หน้าแรก
   ประวัติวัด
   แผนที่ตั้ง
   แผนที่ภายในวัด
   ถาวรวัตถุ
   ภาพจิตรกรรม
   ลำดับเจ้าอาวาส
   จำนวนพระสงฆ์
   วันสำคัญทางศาสนา
   วันพระตามปักษ์
   ตารางแสดงธรรม
   ตารางอบรมกรรมฐาน
   โคลงสุภาษิตคำพังเพย
   รร.พระปริยัติธรรม
   รร.พุทธศาสนาวันอาทิตย์
   ภาค ๑๖-๑๗-๑๘(ธ)
   หนังสือธรรมะ
   หัวข้อธรรมะ
   แฟ้มภาพ
   กระดานสนทนา
 
 
 
  
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
ชาติภูมิ

     หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี มีนามเดิมว่า เทสก์ เรี่ยวแรง เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๕ ปีขาล ณ บ้านสีดา ตำบลกลางใหญ่ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี. บิดาชื่ออุส่าห์ เรี่ยวแรง เดิมเป็นชาวอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย หนีความทุกข์ยาก มาตั้งถิ่นฐานที่บ้านนางิ้ว ตำบลกลางใหญ่ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี. มารดาชื่อ ครั่ง เป็นชาวพวน ได้อพยพหนีพวกโจรขโมยมาจากทุ่งย่างเมืองฝาง อำเภอ ลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้สมรสกับนายอุส่าห์ มีบุตรธิดาด้วยกัน ๑๐ คน ท่านเป็นคนที่ ๙ และตายตั้งแต่เด็ก ๒ คน เป็นหญิงหนึ่ง ชายหนึ่ง เติบโตมาด้วยกัน ๘ คน ชาย ๔ คน หญิง ๔ คน. เมื่อเป็นเด็กอายุได้ ๙ ขวบ ได้เรียนหนังสือภาษาไทยกับพี่ชาย ซึ่งบวชเป็นพระกับเด็กๆ ด้วยกันกว่า ๑๐ คน และได้เรียนหนังสือประถม ก. กา มูลบทบรรพกิจ เรียนอยู่ปีกว่าพออ่านได้บ้าง แต่ยังไม่คล่อง แต่หนังสือสำหรับพระเณร เรียนในสมัยนั้น ซึ่งเขาเรียกว่า หนังสือธรรม (จารเฉพาะธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้า) อ่านได้คล่อง. ต่อมาพี่ชายสึกจากพระ ไม่มีใครสอนเลยเลิกเรียนกันทั้งหมด แล้วได้ออกจากวัด ไปช่วยงานบิดามารดา จนอายุราว ๑๓-๑๔ ปี เกิดนิมิตความฝันว่า พระธุดงค์ไล่ตีด้วยแส้วิ่งหนีเอาตัวรอด กระทั่งวิ่งเข้าห้องนอนร้องให้บิดามารดาช่วย. ท่านทั้งสองก็เฉยอยู่เหมือนกับไม่มีเรื่องอะไร พระธุดงค์หวดด้วยแส้ สะดุ้งตื่น เหงื่อโชกทั้งตัว ปรากฏรอยแส้ยังเจ็บแสบอยู่ หลวงปู่นึกว่าเป็นจริง ตื่นขึ้นมา จึงรู้ว่าเป็นความฝัน.

