หน้าแรก
   ประวัติวัด
   แผนที่ตั้ง
   แผนที่ภายในวัด
   ถาวรวัตถุ
   ภาพจิตรกรรม
   ลำดับเจ้าอาวาส
   จำนวนพระสงฆ์
   วันสำคัญทางศาสนา
   วันพระตามปักษ์
   ตารางแสดงธรรม
   ตารางอบรมกรรมฐาน
   โคลงสุภาษิตคำพังเพย
   รร.พระปริยัติธรรม
   รร.พุทธศาสนาวันอาทิตย์
   หนังสือธรรมะ
   หัวข้อธรรมะ
   แฟ้มภาพ
 
 
 
  
ประวัิติพระสุปฏิปันโน
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
ชาติภูมิ

     หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี มีนามเดิมว่า เทสก์ เรี่ยวแรง เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๕ ปีขาล ณ บ้านสีดา ตำบลกลางใหญ่ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี. บิดาชื่ออุส่าห์ เรี่ยวแรง เดิมเป็นชาวอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย หนีความทุกข์ยาก มาตั้งถิ่นฐานที่บ้านนางิ้ว ตำบลกลางใหญ่ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี. มารดาชื่อ ครั่ง เป็นชาวพวน ได้อพยพหนีพวกโจรขโมย มาจากทุ่งย่างเมืองฝาง อำเภอ ลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้สมรสกับนายอุส่าห์ มีบุตรธิดาด้วยกัน ๑๐ คน ท่านเป็นคนที่ ๙ และตายตั้งแต่เด็ก ๒ คน เป็นหญิงหนึ่ง ชายหนึ่ง เติบโตมาด้วยกัน ๘ คน ชาย ๔ คน หญิง ๔ คน. เมื่อเป็นเด็กอายุได้ ๙ ขวบ ได้เรียนหนังสือภาษาไทย กับพี่ชาย ซึ่งบวชเป็นพระกับเด็ก ๆ ด้วยกันกว่า ๑๐ คน และได้เรียนหนังสือประถม ก. กา มูลบทบรรพกิจ เรียนอยู่ปีกว่า พออ่านได้บ้าง แต่ยังไม่คล่อง แต่หนังสือสำหรับพระเณร เรียนในสมัยนั้น ซึ่งเขาเรียกว่า หนังสือธรรม (จารเฉพาะธรรมะคำสอน ของพระพุทธเจ้า) อ่านได้คล่อง. ต่อมาพี่ชายสึกจากพระ ไม่มีใครสอน เลยเลิกเรียนกันทั้งหมด แล้วได้ออกจากวัด ไปช่วยงานบิดามารดา จนอายุราว ๑๓-๑๔ ปี เกิดนิมิตความฝันว่า พระธุดงค์ไล่ตีด้วยแส้ วิ่งหนีเอาตัวรอด กระทั่งวิ่งเข้าห้องนอน ร้องให้บิดามารดาช่วย. ท่านทั้งสองก็เฉยอยู่ เหมือนกับไม่มีเรื่องอะไร พระธุดงค์หวดด้วยแส้ สะดุ้งตื่น เหงื่อโชกทั้งตัว ปรากฏรอยแส้ยังเจ็บแสบอยู่ หลวงปู่นึกว่าเป็นจริง ตื่นขึ้นมา จึงรู้ว่าเป็นความฝัน.

