หน้าแรก
   ประวัติวัด
   แผนที่ตั้ง
   แผนที่ภายในวัด
   ถาวรวัตถุ
   ภาพจิตรกรรม
   ลำดับเจ้าอาวาส
   จำนวนพระสงฆ์
   วันสำคัญทางศาสนา
   วันพระตามปักษ์
   ตารางแสดงธรรม
   ตารางอบรมกรรมฐาน
   โคลงสุภาษิตคำพังเพย
   รร.พระปริยัติธรรม
   รร.พุทธศาสนาวันอาทิตย์
   หนังสือธรรมะ
   หัวข้อธรรมะ
   แฟ้มภาพ
 
 
 
  
ประวัิติพระสุปฏิปันโน
ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
ชาติภูมิ
        ท่านกำเนิดในสกุล แก่นแก้ว นายคำด้วง เป็นบิดา นางจันทร์ เป็นมารดา เพียแก่นท้าว เป็นปู่ ชาติไทย นับถือพุทธศาสนา เกิดวันพฤหัสบดี เดือนยี่ ปีมะแม ตรงกับวันที่ ๒๐ เดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๑๓ ณ บ้านคำบง ตำบลโขงเจียม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี. มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน ๙ คน ท่านเป็นบุตรคนหัวปี บุตร ๖ คน ตายเสียแต่เล็ก ยังเหลือน้องสาว ๒ คน คนสุดท้องชื่อ หวัน จำปาศิลปะ.

การบวช

     เมื่อท่านอายุได้ ๑๕ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร ในสำนักวัดบ้านคำบง ใครเป็นบรรพชาจารย์ ไม่ปรากฏ. ครั้นบวชแล้ว ได้ศึกษาความรู้ทางพระศาสนา มีสวดมนต์ และสูตรต่าง ๆ ในสำนักบรรพชาจารย์ จดจำได้รวดเร็ว อาจารย์เมตตาปรานีมาก เพราะเอาใจใส่ ในการเล่าเรียนดี ประพฤติปฏิบัติเรียบร้อย เป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้. เมื่ออายุท่านได้ ๑๗ ปี บิดาขอร้องให้ลาสิกขา เพื่อช่วยการงานทางบ้าน ท่านก็ได้ลาสิกขา ออกไปช่วยการงาน ของบิดามารดาเต็มความสามารถ. ท่านเล่าว่า เมื่อลาสิกขาไปแล้ว ยังคิดที่จะบวชอีกอยู่เสมอ ไม่ลืมเลย คงเป็นเพราะมีอุปนิสัย ในทางบวชมาแต่ก่อนอย่างหนึ่ง. อีกอย่างหนึ่ง เพราะติดใจในคำสั่งของยายว่า “เจ้าต้องบวชให้ยาย เพราะยายก็ได้เลี้ยงเจ้ายาก” คำสั่งของยายนี้ คอยสะกิดใจอยู่เสมอ.

อุดมคติ

     ท่านพระอาจารย์มั่น ขณะเป็นฆราวาสอยู่นั้น ได้กราบนมัสการ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถร ครั้งแรก พร้อมทั้งมอบตัว เป็นศิษย์กับท่าน ที่กุดเม็ก โดยอยู่ห่างจากบ้านคำบง ซึ่งเป็นบ้านเกิด ท่านพระอาจารย์มั่น ๒ กิโลเมตร. ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้ขอท่านพระอาจารย์มั่น จากโยมพ่อโยมแม่ ของท่านไปบวชด้วย ซึ่งผู้เล่าประวัติเล่าว่า “ท่านพระอาจารย์มั่น เทียวเข้าเทียวออกเป็นประจำ ที่กุดเม็ก บางคืนก็ไม่กลับเข้าไปนอนที่บ้าน อยู่ฝึกสมาธิ และเพื่ออุปัฏฐาก ท่านพระอาจารย์เสาร์ คือล้างบาตร เช็ดบาตร ต้มน้ำร้อนน้ำอุ่น รับประเคนสิ่งของ ถวายท่านพระอาจารย์เป็นประจำ” ท่านพระอาจารย์มั่น อยู่ฝึกหัดกัมมัฏฐาน กับท่านพระอาจารย์เสาร์ และได้ชวนท่านพระอาจารย์มั่น ไปบวชด้วย โดยกล่าวว่า “โตไปบวชกับเฮาเน้อ”.