    
 ต่อนั้นมา หลวงปู่ได้มีความคิดถึงเรื่องอาชีพของมนุษย์ที่กระทำกันอยู่ ตั้งต้นแต่ฝนตก ดินชุ่มฉ่ำ ลงมือทำนา และเรื่องอะไรจิปาถะ ตลอดถึงปีใหม่ ลงมือทำนาอีกอย่างนี้ อยู่ตลอดชีวิต. มาคิดเห็นว่าเกิดมานี้แสนทุกข์ลำบาก จริงๆ ทำงานไม่มีเวลาหยุดยั้ง ซึ่งแต่ก่อนมาหลวงปู่ไม่เคยนึกคิดอย่างนี้เลยสักที มีแต่มัวเมาด้วยการเพลิดเพลิน ตามประสาคนชนบท. เมื่ออายุ ๑๖ ปี เจ้าคุณพระญาณวิสิษฏ์ สมิทธิวีรจารย์ (พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม) ได้เดินรุกขมูล มาถึงวัดบ้านนาสีดา ตำบลกลาง ใหญ่ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นวัดที่หลวงปู่อุปัฏฐากอยู่ จึงเป็นโอกาสดีที่หลวงปู่ได้มีโอกาส ปฏิบัติพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม แต่เนื่องด้วยวัดเป็นป่าทึบไข้มาลาเรียชุกชุม พระอาจารย์สิงห์เป็นไข้อยู่ไม่ได้จึงได้ออกไปจำพรรษาที่อื่นและได้ชักชวนหลวงปู่ให้ ไปจำพรรษากับท่านด้วย ออกพรรษาแล้วพระอาจารย์สิงห์ได้กลับเมืองอุบลฯ ซึ่งเป็นถิ่นเดิมของท่าน. หลวงปู่ก็ได้ติดตามท่านไป โดยก่อนไปหลวงปู่ได้เอาดอกไม้ ธูปเทียนใส่ขันแล้วไปขอขมาโทษผู้เฒ่าผู้แก่ที่หลวงปู่คุ้นเคย ซึ่งท่านเหล่านั้นก็ให้ศีลให้พร ให้สำเร็จตามความปรารถนาทุกประการ. หลวงปู่เทสก์ได้ติดตามพระอาจารย์สิงห์ รอนแรมไปในป่าและบ้านเล็กบ้านน้อย บางครั้งผจญกับไข้ป่า ซึ่งเมื่อเป็นไข้ ก็พักนอนตามร่มไม้ ไข้สร่างแล้วก็เดินทางต่อไป พร้อมกันนั้นก็ทำความเพียรภาวนาไปในตัว เป็นเวลาเดือนกว่าจึงถึงเมืองอุบลฯ หลวงปู่ ได้บรรพชาเป็นสามเณร โดยมีพระอาจารย์ลุย บ้านดงเค็งใหญ่ เป็นพระอุปัชฌาย์. บรรพชาแล้วได้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม จนสอบนักธรรมชั้นตรีได้ในปีที่มีอายุครบ ๒๐ และวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๔๖๖ จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดสุทัศน์ อำเภอเมืองอุบลราชธานี โดยมีพระมหารัฐ เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระมหาปิ่น ปญฺญาพโล เป็นพระกรรมวาจาจารย์.