 
     ต่อนั้นมา หลวงปู่ได้มีความคิดถึง เรื่องอาชีพของมนุษย์ ที่กระทำกันอยู่ ตั้งต้นแต่ฝนตก ดินชุ่มฉ่ำ ลงมือทำนา และเรื่องอะไรจิปาถะ ตลอดถึงปีใหม่ ลงมือทำนาอีกอย่างนี้ อยู่ตลอดชีวิต. มาคิดเห็นว่า เกิดมานี้แสนทุกข์ลำบาก จริงๆ ทำงานไม่มีเวลาหยุดยั้ง ซึ่งแต่ก่อนมา หลวงปู่ไม่เคยนึกคิดอย่างนี้เลยสักที มีแต่มัวเมา ด้วยการเพลิดเพลิน ตามประสาคนชนบท. เมื่ออายุ ๑๖ ปี เจ้าคุณพระญาณวิสิษฏ์ สมิทธิวีรจารย์ (พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม) ได้เดินรุกขมูล มาถึงวัดบ้านนาสีดา ตำบลกลางใหญ่ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นวัดที่หลวงปู่อุปัฏฐากอยู่ จึงเป็นโอกาสดี ที่หลวงปู่ได้มีโอกาส ปฏิบัติพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม แต่เนื่องด้วยวัดเป็นป่าทึบ ไข้มาลาเรียชุกชุม พระอาจารย์สิงห์ เป็นไข้อยู่ไม่ได้ จึงได้ออกไปจำพรรษาที่อื่น และได้ชักชวนหลวงปู่ ให้ไปจำพรรษากับท่านด้วย ออกพรรษาแล้ว พระอาจารย์สิงห์ ได้กลับเมืองอุบล ฯ ซึ่งเป็นถิ่นเดิมของท่าน. หลวงปู่ ก็ได้ติดตามท่านไป โดยก่อนไป หลวงปู่ได้เอาดอกไม้ ธูปเทียนใส่ขันแล้ว ไปขอขมาโทษผู้เฒ่าผู้แก่ ที่หลวงปู่คุ้นเคย ซึ่งท่านเหล่านั้น ก็ให้ศีลให้พร ให้สำเร็จตามความปรารถนาทุกประการ. หลวงปู่เทสก์ได้ติดตาม พระอาจารย์สิงห์ รอนแรมไปในป่า และบ้านเล็กบ้านน้อย บางครั้งผจญกับไข้ป่า ซึ่งเมื่อเป็นไข้ ก็พักนอนตามร่มไม้ ไข้สร่างแล้วก็เดินทางต่อไป พร้อมกันนั้น ก็ทำความเพียรภาวนาไปในตัว เป็นเวลาเดือนกว่า จึงถึงเมืองอุบลฯ หลวงปู่ ได้บรรพชาเป็นสามเณร โดยมีพระอาจารย์ลุย บ้านดงเค็งใหญ่ เป็นพระอุปัชฌาย์. บรรพชาแล้ว ได้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม จนสอบนักธรรมชั้นตรีได้ ในปีที่มีอายุครบ ๒๐ และวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๔๖๖ จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดสุทัศน์ อำเภอเมือง อุบลราชธานี โดยมีพระมหารัฐ เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระมหาปิ่น ปญฺญาพโล เป็นพระกรรมวาจาจารย์.

