานที่นั้น ได้ช่วยกันหักร้างถางพง สร้างบ้านเรือน ตั้งเป็นหมู่บ้าน ชื่อบ้านปราสาท และมอบหมายให้ตาแสร์ เป็นนายบ้าน ทำหน้าที่เป็นผู้ปกครอง ดูแลหมู่บ้านปราสาทแห่งนั้น. ตาแสร์มีลูก ๖ คน คือ
   ๑. นายมาก
   ๒. นางเงิม (มารดาของพระอาจารย์ดูลย์) 
   ๓. นายม่วง
   ๔. นางแก้ว
   ๕. นางเมอะ
   ๖. นายอ่อน
   ต่อมาครอบครัวของตาแสร์ ได้ขยายเพิ่มสมาชิกออกไป บางส่วนอาศัยอยู่ในบ้านปราสาท บางส่วนก็ไปอยู่ในหมู่บ้านใกล้เคียง หรืออพยพย้ายไปอยู่ถิ่นอื่น ตามวิถีชีวิตของแต่ละคน. บ้านเรือนที่อาศัย ก็สร้างกันง่าย ๆ ใช้ต้นไม้ทั้งต้น ทำเป็นเสา ส่วนที่เป็นพื้นกระดาน ก็นำต้นไม้มาถากเป็นแผ่น นำใบไม้ หรือไม้ไผ่ มาขัดแตะ ทำเป็นฝาบ้าน แล้วมุงหลังคา ด้วยหญ้าคา ประกอบอาชีพปลูกข้าว ฟักแฟง แตงกวา เลี้ยงเป็ด ไก่ วัว ควาย เก็บของป่า ล่าสัตว์ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังทำการทอผ้า ปั่นฝ้าย และเลี้ยงไหม ไว้แลกเปลี่ยน แทนการใช้เงินตรา หรือมีไว้สำหรับแบ่งปัน ให้กับเพื่อนบ้าน ที่ขาดแคลน หรือให้กู้ยืม ไปกินไปใช้ ตามความจำเป็น.

ชีวิตฆราวาส

     ในวัยเด็ก การศึกษาเล่าเรียน ของพระอาจารย์ดูลย์ อาศัยวัดเป็นสถานศึกษา โดยมีพระในวัด เป็นผู้อบรมสั่งสอน ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดา สำหรับการศึกษา ในสมัยนั้น. วิชาที่เล่าเรียน ก็ประกอบไปด้วยการเรียน การสอนทางโลก ที่พอให้อ่านออกเขียนได้ และศีลธรรมจรรยามารยาท อันควรประพฤติปฏิบัติ โดยจะมุ่งเน้น ที่การฝึกอบรมจิตใจ เป็นหลักพื้นฐาน เพื่อเป็นการพัฒนา ทางด้านจิตใจของคน. ส่วนในเรื่องของวิชาการนั้น จะมีน้อยมาก หรือแทบจะไม่มีเอาเสียเลย เพราะในสมัยนั้น ระบบการศึกษา ของประเทศยังไม่ดีพอ. เด็กชายดูลย์ ก็ได้เจริญเติบโต และได้รับการศึกษา อบรมมาแบบนั้นเช่นกัน. พระอาจารย์ดูลย์ ได้เล่าเรื่องราวในอดีต ของท่านให้ฟังว่า ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๓๔ พระยาสุรินทร์ภักดีฯ (ม่วง) ซึ่งเป็นผู้ที่ชักชวน ให้คุณตาของท่าน มาตั้งบ้านเรือน อยู่ที่บ้านปราสาทนั้น ได้ถึงแก่อนิจกรรม. กรมหลวงพิชิตปรีชากร ข้าหลวงใหญ่ในขณะนั้น ได้แต่งตั้งให้พระพิไชยณรงค์ภักดี (บุญนาค) ผู้เป็นน้องชาย ขึ้นดำรงตำแหน่ง เป็นเจ้าเมืองสุรินทร์ ลำดับที่ ๖ แทน. ขณะพระอาจารย์ดูลย์อายุประมาณ ๖ ปี ได้เกิดเหตุการณ์สู้รบ กับต่างชาติ นั่นคือกรณีพิพาท เรื่องดินแดนฝั่งซ้าย ของแม่น้ำโขง (เหตุการณ์ ร.ศ. ๑๑๒) ชายฉกรรจ์ในจังหวัดสุรินทร์ ประมาณ ๘๐๐ คน ได้ถูกเกณฑ์ ให้เข้ารับการฝึก ในกองกำลังรบ และส่งไปตรึงแนวรบ ด้านจังหวัดอุบลราชธานี ร่วมกับกองกำลังจากเมืองอื่น ๆ เพื่อต่อต้าน การรุกรานจากฝรั่งเศส. หลังจากการปะทะกันเล็กน้อย ก็ตกลงทำสัญญาสงบศึกกัน. ต่อมาอีกไม่นาน เมื่อพระพิไชยณรงค์ภักดี (บุญนาค) ถึงแก่กรรมลง และพระพิไชยนครบวรวุฒิ (จรัญ) ได้รับแต่งตั้ง ให้เป็นเจ้าเมืองสุรินทร์ ลำดับที่ ๘ เป็นที่พระยาสุรินทร์ภักดีไผทสมันต์. และเจ้าเมืองสุรินทร์ ท่านนี้เอง เป็นผู้ที่เปลี่ยนแปลงชีวิต ของเด็กชายดูลย์ ให้กลายเป็นนางเอกละคร.