สุบินนิมิต

     ท่านเล่าว่า เมื่อกำลังศึกษากัมมัฏฐานภาวนา ในสำนักท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถร ณ วัดเลียบ จังหวัดอุบลราชธานีนั้น. ชั้นแรก ยังใช้บริกรรมภาวนาว่า พุทโธ ๆ อยู่. อยู่มาวันหนึ่ง จะเป็นเวลาเที่ยงคืน หรืออย่างไรไม่แน่ บังเกิดสุบินนิมิตว่า ได้เดินออกจากหมู่บ้าน ด้านหนึ่งมีป่า เลยป่าออกไป ก็ถึงทุ่งเวิ้งว้าง กว้างขวาง จึงเดินตามทุ่งไป ได้เห็นต้นชาติต้นหนึ่ง ที่บุคคลตัดให้ล้มลงแล้ว ปราศจากใบ ตอของต้นชาติ สูงประมาณ ๑ คืบ ใหญ่ประมาณ ๑ อ้อม. ท่านขึ้นสู่ขอนชาตินั้น พิจารณาดูอยู่ รู้ว่าผุพังไปบ้าง และจักไม่งอกขึ้นได้อีก. ในขณะที่กำลังพิจารณาอยู่นั้น มีม้าตัวหนึ่ง ไม่ทราบว่ามาจากไหน มาเทียมขอนชาติ ท่านจึงขึ้นขี่ม้าตัวนั้น ม้าพาวิ่งไป ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างเต็มฝีเท้า. ขณะที่ม้าพาวิ่งไปนั้น ได้แลเห็นตู้ใบหนึ่ง เหมือนตู้พระไตรปิฎก ตั้งอยู่ข้างหน้า ตู้นั้นวิจิตรด้วยเงินสีขาวเลื่อม เป็นประกาย ผ่องใสยิ่งนัก ม้าพาวิ่งเข้าไปสู่ตู้นั้น ครั้นถึงม้าก็หยุดและหายไป. ท่านลงจากหลังม้า ตรงตู้พระไตรปิฎกนั้น แต่มิได้เปิดตู้ดู ไม่ทราบว่ามีอะไรอยู่ในนั้น แลดูไปข้างหน้า เห็นเป็นป่าชัฏ เต็มไปด้วยขวากหนามต่างๆ จะไปต่อไปไม่ได้ เลยรู้สึกตัวตื่นขึ้น. สุบินนิมิตนี้ เป็นบุพพนิมิต บอกความมั่นใจ ในการทำความเพียรของท่าน. ท่านจึงตั้งหน้าทำความเพียร ประโยคพยายามมิได้ท้อถอย มีการเดินจงกรมบ้าง นั่งสมาธิบ้าง ข้อวัตรปฏิบัติต่าง ๆ ก็มิได้ทอดทิ้ง คงดำเนินตามข้อปฏิบัติ อันท่านโบราณบัณฑิตทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ทรงบำเพ็ญ ตามทางแห่งอริยมรรค. ครั้นต่อมา ท่านจึงหวนไปพิจารณาสุบินนิมิตนั้น จึงได้ความว่า การที่ท่านออกมาบวช ในพระพุทธศาสนา และปฏิบัติตามอริยมรรคนั้น ชื่อว่าออกจากบ้าน บ้านนั้น คือความผิดทั้งหลาย และป่านั้นคือกิเลส ซึ่งเป็นความผิดเหมือนกัน อันความที่บรรลุ ถึงทุ่งอันเวิ้งว้างนั้น คือละความผิดทั้งหลาย ประกอบแต่ความดีความงาม. ขอนชาติได้แก่ชาติความเกิด ม้าได้แก่ตัวปัญญาวิปัสสนา จักมาแก้ความผิด การขึ้นสู่ม้าแล้ว ม้าพาวิ่งไปสู่ตู้พระไตรปิฎกนั้น คือเมื่อพิจารณาไปแล้ว จักสำเร็จเป็นปฏิสัมภิทานุสาสน์ ฉลาดรู้อะไรๆ ในเทศนาวิธีทรมาน แนะนำสั่งสอน สานุศิษย์ทั้งหลาย ให้ได้รับความเห็นใจ และเข้าใจในข้อปฏิบัติทางจิต แต่จะไม่ได้ ในจตุปฏิสัมภิทาญาณ เพราะไม่ได้เปิดดูตู้นั้น. ส่วนข้างหน้า มันเต็มไปด้วยขวากหนามนั้น ได้ความว่า เมื่อพิจารณาเกินไปจากมรรค จากสัจจะ ก็คือความผิดนั้นเอง เมื่อพิจารณาได้ความเท่านี้แล้ว ก็ถอยจิตคืนมาหาตัว พิจารณากาย เป็นกายคตาสติภาวนาต่อไป.

