หน้าแรก
   ประวัติวัด
   แผนที่ตั้ง
   แผนที่ภายในวัด
   ถาวรวัตถุ
   ภาพจิตรกรรม
   ลำดับเจ้าอาวาส
   จำนวนพระสงฆ์
   วันสำคัญทางศาสนา
   วันพระตามปักษ์
   ตารางแสดงธรรม
   ตารางอบรมกรรมฐาน
   โคลงสุภาษิตคำพังเพย
   รร.พระปริยัติธรรม
   รร.พุทธศาสนาวันอาทิตย์
   หนังสือธรรมะ
   หัวข้อธรรมะ
   แฟ้มภาพ
 
 
 
  
ประวัิติพระสุปฏิปันโน
หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
วัดถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
ชาติภูมิ
     ท่านมีนามเดิมว่า สิม วงศ์เข็มมา เกิดเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๔๕๒ ตรงกับวันศุกร์ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีระกา เวลาประมาณ ๒๑.๐๐ น. ที่บ้านบัว ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร. บิดาท่านชื่อ นายสาน วงศ์เข็มมา มารดาชื่อ นางสิงห์คำ วงศ์เข็มมา มีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๑๐ คน ท่านเป็นคนที่ ๕. สกุล "วงศ์เข็มมา" เป็นสกุลเก่าแก่สกุลหนึ่ง ของบ้านบัว ผู้เป็นต้นสกุลได้แก่ ขุนแก้ว และ อินทปัญญา ผู้เป็นน้องชาย ตัวท่านขุนแก้ว คือปู่ของหลวงปู่สิมนั่นเอง. ท้าวความ ในคืนที่หลวงปู่เกิดนั้น ประมาณเวลา ๑ ทุ่ม โยมมารดาของท่าน เคลิ้มหลับไป ก็ได้ฝันเห็นพระสงฆ์รูปหนึ่ง มีรัศมีกายสุกสว่าง เปล่งปลั่ง แลดูเย็นตาเย็นใจ อย่างบอกไม่ถูก ลอยลงมาจากท้องฟ้า ลงสู่กระต๊อบกลางทุ่งนาของนาง. ต่อมา เวลาประมาณ ๓ ทุ่ม นางสิงห์คำ ก็ให้กำเนิดเด็กน้อย ผิวสะอาด และจากนิมิต ที่นางเล่าให้นายสานฟัง นายสานผู้เป็นบิดา จึงได้ตั้งชื่อลูกชายว่า "สิม" ซึ่งภาษาอีสานหมายถึงโบสถ์ อันอาจบ่งบอก ถึงความใกล้ชิดพระพุทธศาสนา. ซึ่งต่อมา เด็กชายสิมผู้นี้ ก็ได้ครองผ้ากาสาวพัสตร์ บำเพ็ญสมณธรรม ใช้ชีวิตที่ขาวสะอาดหมดจด ตลอดชั่วอายุขัยของท่าน เมื่อเริ่มเข้ารุ่นหนุ่ม อายุ ๑๕-๑๖ ปี ท่านมีความสนใจ ในดนตรีอยู่ไม่น้อย หลวงปู่แว่น ธนปาโล เล่าว่า ตัวท่านเองเป็นหมอลำ ส่วนหลวงปู่สิม เป็นหมอแคน. สิ่งบันดาลใจ ให้หลวงปู่อยากออกบวช คือ ความสะดุ้งกลัวต่อความตาย ท่านเล่าว่า "ตั้งแต่ยังเด็กแล้ว เมื่อได้เห็นหรือได้ข่าวคนตาย มันให้สะดุ้งใจทุกครั้ง กลัวว่าเราจะตายเสียก่อน ได้ออกบวช" มรณานุสติได้เกิดขึ้นในใจของท่าน อยู่ตลอดเวลา เฝ้าย้ำเตือนให้ท่าน ไม่ประมาทในชีวิต ไม่ประมาทในวัย ไม่ประมาทในความตาย เป็นเพราะหลวงปู่กำหนด "มรณํ เม ภวิสฺสติ" ของท่าน มาแต่ไหนแต่ไรแล้วนั่นเอง ตั้งแต่ยังไม่ได้ออกบวช จวบจนสิ้นอายุขัยของท่าน หลวงปู่ก็ยังใช้อุบายธรรมข้อเดียวกันนี้ อบรมลูกศิษย์ลูกหาอยู่เป็นประจำ เรียกว่าหลวงปู่เทศน์ครั้งใด มักจะมี "มรณํ เม ภวิสฺสติ" เป็นสัญญาณเตือนภัย จากพญามัจจุราชให้ลูกศิษย์ลูกหาตื่นตัวอยู่เสมอทุกครั้ง.                                    