การแสวงหาธรรมและปฏิปทา

     เมื่ออุปสมบทแล้ว หลวงปู่ก็ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดสุทัศน์นั้นเอง. ในปีนั้น พระอาจารย์สิงห์ฯ ได้กลับมาจำพรรษาที่เมืองอุบลฯอีก ออกพรรษาแล้ว พร้อมด้วยพระมหาปิ่น ปญฺญาพโล (น้องชาย ของท่านอาจารย์สิงห์) และพระอีก หลายรูปด้วยกันได้ออกเดินรุกขมูลไปในที่ต่างๆ เดินตัดลัดป่าดงมูลและดงลิง ซึ่งเลื่องลือในสมัยนั้นว่าเป็นป่าช้า ดงเสือ ผ่านจังหวัดร้อยเอ็ดและกาฬสินธุ์ตลอด ถึงจังหวัดอุดรธานี. หลวงปู่ได้ผจญภัยอันตรายและความยากลำบากต่างๆ แต่ก็ได้รับรสชาติของการออกเที่ยวรุกขมูล จนกระทั่ง เดินทางถึงบ้านค้อ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ได้พบท่านอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และท่านอาจารย์มั่น ภูริทัตโต อยู่ ณ ที่นั่น ได้เข้าฟังธรรมเทศนาจากท่านได้รับความชื่นใจสงบสบายดี ได้พักอยู่กับท่าน ๒-๓ คืน จากนั้นท่านอาจารย์สิงห์ ได้พากลับไปจำพรรษาที่บ้านหนองลาด อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร. ในปีนั้นหลวงปู่ได้ทำความเพียรอย่างกล้าหาญเด็ดเดี่ยว มีการทำ ความเพียรภาวนาตลอดวันยังค่ำคืนยันรุ่ง พร้อมกันนั้นก็ผ่อนอาหาร ฉันน้อยที่สุดคือ ทำคำข้าวเหนียวเป็นคำๆ แต่ ๖๐ คำ ถอยลงมา โดยลำดับถึง ๓ คำ ฉันอยู่ ๓ วัน แล้วก็เพิ่มขึ้นโดยลำดับถึง ๕ คำ ฉันอยู่ได้ ๕ วัน, ๑๐ คำ ฉันอยู่ได้ ๑๐ วัน, ๑๕ คำ ฉันอยู่ได้ ๓ เดือน, กับข้าวก็มีแต่พริกกับเกลือเท่านั้น ตลอดเวลา ๓ เดือน กิจวัตรเป็นต้นว่า บิณฑบาต ปัดกวาดลานวัดและหาบน้ำ ตลอดถึงอาจาริยวัตร ไม่ขาดสักวัน. จนกระทั่งออกพรรษาแล้วหลวงปู่มั่นได้เรียกตัวให้ไปพบเพื่อกิจของสงฆ์บางอย่าง หลังจากนั้นหลวงปู่ก็ไม่ได้กลับไปจำพรรษากับพระอาจารย์สิงห์อีก. ในปี พ.ศ. ๒๔๖๘ ซึ่งเป็นพรรษาที่ ๓ ของหลวงปู่ หลวงปู่ได้จำพรรษาที่บ้านนาช้างน้ำ ซึ่งไม่ไกลจากท่าบ่อที่ท่านอาจารย์มั่นอยู่. หลวงปู่ได้หมั่นไปฟังเทศน์เสมอ ออกพรรษาแล้วท่านอาจารย์มั่น พร้อมด้วยคณะได้ออกเดินทางลงไปทางสกลนคร หลวงปู่มีความคิดถึงโยมแม่ จึงได้กลับไปบ้าน เพื่อสงเคราะห์โยมแม่ และได้แนะนำให้ท่านนุ่งขาวรักษา ศีล ๘ ซึ่งในครั้งนี้โยมป้าอาว์ผู้ชาย และพี่ชายก็เกิดศรัทธา ได้พากันนุ่งขาวรักษาศีล ๘ ด้วย หลังจากนั้นหลวงปู่ ได้รุกขมูลต่อไป อำเภอพรรณานิคม ซึ่งท่านอาจารย์สิงห์จำพรรษาอยู่ ณ ที่นั่น. ต่อมาพระอาจารย์สิงห์ฯได้พาหมู่พระเณรไปตั้งสำนักสงฆ์ที่บ้าน อากาศอำนวยอยู่ไม่นาน ท่านอาจารย์มั่น ได้ตามไปถึง ท่านอาจารย์มั่นได้ให้หลวงปู่ตามท่าน ไปตั้งสำนักสงฆ์ที่บ้านสามผง ที่นี้ หลวงปู่ได้มีโอกาสถวายการปฏิบัติท่านพระอาจารย์มั่น โดยท่านได้ไปนอนที่ระเบียงกุฏิของท่านอาจารย์ คอยถวายการปฏิบัติท่าน และได้มีโอกาสปฏิบัติความเพียรเดินจงกรมทำความสงบฟังเทศน์จากพระอาจารย์มั่น.