สมาธินิมิต

     ท่านเล่าให้ฟังว่า เมื่อท่านเจริญกัมมัฏฐานภาวนาอยู่วัดเลียบ เมืองอุบลนั้น ในชั้นแรก ยังบริกรรมภาวนาว่า พุทโธๆ อยู่. วาระแรก มีอุคคหนิมิต คือเมื่อจิตร่วมลง ได้ปรากฏรูปอสุภะภายนอกก่อน คือ เห็นคนตายอยู่ข้างหน้า ห่างจากที่นั่งประมาณ ๑ วา ผินหน้ามาทางท่าน มีสุนัขตัวหนึ่ง มาดึงเอาไส้ออกไปกินอยู่. เมื่อเห็นดังนั้น ท่านก็มิได้ท้อถอย คงกำหนดนิมิตนั้นให้มาก ออกจากที่นั่งแล้วจะนอนอยู่ก็ดี จงกรมก็ดี เดินไปมาอยู่ก็ดี ก็ให้ปรากฏนิมิตอยู่อย่างนั้น. ครั้นนานวันมาก็ขยายให้ใหญ่ ขยายให้เน่าเปื่อยผุพัง เป็นจุณวิจุณไป กำหนดให้มาก ให้มีทั้งตายเก่าและตายใหม่ จนกระทั่งเต็มหมดทั้งวัดวา มีแร้งกาหมายื้อแย่งกันกินอยู่ ท่านก็ทำอยู่อย่างนั้น จนอสุภะนั้น ได้กลับกลายเป็นวงแก้ว. วาระที่ ๒ เมื่อร่างอสุภะทั้งหมด ได้กลับกลายมา เป็นวงแก้วแล้ว จึงเพ่งอยู่ในวงแก้ว อันขาวเลื่อม ใสสะอาด คล้ายวงกสิณสีขาว ท่านก็เพ่งพินิจพิจารณาอยู่ ในวงนั้นเรื่อยไป. วาระที่ ๓ เมื่อกำหนดพิจารณาต่อไป จึงแลไปเห็นอะไรอย่างหนึ่ง คล้ายภูเขาอยู่ข้างหน้า จึงนึกขึ้นในขณะนั้นว่า อยากไปดู บางทีจะเป็นหนทาง ข้อปฏิบัติกระมัง? จึงได้เดินไปดู ปรากฏว่าภูเขานั้นเป็นพักอยู่ ๕ พัก จึงก้าวขึ้นไปถึงพักที่ ๕ แล้วหยุด แล้วกลับคืน. ขณะที่เดินไปนั้น ปรากฏว่า ตัวท่านสะพายดาบ อันคมกล้าเล่มหนึ่ง และที่เท้ามีรองเท้าสวมอยู่ ในคืนต่อมา ก็เป็นไปอย่างนั้นอีก และปรากฏนิมิตคืบหน้าต่อไป เป็นกำแพงขวางหน้าอยู่ ที่กำแพงมีประตู จึงอยากเข้าไปดูว่า ข้างในมีอะไรอีก จึงเอามือผลักประตูเข้าไป ปรากฏว่า มีทางสายหนึ่งตรงไป ท่านจึงเดินตามทางนั้นไป ข้างทางขวามือ เห็นมีที่นั่งและที่อยู่ ของพระภิกษุ ๒-๓ รูปกำลังนั่งสมาธิอยู่. ที่อยู่ของพระภิกษุนั้น คล้ายประทุนเกวียน ท่านมิได้เอาใจใส่ คงเดินต่อไป ข้างทางทั้งสองข้าง มีถ้ำมีเงื้อมผาอยู่มาก ได้เห็นดาบสตนหนึ่ง อาศัยอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ท่านก็มิได้เอาใจใส่อีก. ครั้นเดินต่อไป