การแสวงหาธรรมและปฏิปทา

     เมื่ออุปสมบทแล้ว หลวงปู่ก็ได้จำพรรษา อยู่ที่วัดสุทัศน์นั้นเอง. ในปีนั้น พระอาจารย์สิงห์ฯ ได้กลับมาจำพรรษาที่เมืองอุบล ฯ อีก ออกพรรษาแล้ว พร้อมด้วยพระมหาปิ่น ปญฺญาพโล (น้องชาย ของท่านอาจารย์สิงห์) และพระอีก หลายรูปด้วยกัน ได้ออกเดินรุกขมูลไปในที่ต่างๆ เดินตัดลัดป่าดงมูล และดงลิง ซึ่งเลื่องลือในสมัยนั้นว่า เป็นป่าช้า ดงเสือ ผ่านจังหวัดร้อยเอ็ด และกาฬสินธุ์ตลอด ถึงจังหวัดอุดรธานี. หลวงปู่ได้ผจญภัยอันตราย และความยากลำบากต่างๆ แต่ก็ได้รับรสชาติ ของการออกเที่ยวรุกขมูล จนกระทั่ง เดินทางถึงบ้านค้อ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ได้พบท่านอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และท่านอาจารย์มั่น ภูริทัตโต อยู่ ณ ที่นั่น ได้เข้าฟังธรรมเทศนาจากท่าน ได้รับความชื่นใจสงบสบายดี ได้พักอยู่กับท่าน ๒-๓ คืน จากนั้นท่านอาจารย์สิงห์ ได้พากลับไปจำพรรษา ที่บ้านหนองลาด อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร. ในปีนั้น หลวงปู่ได้ทำความเพียร อย่างกล้าหาญเด็ดเดี่ยว มีการทำ ความเพียรภาวนาตลอดวันยังค่ำคืนยันรุ่ง พร้อมกัน นั้นก็ผ่อนอาหาร ฉันน้อยที่สุดคือ ทำคำข้าวเหนียว เป็นคำ ๆ แต่ ๖๐ คำ ถอยลงมา โดยลำดับถึง ๓ คำ ฉันอยู่ ๓ วัน แล้วก็เพิ่มขึ้น โดยลำดับถึง ๕ คำ ฉันอยู่ได้ ๕ วัน, ๑๐ คำ ฉันอยู่ได้ ๑๐ วัน, ๑๕ คำ ฉันอยู่ได้ ๓ เดือน, กับข้าวก็มีแต่พริกกับเกลือเท่านั้น ตลอดเวลา ๓ เดือน กิจวัตรเป็นต้นว่า บิณฑบาต ปัดกวาดลานวัด และหาบน้ำ ตลอดถึงอาจาริยวัตร ไม่ขาดสักวัน. จนกระทั่งออกพรรษาแล้ว หลวงปู่มั่นได้เรียกตัวให้ไปพบ เพื่อกิจของสงฆ์บางอย่าง หลังจากนั้นหลวงปู่ ก็ไม่ได้กลับไปจำพรรษา กับพระอาจารย์สิงห์อีก. ในปี พ.ศ. ๒๔๖๘ ซึ่งเป็นพรรษาที่ ๓ ของหลวงปู่ หลวงปู่ได้จำพรรษา ที่บ้านนาช้างน้ำ ซึ่งไม่ไกลจากท่าบ่อ ที่ท่านอาจารย์มั่นอยู่. หลวงปู่ได้หมั่นไปฟังเทศน์เสมอ ออกพรรษาแล้วท่านอาจารย์มั่น พร้อมด้วยคณะ ได้ออกเดินทางลงไปทางสกลนคร หลวงปู่มีความคิดถึงโยมแม่ จึงได้กลับไปบ้าน เพื่อสงเคราะห์โยมแม่ และได้แนะนำ ให้ท่านนุ่งขาวรักษา ศีล ๘ ซึ่งในครั้งนี้ โยมป้าอาว์ผู้ชาย และพี่ชายก็เกิดศรัทธา ได้พากันนุ่งขาวรักษาศีล ๘ ด้วย หลังจากนั้นหลวงปู่ ได้รุกขมูลต่อไป อำเภอพรรณานิคม ซึ่งท่านอาจารย์สิงห์จำพรรษาอยู่ ณ ที่นั่น. ต่อมาพระอาจารย์สิงห์ ฯ ได้พาหมู่พระเณร ไปตั้งสำนักสงฆ์ที่บ้าน อากาศอำนวย อยู่ไม่นาน ท่านอาจารย์มั่น ได้ตามไปถึง ท่านอาจารย์มั่น ได้ให้หลวงปู่ตามท่าน ไปตั้งสำนักสงฆ์ ที่บ้านสามผง ที่นี้ หลวงปู่ได้มีโอกาสถวายการปฏิบัติ ท่านพระอาจารย์มั่น โดยท่านได้ไปนอน ที่ระเบียงกุฏิของท่านอาจารย์ คอยถวายการปฏิบัติท่าน และได้มีโอกาสปฏิบัติความเพียร เดินจงกรมทำความสงบฟังเทศน์ จากพระอาจารย์มั่น.

 
     ในพรรษาที่ ๖ พ.ศ. ๒๔๗๑ โยมพ่อของหลวงปู่ ซึ่งบวชเป็นชีปะขาวมาได้ ๑๑ ปี ได้มาอยู่จำพรรษากับหลวงปู่ ที่ถ้ำพระนาฝักหอก ทำให้เป็นโอกาสอันดี ที่หลวงปู่ได้มีโอกาส อุปการะโยมพ่อทางธรรม และโยมพ่อของท่าน ก็ได้ทำภาวนากรรมฐาน อย่างสุดความสามารถของท่าน และได้ผลอย่างยิ่ง จนโยมพ่อของท่าน ได้อุทานออกมาว่า "ตั้งแต่เกิดมาในชีวิตนี้ พึ่งได้ซาบซึ้งในรสชาติของพระธรรม ในครั้งนี้เอง". โยมพ่อท่านนั่งภาวนากัมมัฏฐานได้นาน เป็นเวลานานถึง ๓-๔ ชั่วโมงทีเดียว ซึ่งทำให้หลวงปู่ดีใจมาก ที่ได้สงเคราะห์โยมพ่อ สมเจตนารมณ์. ต่อมาในปีนั้น โยมพ่อของหลวงปู่เกิดอาพาธ หลวงปู่ได้คอยให้สติ และอุบายต่างๆ จนเป็นที่พอใจ และถึงแก่กรรม ด้วยอาการมีสติ สงบอารมณ์อยู่ตลอด จนหมดลมหายใจ หลังจากโยมพ่อ ของหลวงปู่ถึงแก่กรรม. หลวงปู่ก็ได้อยู่คนเดียว ได้วิเวกและ ได้กำหนดในใจว่า "ชีวิตและเลือดเนื้อ ตลอดถึงข้อวัตร ที่หลวงปู่ทำอยู่ทั้งหมด ขอมอบบูชาพระรัตนตรัย เหมือนกับบุคคลเด็ดดอกไม้ บูชาพระฉะนั้น" แล้วหลวงปู่ก็รีบเร่ง ปรารภความเพียร อย่างแรงกล้า ตั้งสติกำหนดจิต มีให้คิดนึก ส่งออกไปภายนอก ให้อยู่ในความสงบ เฉพาะภายในอย่างเดียว ตลอดวันยังค่ำ คืนยังรุ่ง ก่อนจะนอนตั้งสติไว้อย่างไร ตื่นมาก็ให้ได้อย่างนั้น. หลวงปู่บอกว่า แม้บางครั้งนอนหลับอยู่ ก็รู้สึกว่าตัวเองนอนหลับ แต่ลุกขึ้นไม่ได้ พยายามให้กายเคลื่อนไหว แล้วจึงจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา โดยความเข้าใจในตนเองว่า จิตที่ไม่คิดนึกส่งส่ายออกไปภายนอก สงบนิ่งอยู่ ณ ที่เดียวนั้นแล คือความหมดจด พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ปัญญาก็เอามา ใช้ชำระใจที่ส่งส่าย แล้วเข้ามาหาความสงบนั่นเอง. ฉะนั้น จึงไม่พยายามที่จะใช้ปัญญา พิจารณาธาต ุขันธ์ อายตนะ เป็นต้น หาได้รู้ไม่ว่า "กายกับจิต มันยังเกี่ยวเนื่องกันอยู่ เมื่อวัตถุ หรืออารมณ์อันใด มากระทบส่วนใดส่วนหนึ่งเข้าแล้ว มันจะต้องกระเทือนถึงกัน ทำให้ใจที่สงบอยู่แล้วนั้น หวั่นไหว ไปตามกิเลสได้".
 
     ออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ก็ได้ย้อนกลับไปหาพี่ชาย และพระอาจารย์เสาร์ ที่นครพนม เนื่องจากได้ห่างจากหมู่เพื่อน และครูบาอาจารย์ มาสองปีแล้ว ตั้งแต่พระอาจารย์เสาร์ และท่านอาจารย์มั่น ฯ พร้อมทั้งหมู่คณะ จากท่าบ่อไป. เมื่อไปอยู่ด้วย กับพระอาจารย์เสาร์ หลวงปู่ก็ได้ช่วยท่าน อบรมญาติโยม และในปีนั้น หลวงปู่ได้ขออาราธนา ให้ท่าน ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก ทีแรก ท่านก็ไม่ยอม พอหลวงปู่อ้อนวอน อ้างถึงเหตุผล ความจำเป็น เพื่อให้บรรดาศิษยานุศิษย์ และลูกหลานยุคต่อไป ได้มีโอกาสกราบไหว้ เคารพบูชา ท่านถึงได้ยอม ซึ่งนับเป็นประวัติการณ์ เพราะแต่ก่อนมา ท่านไม่ถ่ายรูปเลย แต่กระนั้น หลวงปู่ก็ยังเกรงว่า ท่านอาจารย์เสาร์ จะเปลี่ยนใจ ต้องรีบให้ข้ามไปตามช่างภาพ มาจากฝั่งลาวมาถ่ายให้. หลวงปู่ดีใจมาก ถ่ายภาพท่านอาจารย์เสาร์ได้แล้ว ได้แจกท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ และท่านพระครูสีลสัมปัน (ภายหลังได้เลื่อนเป็นเจ้าคุณธรรมสารมุนี). รูปท่านอาจารย์เสาร์ ที่หลวงปู่จัดการ ถ่ายครั้งนั้น ดูเหมือน จะเป็นรูปของท่านครั้งเดียว ที่มีโอกาสถ่ายไว้ได้. แม้ท่านอาจารย์มั่น ก็เช่นเดียวกัน การถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก เป็นเรื่องที่ท่านปฏิเสธเสมอ เมื่อหลวงปู่อาราธนา อ้อนวอนบ่อย ๆ ท่านก็ว่า "ซื้อขนมให้หมากินดีกว่า." แต่เมื่อหลวงปู่อ้อนวอน ชี้แจงเหตุผลหนักเข้า สุดท้ายท่านก็ใจอ่อน ทำให้เป็นบุญ ของคนรุ่นหลัง ๆ ที่ได้มีโอกาส มีรูปของท่าน ไว้กราบไหว้สักการะ.
 
กลับด้านบน 
© Copyright 2004 watsomanas.com All Right Reserved. www.Stats.in.th