หน้าแรก
   ประวัติวัด
   แผนที่ตั้ง
   แผนที่ภายในวัด
   ถาวรวัตถุ
   ภาพจิตรกรรม
   ลำดับเจ้าอาวาส
   จำนวนพระสงฆ์
   วันสำคัญทางศาสนา
   วันพระตามปักษ์
   ตารางแสดงธรรม
   ตารางอบรมกรรมฐาน
   โคลงสุภาษิตคำพังเพย
   รร.พระปริยัติธรรม
   รร.พุทธศาสนาวันอาทิตย์
   หนังสือธรรมะ
   หัวข้อธรรมะ
   แฟ้มภาพ
 
 
 
  
ประวัิติพระสุปฏิปันโน
หลวงปู่ขาว อนาลโย
วัดถ้ำกลองเพล อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู
ชาติภูมิ

     นามเดิมชื่อ ขาว โคระถา เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๔๓๑ ที่บ้านชะเนง ตำบลหนองแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ. โยมบิดาชื่อ พั่ว โยมมารดาชื่อ รอด โคระถา. มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน ๗ คน ท่านเป็นคนที่ ๔ อาชีพหลักของครอบครัว คือ ทำนาและค้าขาย. เมื่อท่านอายุได้ ๒๐ ปี บิดามารดาได้จัดให้มีครอบครัว ภรรยาของท่านชื่อ นางมี และได้มีบุตรด้วยกัน ๓ คน ซึ่งต่อมาได้แยกทางกัน. ท่านเป็นผู้มีนิสัยเด็ดเดี่ยว เอาจริงเอาจังมาก ประกอบกับความมีศรัทธา ต่อหลักธรรมคำสอน ในพระพุทธศาสนา ซึ่งสอนให้คนทำจริง ในสิ่งที่ควรทำ. เมื่อท่านได้บวช ในพระพุทธศาสนา ท่านจึงรู้สึกซาบซึ้ง ในหลักธรรมมากยิ่งขึ้นโดยลำดับ.