ก็ถึงหน้าผาสูงมาก จะไปอีกก็ไปไม่ได้ จึงหยุดเพียงนั้น แล้วกลับออกมาทางเก่า. คืนต่อมาก็ไปอีกอย่างเก่า ครั้นไปถึงหน้าผาแห่งนั้น จึงปรากฏยนต์คล้ายอู่ มีสายหย่อนลงมา แต่หน้าผา ท่านจึงขึ้นสู่อู่ พอนั่งเรียบร้อย อู่ก็ชักขึ้นไปบนภูเขาลูกนั้น. ครั้นขึ้นไปแล้วจึงเห็นสำเภาใหญ่ลำหนึ่ง อยู่บนภูเขาลูกนั้น ขึ้นไปดูในสำเภา เห็นโต๊ะสี่เหลี่ยม บนโต๊ะมีผ้าปู เป็นผ้าสีเขียว เนื้อละเอียดมาก มองดูทั้ง ๔ ทิศ มีดวงประทีป ติดสว่างรุ่งโรจน์อยู่ ประทีปนั้นคล้ายติดด้วยน้ำมัน ปรากฏว่าตัวท่าน ขึ้นนั่งบนโต๊ะนั้น และปรากฏว่า ได้ฉันจังหันที่นั้นด้วย. เครื่องจังหัน มีแตงกับอะไรอีกหลายอย่าง ครั้นฉันจังหันเสร็จแล้ว มองไปข้างหน้าปรากฏเห็น เป็นฝั่งโน้นไกลมาก จะไปก็ไปไม่ได้เพราะมีเหวลึก ไม่มีสะพานข้ามไป จึงกลับคืนมาเหมือนอย่างเก่า. วาระที่ ๔ ก็เพ่งไปน้อมจิตไปอย่างเก่านั่นแล ครั้นไปถึงสำเภาแห่งนั้น จึงปรากฏเห็นมีสะพานน้อย ๆ ข้ามไปยังฝังโน้นจึงเดินไป. พอไปถึงฝั่งโน้นแล้ว ก็ปรากฏเห็นกำแพงใหญ่มาก สูงมาก ประกอบด้วยค่ายคู ประตู และหอรบอันมั่นคง ที่หน้ากำแพง มีถนนใหญ่ไปทางทิศใต้ และทิศเหนือ นึกอยากเข้าไปมาก จึงเดินไปผลักประตู ประตูไม่เปิดจึงกลับคืนมา. วาระที่ ๕ ทำอย่างเก่าอีก ปรากฏไปอย่างเก่า สะพานจากสำเภาใหญ่ไปยังฝั่งโน้น ปรากฏว่าใหญ่กว่าเก่ามาก. ครั้นเดินตามสะพานนั้น ไปได้ครึ่งสะพาน ปรากฏเห็นท่านเจ้าคุณพระอุบาลี ฯ (สิริจนฺทเถร จันทร์) เดินสวนมา และกล่าวว่า “อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค” แล้วต่างก็เดินต่อไป. พอไปถึงประตู ก็แลเห็นประตูเล็กอีกประตูหนึ่ง จึงเดินไปผลักประตูเล็กนั้นออกได้ แล้วไปเปิดประตูใหญ่ได้ เข้าไปข้างในกำแพง ปรากฏมีเสาธงทอง ตั้งอยู่ท่ามกลางเวียงนั้นสูงตระหง่าน ต่อไปข้างหน้า ปรากฏมีถนน เป็นถนนดี สะอาด เตียนราบ มีเครื่องมุง มีประทีปโคมไฟติดเป็นดวงไป ตามเพดานหลังคาถนน มองไปข้างหน้า เห็นมีโบสถ์หลังหนึ่งตั้งอยู่ จึงเดินเข้าไปในโบสถ์ ภายในโบสถ์มีทางจงกรม ที่สุดทางจงกรมทั้งสองข้าง มีดวงประทีปตามสว่างรุ่งโรจน์ นึกอยากเดินจงกรม จึงได้เดินจงกรมไป ๆ มา ๆ อยู่ และต่อมาปรากฏมีธรรมาสน์อันหนึ่ง วิจิตรด้วยเงิน จึงขึ้นไปนั่งบนธรรมาสน์นั้น บนธรรมาสน์มีบาตรลูกหนึ่ง เปิดดูในบาตร มีมีดโกนเล่มหนึ่ง พอมาถึงตรงนี้ก็อยู่ ไม่ปรากฏอะไรต่อไปอีก. วันต่อมาก็เข้าไปถึงตรงนี้อีกทุก ๆ วัน ทุกครั้งที่เข้าไป ก็ปรากฏว่า ในตัวท่านมีดาบสะพายอยู่เล่มหนึ่ง กับมีรองเท้าสวมอยู่ด้วย ปรากฏเป็นอย่างนี้อยู่ ๓ เดือน. ครั้นต่อมา เมื่อออกจากที่แล้ว (คือจิตถอนออกจากสมาธิ) เห็นอารมณ์ภายนอก ก็ยังกระทบกระทั่งอยู่ร่ำไป สวยก็เกิดรัก ไม่ดีก็ชัง เป็นอยู่อย่างนี้. ท่านจึงพิจารณาว่า การที่เราพิจารณาอย่างนี้ มันยังเป็นนอกอยู่ ไม่หยุดอยู่กับที่ และครั้นกระทบอารมณ์ ก็ยังหวั่นไหวอยู่ นี้เห็นจะไม่ใช่ทางเสียแล้วกระมัง ?. เมื่อพิจารณาได้ความอย่างนี้ จึงเริ่มแก้ด้วยอุบายวิธีใหม่. จึงตั้งต้นพิจารณากายนี้ ทวนขึ้นและตามลงไป อุทธํ อโธ ติริยญฺจาปิ มชฺเฌ เบื้องบนแต่ปลายเท้าขึ้นมา เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป และด้านขวาง สถานกลางโดยรอบ ด้วยการจงกรม เวลาจะนอนก็นอนเสีย ไม่นั่งให้มันรวมเหมือนอย่างเก่า ใช้อุบายนี้ทำประโยค พยายามพากเพียรอยู่ โดยมิท้อถอยตลอด ๓ วันล่วงแล้ว จึงนั่งพิจารณาอีก ทีนี้จิตจึงรวมลง และปรากฏว่า กายนี้ได้แตกออกเป็นสองภาค พร้อมกับรู้ขึ้นในขณะนั้นว่า “เออ ที่นี้ถูกแล้วละ เพราะจิตไม่น้อมไปและมีสติรู้อยู่กับที่” นี้เป็นอุบายอันถูกต้องครั้งแรก ตั้งแต่นั้นมา ก็พิจารณาอยู่อย่างนั้น. ครั้นออกพรรษา ตกฤดูแล้ง ก็ออกเที่ยวจาริกแสวงหาวิเวก ไปอยู่ที่สงัด ปราศจากคนพลุกพล่าน ตามหมู่บ้าน ห่างจากหมู่บ้าน พออาศัยภิกขาจารวัตร ตามเยี่ยงอย่างพระพุทธเจ้า และพระอริยสาวกเจ้า ที่ดำเนินมาก่อนแล้วทั้งหลาย ไปทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงบ้าง ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงบ้าง.