การแสวงหาธรรมและปฏิปทา

     เมื่อท่านอายุ ๑๗ ปี ได้ขอบิดามารดาบรรพชา เป็นสามเณร ณ วัดศรีรัตนาราม ซึ่งเป็นวัดมหานิกาย ณ บ้านบัวนั้นเอง ตรงกับวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๔๖๙ ตรงกับ วันอาทิตย์แรม ๗ ค่ำ เดือน ๘ ปีมะโรง โดยมี พระอาจารย์สีทอง เป็นพระอุปัชฌาย์. ต่อมาคณะกองทัพธรรมของ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้เดินธุดงค์ มาจากหนองคาย เพื่อมาเผยแพร่ธรรมปฏิบัติ แก่ประชาชน โดยเดินทางมาถึง วัดศรีสงคราม จังหวัดนครพนม. สามเณรสิม จึงได้มีโอกาส เดินทางไปฟังธรรม ทั้งจากพระอาจารย์ใหญ่ คือหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม และท่านอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล. สามเณรสิม ได้เฝ้าสังเกตข้อวัตรปฏิบัติ ของท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์สิงห์ และพระอาจารย์มหาปิ่น และได้บังเกิดความเลื่อมใสอย่างมาก จึงตัดสินใจ ขอถวายตัวเป็นศิษย์พระอาจารย์มั่น และได้ขอญัตติใหม่ มาเป็นธรรมยุติกนิกาย. แต่โดยที่ขณะนั้น ยังไม่มีโบสถ์ของวัดฝ่ายธรรมยุติ ในละแวกนั้น การประกอบพิธีกรรม จึงต้องจัดทำที่โบสถ์น้ำ ซึ่งทำจากเรือ ๒ ลำ ทำเป็นโป๊ะลอยคู่กัน เอาไม้พื้นปูตรึงเป็นพื้น แต่ไม่มีหลังคา สมมติเอาเป็นโบสถ์ โดยท่านพระอาจารย์มั่นฯ เป็นประธาน และเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ ที่วัดป่าบ้านสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม. จากนั้นสามเณรสิม ได้ติดตามพระอาจารย์มั่น ไปอยู่จำพรรษาที่วัดป่าบ้านข่า ตำบลบ้านข่า อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม. เมื่อสามเณรสิม อายุครบบวช ได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ วัดศรีจันทราวาส ตำบลพระลับ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ในวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ ตรงกับวันอังคารขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๘ ปีมะเส็ง โดยมีท่านเจ้าคุณพระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโย) เมื่อครั้งเป็นพระครูพิศาลอรัญญเขต เจ้าคณะธรรมยุติ จังหวัดขอนแก่น เป็นพระอุปัชฌาย์ และมีพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระปลัดดวงจันทร์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "พุทฺธาจาโร". จากนั้นท่านก็ได้เดินทาง ติดตามพระอาจารย์ของท่าน คือ พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ไปจำพรรษาที่วัดป่าวิเวกธรรม (วัดป่าบ้านเหล่างา) อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น. วัดป่าบ้านเหล่างานี้ เป็นวัดอยู่ในเขตป่าช้า (บริเวณโรงพยาบาลขอนแก่นในปัจจุบัน) ซึ่งท่านพระอาจารย์สิงห์ และท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ได้จัดตั้งขึ้น เพื่อเป็นสำนักอบรมกรรมฐาน แก่ญาติโยมชาวขอนแก่น. ท่านพระอาจารย์สิงห์ ได้ออกอุบาย สอนลูกศิษย์ของท่าน ให้ได้พิจารณาอสุภกรรมฐาน จากซากศพและว่า "นี่แหละร่างกายนั้น พระพุทธองค์ท่าน จึงทรงสอนให้กำหนดเป็นอสุภกรรมฐาน อย่าไปเห็นว่ารูป ไม่ว่ารูปหญิงรูปชาย ให้เข้าใจว่าเป็นอันเดียวกัน ไม่มีใครสวยใครงามกว่ากัน" "สมมติโลกว่าสวยว่างาม สมมติธรรมมันไม่สวยงาม อสุภํ มรณํ ทั้งนั้น ถึงมันจะยังไม่ตายตอนเด็ก ตอนหนุ่มก็เถอะ ไม่นานละ เดี๋ยวมันก็ทยอยตายไปทีละคน สองคน หมดไปสิ้นไปไม่เหลือ" ในชีวิตสมณะของท่าน ได้ปฏิบัติตามคำสั่งสอน ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ว่า "โสสานิกังคะ" คือ ไปเยี่ยมป่าช้า เป็นธุดงควัตร และที่วัดป่าเหล่างานี้เอง ที่หลวงปู่ได้มีโอกาสปฏิบัติธรรม อย่างใกล้ชิด กับท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม เป็นเวลานาน ๓-๔ ปี ทั้งได้มีโอกาสมักคุ้น กับพระกรรมฐานองค์สำคัญ ๆ หลายองค์ เช่น หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี, หลวงปู่ขาว อนาลโย , หลวงปู่ฝั้น อาจาโร , หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ , ท่านพ่อลี ธมฺมธโร , ท่านพระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เป็นต้น. ปี พ.ศ. ๒๔๗๙ (พรรษาที่ ๘) เมื่อสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) แห่งวัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ ได้เดินทางไปเยี่ยมเยือน พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ที่วัดจักราช. สมเด็จฯ ท่านได้แลเห็นจริยาวัตร ของหลวงปู่สิม ขณะทำหน้าที่อุปัฏฐากรับใช้ และเกิดชื่นชอบถูกใจ ถึงกับปรารถนา จะชวนหลวงปู่ ไปอยู่ด้วยกับท่าน จึงเอ่ยปากขอตัวหลวงปู่สิม กับท่านพระอาจารย์สิงห์ว่า "พระองค์นี้ มีลักษณะเป็นผู้มีบุญบารมี ผมจะขอตัวให้ไปอยู่ด้วย จะขัดข้องหรือเปล่า" ซึ่งท่านพระอาจารย์สิงห์ท่าน ก็มิได้ขัดข้อง ด้วยเห็นเป็นวาสนาบารมี ของหลวงปู่สิม ที่จะได้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิด กับพระเถระผู้ใหญ่ เยี่ยงท่านสมเด็จ ฯ นี้ ทั้งจะได้มีโอกาสศึกษา พระธรรมวินัยให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป.          

 
   หลวงปู่สิม พุทธาจาโร จึงได้ร่วมเดินทางมากับสมเด็จฯ ที่วัดบรมนิวาส มาจำพรรษา และศึกษาพระธรรมวินัย ในสำนักสมเด็จ ฯ ทำให้หลวงปู่สิม ได้รับความรู้แตกฉาน ในพระธรรมวินัยมากขึ้น. หลวงปู่สิม อยู่รับใช้สมเด็จ ฯ ด้วยจริยาดีเยี่ยม พร้อมกันนั้น หลวงปู่ก็ได้ทำหน้าที่อบรมสั่งสอน การปฏิบัติธรรม ตามแนวทางของพระธุดงค์กรรมฐาน ให้แก่พระเณรจำนวนมาก ที่มารับการฝึกฝนอบรมจากหลวงปู่ ปี พ.