การแสวงหาธรรมและปฏิปทา

     ชีวิตสมณะของท่าน เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๖๒ เมื่อท่านอายุได้ ๓๑ ปี โดยอุปสมบท ที่วัดโพธิ์ศรี บ้านบ่อชะเนง ตำบลหนองแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ โดยมีท่านพระครูพุฒิศักดิ์เป็น พระอุปัชฌาย์ มีพระอาจารย์บุญจันทร์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์. เมื่ออุปสมบทแล้ว ท่านได้จำพรรษาที่วัดโพธิ์ศรี เป็นเวลา ๖ พรรษา เนื่องจากท่านได้บังเกิดศรัทธา ในปฏิปทาของพระอาจารย์มั่น หลวงปู่จึงได้ญัตติ เป็นพระธรรมยุติ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๘ อายุได้ ๓๗ ปี ณ พัทธสีมา วัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี โดยมีพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วได้จำพรรษาอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี เป็นเวลา ๘ ปี. จากนั้นได้เดินธุดงค์ ตามท่านพระอาจารย์ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ไปปฏิบัติธรรม ในสถานที่ต่างๆ. ท่านออกเดินทางทุกปี และได้สมบุกสมบัน ไปแทบทุกภาคของประเทศ. นอกจากนี้ ท่านยังได้เคยเดินธุดงค์ร่วมกับ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เป็นเวลารวมกันหลายปีอีกด้วย. ท่านได้สร้างบารมี อยู่ในป่าเขา เป็นเวลายาวนาน มีประสบการณ์มากมาย เกี่ยวกับสัตว์ป่าทั้งหลาย เช่น สิง ค่าง ช้าง เสือ เวลาท่านนึกถึงอะไร สิ่งนั้นมักจะมา ตามความรำพึงนึกคิดเสมอ เช่น นึกถึงช้าง ว่าหายหน้าไปไหนนาน ไม่ผ่านมาทางนี้เลย พอตกกลางคืนดึกๆ ช้างก็จะมาหาจริงๆ และ เดินตรงมายังกุฏิที่ท่านพักอยู่ พอให้ท่านทราบว่า เขามาหาแล้ว ช้างก็จะกลับเข้าป่าไป. เวลาที่ท่านนึกถึงเสือ ก็เช่นกัน นึกถึงตอนกลางวัน ตกกลางคืน เสือก็มาเพ่นพ่าน ภายในวัด บริเวณที่ท่านพักอยู่. คุณหมออวย เกตุสิงห์ เขียนไว้ในประวัติอาพาธ ซึ่งเป็นภาคผนวก ของหนังสืออนาลโยวาท ว่า เวลาท่านไม่สบาย อยู่ในป่าเขา มักจะไม่ใช้หยูกยาอะไรเลย จะใช้แต่ธรรมโอสถ ซึ่งได้ผลทั้งทางร่างกาย และจิตใจไปพร้อมๆ กัน ท่านเคยระงับไข้ ด้วยวิธีภาวนามาหลายครั้ง จนเป็นที่มั่นใจ ต่อการพิจารณา เวลาไม่สบาย. ท่านพระอาจารย์ หลวงตามหาบัว เล่าถึงหลวงปู่ขาว ในหนังสือ "ปฏิปทาของพระธุดงค์กรรมฐาน สายพระอาจารย์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต" ว่า หลวงปู่ขาว ได้บรรลุธรรมชั้นสุดยอด ในราวพรรษาที่ ๑๖-๑๗ ในสถานที่ ซึ่งมีนามว่าโรงขอด แห่งอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ โดยได้เขียนเล่าไว้ว่า "เย็นวันหนึ่ง เมื่อปัดกวาดเสร็จ หลวงปู่ขาว ออกจากที่พัก ไปสรงน้ำ ได้เห็นข้าวในไร่ชาวเขา กำลังสุกเหลืองอร่าม ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาในขณะนั้นว่า "ข้าวมันงอกขึ้นมา เพราะมีอะไรเป็นเชื้อพาให้เกิด ใจที่พาให้เกิดตายอยู่ไม่หยุด ก็น่าจะมีอะไรเป็นเชื้ออยู่ภายใน เช่นเดียวกันกับเมล็ดข้าว. เชื้อนั้น ถ้าไม่ถูกทำลายเสียที่ใจให้สิ้นไป จะต้องพาให้เกิดตายอยู่ไม่หยุด ก็แล้วอะไรเป็นเชื้อของใจเล่า ถ้าไม่ใช่กิเลส อวิชชา ตัณหา อุปาทาน." ท่านคิดทบทวนไปมา โดยถืออวิชชา เป็นเป้าหมาย แห่งการวิพากษ์วิจารณ์ พิจารณาย้อนหน้าถอยหลัง อนุโลมปฏิโลม ด้วยความสนใจ อยากรู้ตัวจริงแห่งอวิชชา นับแต่หัวค่ำจนดึก ไม่ลดละการพิจารณาระหว่าง อวิชชากับใจ จวนสว่าง จึงตัดสินใจกันลงได้ ด้วยปัญญา อวิชชาขาดกระเด็นออกจากใจ ไม่มีอะไรเหลือ. การพิจารณาข้าว ก็มายุติกันที่ข้าวสุก หมดการงอกอีกต่อไป การพิจารณาจิต ก็มาหยุดกันที่อวิชชาดับ กลายเป็นจิตสุกขึ้นมา เช่นเดียวกับข้าวสุก จิตหมดการก่อกำเนิด เกิดในภพต่างๆ อย่างประจักษ์ใจ สิ่งที่เหลือให้ชมอย่างสมใจ คือ ความบริสุทธิ์แห่งจิตล้วน ๆ ในกระท่อมกลางเขา มีชาวป่า เป็นอุปัฏฐากดูแล. ขณะที่จิตผ่านดงหนา ป่ากิเลสวัฏฏ์ไปได้ แล้วเกิดความอัศจรรย์อยู่คนเดียว ตอนสว่าง พระอาทิตย์ก็เริ่มสว่างบนฟ้า ใจก็เริ่มสว่างจากอวิชชา ขึ้นสู่ธรรมอัศจรรย์ ถึงวิมุตติหลุดพ้น ในเวลาเดียวกันกับพระอาทิตย์อุทัย ช่างเป็นฤกษ์งามยามวิเศษเสียจริง. ท่านได้ธุดงค์ จาริกไปตามถิ่นต่าง ๆ จนในที่สุดก็มาพำนักจำพรรษา อยู่ที่วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๑ จวบจนมรณภาพ เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๒๖. คุณหมออวย เกตุสิงห์ ได้เล่าเกี่ยวกับปัจฉิมกาลของท่าน ไว้ในหนังสืออนาลโยวาทว่า "ท่านทุพพลภาพอยู่ถึง ๙ ปี แต่สุขภาพจิตยังดี มีนิสัยรื่นเริง ติดตลก. ในระยะสามปีสุดท้าย นัยน์ตาของท่านมืดสนิท เพราะต้อแก้วตา หรือ ต้อกระจก หูก็ตึงมาก เพราะหินปูนจับกระดูก แต่ท่านก็มิได้เดือดร้อนใจ และสามารถบอก กำหนดอายุขัยของตนเองได้ว่า จะมรณภาพอายุ ๙๖ ปี ซึ่งก็เป็นจริง ดังที่ท่านได้กล่าวไว้. ในวันพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ขาว เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๗ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนิน มาเป็นองค์ประธาน พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีนั้น. ปรากฏว่า วัดถ้ำกลองเพล ซึ่งมีอาณาบริเวณหลายพันไร่ กลับคับแคบไปถนัดใจ ประชาชน จากทั่วทุกสารทิศ หลั่งไหลกันมา ถวายสักการะสรีระร่างของท่าน นับเป็นจำนวนแสนคน นับเป็นประวัติการณ์สูงสุด ของประเทศทีเดียว.