ปฏิปทา

      เมื่อแรกอุปสมบท ท่านพำนักอยู่วัดเลียบ เมืองอุบล เป็นปกติ ออกไปอาศัยอยู่วัดบูรพา เมืองอุบลบ้างเป็นบางคราว. ในระหว่างนั้น ได้ศึกษาข้อปฏิบัติเบื้องต้น อันเป็นส่วนแห่งพระวินัย คือ อาจาระ ความประพฤติมารยาท อาจริยวัตร และ อุปัชฌายวัตร ปฏิบัติได้เรียบร้อยดี จนเป็นที่ไว้วางใจ ของพระอุปัชฌายาจารย์ และศึกษาข้อปฏิบัติ อบรมจิตใจ คือ เดินจงกรม นั่งสมาธิ กับสมาทานธุดงควัตรต่าง ๆ. ในสมัยต่อมา ได้แสวงหาวิเวก บำเพ็ญสมณธรรมในที่ต่าง ๆ ตามราวป่า ป่าช้า ป่าชัฏที่แจ้ง หุบเขา ซอกห้วย ธารเขา เงื้อมเขา ท้องถ้ำ เรือนว่าง ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงบ้าง ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงบ้าง แล้วลงไปศึกษา กับนักปราชญ์ทางกรุงเทพฯ จำพรรษาอยู่ ที่วัดปทุมวัน หมั่นไปสดับธรรมเทศนา กับเจ้าพระคุณพระอุบาลีฯ (สิริจนฺทเถร จันทร์) ๓ พรรษา. แล้วออกแสวงหาวิเวก ในถิ่นภาคกลาง คือ ถ้ำสาริกา เขาใหญ่ นครนายก ถ้ำไผ่ขวาง เขาพระงาม และถ้ำสิงห์โต ลพบุรี จนได้รับความรู้แจ่มแจ้ง ในพระธรรมวินัย สิ้นความสงสัย ในสัตถุศาสนา จึงกลับมาภาคอีสาน ทำการอบรมสั่งสอน สมถวิปัสสนา แก่สหธรรมมิก และอุบาสก อุบาสิกาต่อไป. มีผู้เลื่อมใส พอใจปฏิบัติตามมากขึ้นโดยลำดับ มีศิษยานุศิษย์แพร่หลาย กระจายทั่วภาคอีสาน.

ธุดงควัตรที่ท่านถือตลอดชีวิต ๔ ประการ

   ๑. ปังสุกูลิกังคธุดงค์ ถือนุ่งห่มผ้าบังสุกุล นับตั้งแต่วันอุปสมบท มาตราบกระทั่งถึงวัยชรา จึงได้ผ่อนใช้คหบดีจีวรบ้าง เพื่ออนุเคราะห์แก่ผู้ศรัทธา นำมาถวาย.
   ๒. ปิณฑปาติกังคธุดงค์ ถือภิกขาจารวัตร เที่ยวบิณฑบาตมาฉันเป็นนิตย์ แม้อาพาธไปในละแวกบ้านไม่ได้ ก็บิณฑบาตในเขตวัด บนโรงฉัน จนกระทั่งอาพาธลุกไม่ได้ ในปัจฉิมสมัย จึงงดบิณฑบาต.
   ๓. เอกปัตติกังคธุดงค์ ถือฉันในบาตร ใช้ภาชนะใบเดียวเป็นนิตย์ จนกระทั่งถึงสมัยอาพาธหนัก ในปัจฉิมสมัยจึงงด.
   ๔. เอกาสนิกังคธุดงค์ ถือฉันหนเดียวเป็นนิตย์ตลอดมา แม้ถึงอาพาธหนัก ในปัจฉิมสมัยก็มิได้เลิกละ.
     ส่วนธุดงควัตรนอกนี้ ได้ถือปฏิบัติเป็นครั้งคราว ที่นับว่าปฏิบัติได้มากก็คือ อรัญญิกังคธุดงค์ ถืออยู่เสนาสนะป่า ห่างบ้านประมาณ ๒๕ เส้น หลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ตามสมณวิสัย. เมื่อถึงวัยชรา จึงอยู่ในเสนาสนะป่า ห่างจากบ้านพอสมควร ซึ่งพอเหมาะกับกำลัง ที่จะภิกขาจารบิณฑบาต เป็นที่ที่ปราศจากเสียงอื้ออึง ประชาชนเคารพยำเกรง ไม่รบกวน. นัยว่า ในสมัยที่ท่านยังแข็งแรง ได้ออกจาริกโดดเดี่ยว แสวงวิเวกไปในป่าดงพงลึก จนสุดวิสัย ที่ศิษยานุศิษย์จะติดตามไปถึงได้ก็มี เช่น ในคราวไปอยู่ทางภาคเหนือ เป็นต้น ท่านไปวิเวกบนเขาสูง อันเป็นที่อยู่ของพวกมูเซอ ยังชาวมูเซอ ซึ่งพูดไม่รู้เรื่องกัน ให้บังเกิดศรัทธา ในพระศาสนาได้.