วัยหนุ่ม

     เมื่อย่างเข้าสู่วัยหนุ่ม นายดูลย์ ได้เป็นเรี่ยวแรงสำคัญ ของครอบครัว ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่บุตรคนหัวปี แต่ก็ถือว่าท่านเป็นลูกชายคนโต ของบ้าน. ในช่วงแรก ท่านก็ช่วยพี่สาว ทำงานบ้าน ต่อเมื่อโตขึ้น ต้องแบกรับภาระมากมาย ทั้งในบ้าน และนอกบ้าน ตั้งแต่หาบน้ำ ตำข้าว หุงข้าว เลี้ยงดูน้อง ๆ และช่วยบิดามารดา ทำไร่ไถนา เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย เป็นต้น ซึ่งท่านก็สามารถทำได้ อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แต่ประการใด. ในบรรดาคนหนุ่ม รุ่นเดียวกัน แห่งบ้านปราสาท นายดูลย์ จัดว่าเป็นหนุ่มหน้าตาดี ได้เปรียบเพื่อน ๆ ทั้งด้านรูปสมบัติ ที่นอกจากจะมีร่างกายแข็งแรง และสุขภาพ อนามัยดีแล้ว ยังเป็นผู้ที่มีผิวพรรณหมดจด รูปร่างโปร่ง ได้สัดส่วนสมทรง น่ารักน่าเอ็นดู และมีท่าทางคล่องแคล่ว ว่องไว นอกจากนี้แล้ว ยังเป็นผู้มีอุปนิสัยที่อ่อนโยน เยือกเย็น ความประพฤติเรียบร้อย ซึ่งติดมาตั้งแต่วัยเยาว์ จึงได้รับคำยกย่อง ชมเชยจากบรรดาญาติพี่น้อง และผู้ที่ได้พบเห็นโดยทั่วไป.

นางเอกละคร

     ด้วยเหตุที่ท่าน มีรูปร่างดังกล่าวนั้นเอง พระยาสุรินทร์ภักดี ศรีไผทสมันต์ เจ้าเมืองสุรินทร์ ในสมัยนั้น จึงมีบัญชา ให้นำตัวนายดูลย์ มาร่วมแสดงละครนอก โดยให้เล่นเป็นตัวนางเอก. พระอาจารย์ดูลย์ ได้เล่าถึงเหตุการณ์ เมื่อครั้ง ท่านเล่นเป็นนางเอกละครว่า ในสมัยนั้น ผู้คนนิยมดูละครกันมาก ถ้าเป็นละคร ของเจ้าเมืองในหัวเมือง ผู้แสดงจะต้องเป็นชายทั้งหมด โดยสมมติ ให้เป็นพระเป็นนาง. ส่วนละครหลวง หรือละครของพระเจ้าแผ่นดิน ผู้แสดงจะต้องเป็นหญิงล้วน โดยสมมติเอาเช่นกัน. พระอาจารย์ดูลย์ เมื่อครั้งรับบทเป็นนางเอกละครนั้น เป็นที่ชื่นชอบของผู้ดูมาก ละครที่ท่านแสดงมีหลายเรื่อง อาทิ ไชยเชษฐ์ จันทรกุมาร ลักษณวงศ์ เป็นต้น. ท่านเล่าว่า ครั้งหนึ่ง เมื่อท่านขึ้นแสดงละครนั้น ครั้นจบการแสดงแล้ว มีหญิงสาวคนหนึ่ง พรวดพราดเข้ามาหาท่าน ในห้องแต่งตัว ขณะเดียวกับที่ท่าน กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า เมื่อหญิงสาวผู้นั้นแลเห็น ถึงกับตกตะลึง เมื่อทราบว่า ท่านเป็นผู้ชาย จึงรีบวิ่งหนีออกไปอย่างรวดเร็ว ด้วยไม่คิดว่า ผู้แสดงที่ตนชื่นชอบ จะเป็นผู้ชาย. จากเหตุการณ์นี้ แสดงให้เห็นว่า หนุ่มสาวในสมัยนั้น รู้จักระมัดระวัง ในเรื่องการคบหา ระหว่างเพศเป็นสำคัญ ซึ่งแตกต่างจากสมัยนี้สิ้นเชิง. ในปี พ.ศ. ๒๔๔๘ เมื่อพระอาจารย์ดูลย์ อายุได้ ๑๘ ปี และขณะที่ยังคงแสดงละครอยู่นั้น ท่านได้เดินทางไปบางกอก ซึ่งเป็นเมืองหลวง ของประเทศเป็นครั้งแรก เพื่อไปหาซื้อ เครื่องแต่งตัวละคร ด้วยตัวนางเอก จะต้องลงมาลอง เครื่องแต่งตัว ให้เหมาะเจาะ สวยงามสมตัว. การเดินทางในครั้งนั้น เมื่อออกจากเมืองสุรินทร์ ใช้ช้างเป็นพาหนะ เป็นเวลา ๔ วัน ๔ คืน จนไปถึงเมืองโคราช แล้วขึ้นรถไฟสายกรุงเทพ ฯ – โคราช ใช้เวลาในการเดินทางอีก ๑ วัน จึงถึงเมืองบางกอก. ซึ่งสมัยนั้น เมืองบางกอก ยังไม่มีตึกรามบ้านช่อง หรือผู้คนแออัด เหมือนสมัยนี้ ยังคงมีต้นไม้ป่าไม้ ให้เห็นมากมาย น้ำในแม่น้ำลำคลอง ก็ใสสะอาด สามารถจะนำมาบริโภค ใช้สอยได้เป็นอย่างดี. การเดินทางมาครั้งนี้ ท่านรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก ที่ได้มีโอกาสไปเห็นด้วยสายตาตัวเอง เพราะเหตุว่า ในสมัยนั้น น้อยคนนักที่จะมีโอกาส ได้ไปเห็นเมืองบางกอก ทำให้ท่านมีเรื่อง ที่จะเล่าให้ผู้อื่นฟังเสมอ เมื่อกลับไปถึงสุรินทร์. นายดูลย์ อยู่กับคณะละครถึง ๔ ปีเศษ แม้ว่าจะอยู่ในสภาพ ที่น่าลุ่มหลง และเพลิดเพลิน เป็นอย่างยิ่ง เพราะท่านเป็นนักแสดง ที่ชื่นชอบ ของผู้คนเป็นจำนวนมาก. แต่ท่านมิได้หลงใหล ไปกับสิ่งนั้น กลับมีอุปนิสัยโน้มเอียง เข้าหาพระศาสนา และชอบเข้าวัดฟังธรรม ซึ่งแตกต่าง จากเด็กหนุ่มทั่ว ๆ ไป.