ศ. ๒๔๘๐. ออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ได้เรียนขออนุญาต ต่อสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เดินทางธุดงค์กลับถึงบ้านบัว ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เพื่อโปรดญาติโยมที่บ้านเกิด ตามคำอาราธนา และเมื่อหลวงปู่ปรารภ ที่จะให้มีวัดป่าธรรมยุติกนิกายขึ้น เป็นวัดแรกในบ้านบัว ญาติโยมจึงต่างสนองตอบคำปรารภ ของหลวงปู่อย่างกระตือรือร้น และเต็มอกเต็มใจ. โยมอาของท่าน คือ นางคำไพ ทุมกิจจะ ได้มีศรัทธาถวายที่ดิน ให้หลวงปู่จัดสร้าง เป็นสำนักสงฆ์ขึ้น ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐. สำนักสงฆ์นี้ ปัจจุบันพัฒนาเป็น "วัดสันติสังฆาราม" พร้อมด้วยวัด และสำนักสงฆ์สาขาเกิดอีก ๙ แห่ง. สำหรับวัดสันติสังฆาราม จังหวัดสกลนครนี้ หลวงปู่ได้เริ่ม ดำเนินการก่อสร้างพระอุโบสถตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ จนแล้วเสร็จ และได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ เสด็จมาฝังลูกนิมิตในวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๓ ในโอกาสเดียวกับงานอายุครบ ๗๑ พรรษาของหลวงปู่. หลวงปู่สิม ได้ธุดงค์ไปในหลายจังหวัด อาทิเช่น วัดป่าสระคงคา อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ สำนักสงฆ์หมู่บ้านแม่ดอย (ต่อมาได้พัฒนาเป็นวัดชื่อว่า วัดป่าอาจารย์มั่น) อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ (ณ ที่นี้หลวงปู่ได้พบหลวงปู่มั่น ฯ และได้รับคำแนะนำเพิ่มเติม จากหลวงปู่มั่น จนการปฏิบัติธรรมของหลวงปู่ ก้าวหน้าขี้นอย่างมาก) เมื่อแยกจากหลวงปู่มั่นแล้ว หลวงปู่ได้เดินธุดงค์ ไปทางอำเภอสันกำแพง เข้าพักที่วัดโรงธรรมสามัคคี วัดนี้เคยเป็นสถานที่ ที่ครูอาจารย์หลายท่าน เคยใช้พักจำพรรษา อาทิ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต , หลวงปู่ชอบ ฐานสโม , หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ , พระอาจารย์กู่ ธมฺมทินฺโน และ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เป็นต้น หลวงปู่สิม ได้พักจำพรรษา ที่วัดโรงธรรมสามัคคีแห่งนี้ ติดต่อกันนานถึงห้าปี คือตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๗ จึงย้ายไปจำพรรษาที่ถ้ำผาผัวะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่บ้านเมือง อยู่ในสภาพ หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒. ในระหว่างนั้น หลวงปู่ได้รับรู้ ความคับจิตคับใจ ของบรรดาชาวบ้านทั้งหลาย หลวงปู่ได้ปลุกปลอบใจของชาวบ้าน ที่กำลังสิ้นหวัง ให้กลับมีชีวิตชีวาขึ้น ด้วยการหยั่งพระสัทธรรม ลงสู่จิตของพวกเขา. ในระหว่างออกพรรษา หลวงปู่สิมได้จาริกธุดงค์ ไปบำเพ็ญเพียร ณ สถานที่วิเวกหลายแห่ง ในเขตจังหวัดเชียงใหม่. ศิษย์อาวุโสชาวเชียงใหม่ท่านหนึ่ง คือ เจ้าชื่น สิโรรส (วัย ๙๖ ปี) โดยในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ เจ้าชื่น สิโรรส ได้อพยพครอบครัว หลบภัยสงครามไปอยู่ที่ถ้ำผาผัวะ ขณะที่หลวงปู่ธุดงค์ ไปจำพรรษาที่ถ้ำผาผัวะนี้ ท่านเปรียบเสมือนที่พึ่งอันสูงสุด ที่มีความหมายมาก สำหรับคนที่อยู่ในสภาพ บ้านแตกสาแหรกขาด เนื่องจากสงคราม. ปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๙ เมื่อสงครามมหาเอเซียบูรพาใกล้จะยุติ เจ้าชื่น สิโรรส ซึ่งอพยพจากถ้ำผาผัวะ กลับคืนตัวเมืองเชียงใหม่ ได้กราบอาราธนาหลวงปู่ ให้ย้ายเข้ามาพักจำพรรษา ที่ตึกของแม่เลี้ยงดอกจันทร์ กีรติปาล (คิวริเปอร์) ซึ่งอยู่ที่ถนนดอยสุเทพ ตรงข้ามกับถนน ไปสนามบินเชียงใหม่ ปัจจุบัน คือ ที่ตั้งของศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. และ ณ ที่นี้เองที่หลวงปู่สิม พบกับลูกศิษย์ คนแรกที่อุปสมบทที่เชียงใหม่ คือ พระมหาทองอินทร์ กฺสลจิตฺโต ซึ่งต่อมาก็ได้เป็น เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันของวัด "สันติธรรม" ซึ่งได้ทำการก่อสร้างขึ้น ในภายหลังปี พ.ศ. ๒๔๙๐. เมื่อสงครามสงบโดยสิ้นเชิง มีข่าวว่า แม่เลี้ยงดอกจันทร์ และลูกหลาน ที่อพยพหลบภัยสงครามไป จะกลับคืนถิ่นฐานเดิม หลวงปู่จึงปรารภ เรื่องการสร้างวัด. คำปรารภในครั้งนั้น เป็นแรงบันดาลใจ ให้คุณแม่นิ่มนวล สุภาวงศ์ เกิดศรัทธาขึ้นมา อย่างแรงกล้า ที่จะสร้างวัดถวายหลวงปู่ ด้วยพลังศรัทธานั้นเอง "วัดสันติธรรม" จึงได้ถือกำเนิดขึ้นมา โดยอาศัยกำลังศรัทธาของสานุศิษย์. ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ โยมมารดาของหลวงปู่ ถึงแก่กรรม หลวงปู่จึงได้เดินทาง จากเชียงใหม่ ลงมาที่บ้านบัวอีกครั้งหนึ่ง ครั้นเสร็จงานฌาปนกิจศพโยมมารดาแล้ว หลวงปู่ก็ออกเดินธุดงค์ ไปจังหวัดนครพนมทันที เพื่อจำพรรษาที่ภูลังกา. ช่วงปี พ.ศ. ๒๔๙๘-๒๕๐๓ หลวงปู่ ได้กลับไปพักจำพรรษา ที่วัดสันติธรรม จังหวัดเชียงใหม่ แต่ในจิตใจส่วนลึก ของท่านนั้นยังปรารภ ความสงบวิเวกของป่าเขา และโพรงถ้ำต่าง ๆ อยู่ จนต้นปี พ.ศ. ๒๕๐๓. ต่อมา ได้มีพระลูกศิษย์ของหลวงปู่ ไปพบถ้ำปากเปียง ซึ่งอยู่ที่ตำบลบ้านถ้ำ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ หลวงปู่จึงย้ายไปอยู่ภาวนา ที่ถ้ำปากเปียงบ่อยครั้ง ด้วยเป็นที่สงบสงัดร่มรื่น. ต่อมา ในฤดูหนาว ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ลุงติ๊บ คนบ้านถ้ำได้เป็นคนนำทาง พาหลวงปู่ปีนป่ายภูเขา ขึ้นไปตามซอกเล็ก ๆ เพื่อหาถ้ำที่กว้างและอยู่สูง ตามคำปรารภของหลวงปู่ที่ว่า "กิเลสจะได้เข้าหายาก" จนกระทั่งได้พบถ้ำผาปล่อง ซึ่งเป็นถ้ำที่ท่านคิดว่าจะเป็นบ้านสุดท้าย ในการบำเพ็ญภาวนา ในชีวิตของท่าน หลวงปู่ได้พักค้างคืน บนถ้ำผาปล่องหนึ่งคืน แล้วก็ลงไปพักที่ถ้ำปากเปียงต่อ ต่อจากนั้นท่านก็ได้แวะเวียนไปพัก ที่ถ้ำผาปล่องอีกเสมอ. 