กิจวัตรประจำวัน

     ท่านปฏิบัติกิจประจำวัน เป็นอาจิณวัตร เพื่อเป็นแบบอย่างแก่สานุศิษย์ และพร่ำสอน สานุศิษย์ ให้ปฏิบัติเป็นอาจิณวัตรต่อไปนี้
   ๑. เวลาเช้า ออกจากกุฏิ ทำสรีรกิจ คือ ล้างหน้า บ้วนปาก นำบริขารลงสู่โรงฉัน ปัดกวาดลานวัด แล้วเดินจงกรม.
   ๒. พอได้เวลาภิกขาจาร ก็ขึ้นสู่โรงฉัน นุ่งห่มเป็นปริมณฑล สะพายบาตร เข้าสู่บ้านเพื่อบิณฑบาต.
   ๓. กลับจากบิณฑบาตแล้ว จัดแจงบาตร จีวร แล้วจัดอาหารใส่บาตร นั่งพิจารณาอาหารปัจจเวกขณะ ทำภัตตานุโมทนา คือ ยถาสัพพีเสร็จแล้ว ฉันจังหัน ฉันเสร็จแล้วล้างบาตร เก็บบริขาร ขึ้นกุฏิ.
   ๔. ทำสรีรกิจ พักผ่อนเล็กน้อย แล้วลุกขึ้นล้างหน้า ไหว้พระ สวดมนต์ และพิจารณาธาตุอาหาร ปฏิกูล ตังขณิก อตีตปัจจเวกขณะ แล้วชำระจิตจากนิวรณ์ นั่งสมาธิพอสมควร.
   ๕. เวลาบ่าย ๓-๔ โมง กวาดลานวัด ตักน้ำใช้น้ำฉันมาไว้ อาบน้ำชำระกายให้สะอาด ปราศจากมลทิน แล้วเดินจงกรม จนถึงพลบค่ำ จึงขึ้นกุฏิ.
   ๖. เวลากลางคืน ตั้งแต่พลบค่ำไป สานุศิษย์ก็ทยอยกันขึ้นไปปรนนิบัติ. ท่านได้เทศนาสั่งสอน อบรมสติปัญญาแก่สานุศิษย์ พอสมควรแล้ว. สานุศิษย์ ถวายการนวดฟั้น พอสมควรแล้ว. ท่านก็เข้าห้อง ไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิ แล้วพักนอนประมาณ ๔ ทุ่ม เวลา ๐๓.๐๐ น. ตื่นนอน ล้างหน้าบ้วนปาก แล้วปฏิบัติกิจอย่างในเวลาเช้าต่อไป.
     กิจบางประการ เมื่อมีลูกศิษย์มาก และแก่ชราแล้ว ก็อาศัยศิษย์เป็นผู้ทำแทน เช่น การตักน้ำใช้น้ำฉัน เพราะเหน็ดเหนื่อยเนื่องจากชราภาพ. ส่วนกิจอันใด เป็นสมณประเพณี และเป็นศีลวัตร กิจนั้นท่านปฏิบัติเสมอเป็นอาจิณ มิได้เลิกละ. ท่านถือคติว่า “เมื่อมีวัตรก็ชื่อว่ามีศีล ศีลเป็นเบื้องต้นของการปฏิบัติ” ท่านกล่าวว่า “ต้นดี ปลายก็ดี ครั้นผิดมาแต่ต้น ปลายก็ไม่ดี” ท่านกล่าวว่า “ผิดมาตั้งแต่ต้น ฮวงเม่าบ่มี” อุปมารูปเปรียบเหมือนอย่างว่า “การทำนา เมื่อบำรุงรักษาลำต้นข้าวดีแล้ว ย่อมหวังได้แน่ซึ่งผลดังนี้” ท่านจึงเอาใจใส่ ตักเตือนสานุศิษย์ ให้ปฏิบัติศีลวัตร อันเป็นส่วนเบื้องต้น ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ไว้เสมอ.

กลับด้านบน 
© Copyright 2004 watsomanas.com All Right Reserved. www.Stats.in.th