อ้อมอกพระศาสนา

     เนื่องจากมีจิตใจ ฝักใฝ่ โน้มเอียง ไปในทางธรรม ทำให้นายดูลย์ คิดจะออกบวชมาหลายครั้ง แต่ด้วยความที่เป็นกำลังสำคัญ ของครอบครัว และบิดามารดา ก็ไม่ยินยอมให้บวชเรียน อย่างง่ายดายนัก. ในครั้งแรก เมื่อคิดจะบวช จึงถูกคัดค้านจากพ่อแดง ด้วยเหตุผลว่า เมื่อท่านไปบวชแล้ว ครอบครัวอาจจะต้องลำบาก เพราะท่านเป็นบุตรชายคนโต เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง ของครอบครัว. นายดูลย์ เฝ้าอ้อนวอนบิดามารดา อยู่หลายครั้ง แต่ก็ถูกคัดค้านเรื่อยมา แต่นายดูลย์ก็ยังมิได้ละความคิด ในการบวชเรียนแต่ประการใด. จนในที่สุด บิดามารดา ก็ไม่อาจขัดขวาง ความตั้งใจจริงของท่านได้ จึงยินยอมอนุญาตให้บวช ได้ตามความปรารถนา แต่มีข้อแม้ว่า เมื่อบวชแล้วต้องไม่สึก หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ต้องอยู่จนได้ เป็นเจ้าอาวาสเสียก่อน. เหตุที่นายดูลย์ มีอุปนิสัยโน้มไปทางธรรมนั้น น่าจะมีส่วนส่งเสริม มาจากที่ปู่ของท่านเคยบวช และได้เป็นเจ้าอาวาสมาแล้ว จึงทำให้นายดูลย์ มีอุปนิสัยรักการบุญ และเกรงกลัวบาป มิได้เพลิดเพลิน คึกคะนองไปในวัยหนุ่ม เหมือนคนทั่ว ๆ ไป. ครั้นเมื่อนายดูลย์ ได้รับอนุญาต จากบิดามารดาให้บวช. ขณะนั้นท่านมีอายุได้ ๒๒ ปี ตระกูลเจ้าเมือง ที่เคยชุบเลี้ยงท่าน ได้เป็นผู้จัดแจง เรื่องการบวชให้ครบถ้วนทุกอย่าง. ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๓๕ นายดูลย์ ก็เข้าพิธีอุปสมบท ก่อนเข้าพรรษา ณ พัทธสีมา วัดจุมพลสุทธาวาส ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งตั้งอยู่ในกำแพงเมืองรอบนอก ของจังหวัดสุรินทร์ในสมัยนั้น. โดยมี พระครูวิมลสีลพรต (ทอง) เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านพระครูบึก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ท่านพระครูฤทธิ์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์. ได้รับฉายาว่า “อตุโล” อันหมายถึง ผู้ไม่มีใครเทียบได้ นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา.

 
กลับด้านบน 
© Copyright 2004 watsomanas.com All Right Reserved. www.Stats.in.th