 
     ในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ท่านพระอาจารย์ลี ธมฺมธโร (ท่านเจ้าคุณวิสุทธิธรรมรังสี) เจ้าอาวาสวัดอโศการาม ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นศิษย์ ในสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เช่นกัน ได้ถึงแก่มรณภาพ. ทางคณะสงฆ์จึงลงมติ ขอให้หลวงปู่รับตำแหน่ง รักษาการเจ้าอาวาส หลวงปู่จึงได้ช่วยอยู่ดูแล วัดอโศการาม ในฐานะรักษาการเจ้าอาวาส จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๐๘ และในปี พ.ศ. ๒๕๐๙. หลวงปู่ได้รับการขอร้อง จากท่านเจ้าคุณนิโรธธรรมรังสี ให้หลวงปู่ ช่วยรับตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาส วัดป่าสุทธาวาส. หลวงปู่สิม จึงจำใจต้องรับเป็นเจ้าอาวาส ให้วัดป่าสุทธาวาสอยู่ ๑ พรรษา โดยที่ใจจริงของท่านนั้น เบื่อหน่าย คิดอยากแต่จะออกธุดงค์อยู่เรื่อยไป. ในระหว่าง พ.ศ. ๒๕๐๖ - ๒๕๐๙ หลวงปู่ได้มีปัญหาอาพาธ ด้วยโรคไตมาโดยตลอด จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ด้วยปัญหาสุขภาพ ของหลวงปู่ หลวงปู่จึงได้ตัดสินใจ วางภารกิจต่าง ๆ โดยลาออกจากตำแหน่ง เจ้าอาวาสทุกวัด ที่ท่านดูแลอยู่ จากนั้นท่านก็มาจำพรรษา ณ ถ้ำผาปล่องตลอดมา. ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ หลวงปู่ได้เดินทาง ไปสังเวชนียสถานที่อินเดีย และได้เดินทางไปอีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ. ๒๕๒๓ นอกจากนี้แล้ว หลวงปู่ยังได้มีโอกาสเดินทาง ไปที่ปีนัง ประเทศมาเลเซีย กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ตลอดถึงทวีปยุโรป และอเมริกาอีกด้วย. หลวงปู่สิม ท่านมีความขยัน และตั้งใจมั่นตั้งแต่เด็ก ดังเช่นพระอาจารย์สีทอง (พระอุปัชฌาย์ เมื่อครั้งเป็นมหานิกาย) ได้เล่าว่า ครั้งเมื่อทางวัด มีการขุดสระ สามเณรสิมก็ไปช่วยขุด และขุดจนกระทั่ง ใครต่อใครเขาทิ้งงานไปหมด เนื่องจากขุดลงไป ลึกถึงสิบเอ็ดสิบสองวาแล้ว ก็ยังไม่มีน้ำ เมื่ออุปัชฌาย์ถามว่า "จะขุดไปถึงไหน" สามเณรสิมตอบว่า "ขุดไปจนสุดแผ่นดินนั่นแหละ. ปฏิปทาของหลวงปู่ ที่แสดงถึงความมีเมตตา อย่างล้นเหลือต่อลูกศิษย์ ได้แสดงให้เห็นอยู่เนือง ๆ หลวงปู่ปกครองพระเณร ลูกวัดของท่านอย่างอบอุ่น ใกล้ชิด เหมือนพ่อดูแลลูก ๆ ภาพในอดีต ที่ประทับใจลูกศิษย์ (คุณแม่นิ่มนวล สุภาวงศ์) ภาพหนึ่งก็คือ เวลาที่พระเณรอาพาธ หลวงปู่จะนั่งเฝ้าไข้อย่างสงบ ไม่ยอมห่าง จนกระทั่งผู้ป่วยอาการดีขึ้น. ครั้งหนึ่ง เณรน้อยนอนซม ด้วยโรคพยาธิ ตัวเหลืองซูบซีดผอม เพราะฉันอาหารไม่ได้เลย "แม่ไล" ได้เอายาถ่ายพยาธิมาถวาย เณรน้อย ก็ฉันไม่ได้ อาเจียนออกมา ทำให้แม่ไลโมโหมาก จะบังคับให้ฉันให้ได้. แต่หลวงปู่ ซึ่งนั่งเฝ้าอยู่อย่างใจเย็น ได้ปลอบประโลมเณรน้อยของท่านขึ้นว่า "วันพรุ่งนี้เถอะเน้อ ไปบิณฑบาตได้กล้วยก่อน จะเอายาใส่ในกล้วยให้เณรน้อยฉัน".