ธรรโมวาท

     พระธรรมเทศนา ของท่านที่ได้เทศน์โปรด พระเณรและญาติโยม ณ บ้านบ่อชะเนง (บ้านเกิดของท่าน) ว่า "คนเกิดมาไม่เหมือนกัน เพราะมีความประพฤติที่ต่างกัน ผู้ที่เขาประพฤติดี รักษาศีล มีการให้ทาน มีการสดับรับฟังพระธรรม เขาจึงมีปัญญาดี มีการศึกษาเล่าเรียนดี. การจำแนกสัตว์ให้ดีให้ชั่วต่าง ๆ กัน มันเป็นเพราะกรรม ถ้ามันยังทำกรรมอยู่ ก็ต้องได้รับผลกรรม ทั้งกรรมดีกรรมชั่ว มันต้องได้รับผลตอบแทน. เหตุนี้ เราจึงควรทำกุศล รักษาศีลให้บริสุทธิ์สมบูรณ์ แล้วทำสมาธิ จะมีความสงบสงัด จิตรวมลงได้ง่าย เพราะมันเย็น มันราบรื่นดี ไม่มีลุ่ม ไม่มีดอน จงพากันทำไปใน อิริยาบถทั้งสี่ นั่ง นอน ยืน เดิน อะไรก็ได้ แล้วแต่ความถนัด แล้วแต่จริต อันใดมันสะดวก สบายใจ หายใจดี ไม่ขัดข้อง ฝืดเคือง อันนั้นควรเอาเป็นอารมณ์ของใจ. พุทโธ พุทโธ หมายความว่า ให้ใจยึดเอาพุทโธ เป็นอารมณ์ เพื่อป้องกันไม่ให้จิต ออกไปสู่อารมณ์ภายนอก เพราะอารมณ์ภายนอก มันชอบไปจดจ่ออยู่กับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ความถูกต้องทางกาย หากทุกสิ่งทุกอย่าง มันไปจดจ่ออยู่ที่นั่น จิตมันจะไม่รวมลง นี่แหละเรียกว่า มาร คือ ไม่มีสติ อย่าให้จิตไปจดจ่ออย่างนั้น ให้มาอยู่กับผู้รู้ ให้น้อมเอา พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นอารมณ์ จะอยู่ในอิริยาบถใด ก็ให้มีความเพียร. ผู้ที่ภาวนา จิตสงบลงชั่วช้างพับหู ชั่วงูแลบสิ้น ชั่วไก่กินน้ำ นี่อานิสงส์อักโข. ให้ตั้งใจทำไป การที่จิตรวมลงไป บางครั้ง มี ๓ ขั้นสมาธิ คือ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ. หากรวมลงขณิกสมาธิ เราบริกรรมไป พุทโธ หรืออะไรก็ตาม จิตสงบไปสบายไปสักหน่อย มันก็ถอนขึ้นมา ก็คิดไปอารมณ์เก่าของมันนี่. ส่วนหากรวมลงไป เป็นอุปจารสมาธิ ก็นานหน่อย กว่าจะถอนขึ้นไปสู่อารมณ์อีก ให้ภาวนาไป อย่าหยุดอย่าหย่อน ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องไปนึกคาดหวังอะไร อย่าให้มีความอยาก เพราะมันเป็นตัณหา ตัวขวางกั้นไม่ให้จิตรวม ไม่ต้องไปกำกับว่า อยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ การอยากให้จิตรวมลง เหล่านี้แหละเป็นนิวรณ์ตัวร้าย. ให้ปฏิบัติความเพียร ไม่หยุดหย่อน เอาเนื้อและเลือด ตลอดจนชีวิต ถวายบูชาพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เราจะเอาชีวิตจิตใจ ถวายบูชาพระรัตนตรัย ตลอดจนวันตาย นี่ก็เป็นมัชฌิมาปฏิปทา. แล้วจิตจะรวมลงอย่างไร เมื่อไร ก็จะเป็นไปเอง เมื่อใจเป็นกลาง ปล่อยวาง สงบ ถูกส่วน".

 
กลับด้านบน 
© Copyright 2004 watsomanas.com All Right Reserved. www.Stats.in.th