 
     งานพัฒนาชุมชน ที่นับว่าเป็นงานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่ง ของหลวงปู่สิมซึ่ง แสดงให้เห็น ถึงความพร้อมเพรียง ร่วมแรงร่วมใจกัน ทั้งฝ่ายบรรพชิต และฆราวาส และผลงานก็ได้ก่อประโยชน์ เป็นอเนกอนันต์ แก่ชาวบ้านเกษตรกรก็คือ งานสร้างฝายน้ำล้นลำน้ำอูน ที่ท่าวังหิน ซึ่งก็คือบริเวณสำนักสงฆ์ เวฬุวันสันติวรญาณ ในปัจจุบัน. โดยในปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ภายหลังจำพรรษา ที่วัดสันติธรรมสังฆาราม หลวงปู่ก็ได้รับอาราธนา จากชาวบ้านทั้ง ๔ ตำบล ใน ๒ เขตอำเภอ ให้มาเป็นประธาน ในการสร้างฝายน้ำล้น กั้นลำน้ำอูน. งานสร้างฝายน้ำล้นชิ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงบุคลิกลักษณะ ของหลวงปู่เด่นชัดมาก ในเรื่องความเป็นผู้เอาใจใส่ และรับผิดชอบในภารกิจ เมื่อที่ประชุมปรึกษาหารือกันว่า เห็นควรจะเริ่มงานกันในวันใหม่ หลวงปู่ก็ว่า ให้เริ่มงานกันในวันนี้เลย หลวงปู่เป็นผู้มี ความเด็ดเดี่ยว เข้มแข็ง อดทน พูดจริง ทำจริง ถือสัจจะมั่นคง เป็นผู้ไม่มากโวหาร. ทุกวันหลวงปู่ จะพาเริ่มงานกันตั้งแต่ตี ๔ ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น พอ ๑๐ โมงเช้าจึงพักฉันอาหาร หลังอาหารแล้ว ก็เริ่มทำงานกันต่อ จนถึงมืดค่ำ พอถึงเวลา ๑ ทุ่ม หลวงปู่ก็จะพาสวดมนต์ และฟังเทศน์ เสร็จแล้วก็เริ่มทิ้งหินลงในคอกไม้ ที่สร้างไว้ตลอดแนวฝายกว่าจะได้จำวัดก็ ๔ ทุ่ม หรือบางวัน งานจะติดพันจนถึงตีหนึ่งตีสอง เป็นดังนี้ตลอดระยะเวลา ๔ เดือน นับตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ จนฝายน้ำล้น สร้างสำเร็จ หลวงปู่จึงกลับไปจำพรรษา ที่ถ้ำผาปล่อง. 
 
     หลวงปู่ได้รับสมณศักดิ์ เป็น "พระครูสันติวรญาณ" ในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๐๒ และได้รับพัดยศ โดยเลื่อนจากสมณศักดิ์ที่ "พระครูสันติวรญาณ" เป็น "พระญาณสิทธาจารย์" ในวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๓๕. และในคืนวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๓๕ พระเณรพร้อมด้วยอุบาสกอุบาสิกา ได้พร้อมใจกันเจริญพระพุทธมนต์ ฉลองสมณศักดิ์ถวายหลวงปู่ ที่ถ้ำผาปล่อง หลังจากเจริญพระพุทธมนต์หลวงปู่ ได้พาพระเณรและญาติโยม นั่งภาวนาต่อจนถึงเวลาประมาณ ๒๑.๓๐ น. แล้วท่านก็นั่งพัก ดูบริเวณภายในถ้ำอีกประมาณ ๒๐ นาที คล้ายกับจะเป็นการอำลา จนถึงเวลา ๒๒.๐๐ น. ท่านจึงกลับเข้ากุฏิที่พักด้านหลัง ภายในถ้ำผาปล่อง และได้มรณภาพ ในเวลาประมาณตีสาม สิริรวมอายุของหลวงปู่ ๘๒ ปี ๙ เดือน ๑๙ วัน อายุพรรษา ๖๓ พรรษา.  
     
กลับด้านบน 
© Copyright 2004 watsomanas.com All Right Reserved. www.Stats.in.th