     
ในพรรษาที่ ๖ พ.ศ. ๒๔๗๑ โยมพ่อของหลวงปู่ซึ่งบวชเป็นชีปะขาวมาได้ ๑๑ ปี ได้มาอยู่จำพรรษากับหลวงปู่ ที่ถ้ำพระนาฝักหอก ทำให้เป็นโอกาสอันดีที่หลวงปู่ได้มีโอกาส อุปการะโยมพ่อทางธรรม และโยมพ่อของท่านก็ได้ทำภาวนากรรมฐาน อย่างสุดความสามารถของท่าน และได้ผลอย่างยิ่ง จนโยมพ่อของท่านได้อุทานออกมาว่า "ตั้งแต่เกิดมาในชีวิตนี้พึ่งได้ซาบซึ้งในรสชาติของพระธรรมในครั้งนี้เอง". โยมพ่อท่านนั่งภาวนากัมมัฏฐานได้นานเป็นเวลานานถึง ๓-๔ ชั่วโมงทีเดียว ซึ่งทำให้หลวงปู่ดีใจมาก ที่ได้สงเคราะห์โยมพ่อสมเจตนารมณ์. ต่อมาในปีนั้น โยมพ่อของหลวงปู่เกิดอาพาธ หลวงปู่ได้คอยให้สติและอุบายต่างๆ จนเป็นที่พอใจ และถึงแก่กรรมด้วยอาการมีสติ สงบอารมณ์อยู่ตลอด จนหมดลมหายใจ หลังจากโยมพ่อของหลวงปู่ถึงแก่กรรม. หลวงปู่ก็ได้อยู่คนเดียวได้วิเวกและได้ กำหนดในใจว่า " ชีวิตและเลือดเนื้อตลอดถึงข้อวัตรที่หลวงปู่ทำอยู่ทั้งหมด ขอมอบบูชาพระรัตนตรัยเหมือนกับบุคคลเด็ดดอกไม้บูชาพระฉะนั้น" แล้วหลวงปู่ก็รีบเร่งปรารภความเพียรอย่างแรงกล้า ตั้งสติกำหนดจิต มีให้คิดนึกส่งออกไปภายนอก ให้อยู่ในความสงบเฉพาะภาย ในอย่างเดียว ตลอดวันยังค่ำคืนยังรุ่ง ก่อนจะนอนตั้งสติไว้อย่างไรตื่นมาก็ให้ได้อย่างนั้น. หลวงปู่บอกว่า แม้บางครั้งนอนหลับอยู่ ก็รู้สึกว่าตัวเองนอนหลับ แต่ลุกขึ้นไม่ได้ พยายามให้กายเคลื่อนไหว แล้วจึงจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา โดยความเข้าใจในตนเองว่า จิตที่ไม่คิดนึกส่งส่ายออกไปภายนอก สงบนิ่งอยู่ ณ ที่เดียวนั้นแลคือความหมดจดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ปัญญาก็เอามา ใช้ชำระใจที่ส่งส่าย แล้วเข้ามาหาความสงบนั่นเอง. ฉะนั้นจึงไม่พยายามที่จะใช้ปัญญา พิจารณาธาตุขันธ์อายตนะ เป็นต้น หาได้รู้ไม่ว่า "กายกับจิตมัน ยังเกี่ยวเนื่องกันอยู่ เมื่อวัตถุหรืออารมณ์อันใดมากระทบส่วนใดส่วนหนึ่งเข้าแล้ว มันจะต้องกระเทือนถึงกันทำให้ใจที่สงบอยู่แล้ว นั้น หวั่นไหวไปตามกิเลสได้".
     
ออกพรรษาแล้วหลวงปู่ก็ได้ย้อนกลับไปหาพี่ชายและพระอาจารย์เสาร์ที่นครพนม เนื่องจากได้ห่างจากหมู่เพื่อนและครูบาอาจารย์ มาสองปีแล้ว ตั้งแต่พระอาจารย์เสาร์ และท่านอาจารย์มั่นฯ พร้อมทั้งหมู่คณะจากท่าบ่อไป. เมื่อไปอยู่ด้วยกับพระอาจารย์เสาร์ หลวงปู่ก็ได้ช่วยท่านอบรมญาติโยม และในปีนั้น หลวงปู่ได้ขออาราธนา ให้ท่านถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก ทีแรกท่านก็ไม่ยอม พอหลวงปู่อ้อนวอน อ้างถึงเหตุผลความจำเป็น เพื่อให้บรรดาศิษยานุศิษย์และลูกหลานยุคต่อไป ได้มีโอกาสกราบไหว้เคารพบูชา ท่านถึงได้ยอม ซึ่งนับเป็นประวัติการณ์ เพราะแต่ก่อนมาท่านไม่ถ่ายรูปเลย แต่กระนั้นหลวงปู่ก็ยังเกรงว่าท่านอาจารย์เสาร์ จะเปลี่ยนใจต้องรีบให้ข้ามไปตามช่างภาพมาจากฝั่งลาวมาถ่ายให้. หลวงปู่ดีใจมากถ่ายภาพท่านอาจารย์เสาร์ได้แล้ว ได้แจกท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ และท่านพระครูสีลสัมปัน (ภายหลังได้เลื่อนเป็นเจ้าคุณธรรมสารมุนี). รูปท่านอาจารย์เสาร์ที่หลวงปู่จัดการถ่ายครั้งนั้น ดูเหมือน จะเป็นรูปของท่านครั้งเดียวที่มีโอกาสถ่ายไว้ได้. แม้ท่านอาจารย์มั่นก็เช่นเดียวกัน การถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกเป็นเรื่องที่ท่านปฏิเสธเสมอ เมื่อหลวงปู่อาราธนาอ้อนวอนบ่อยๆ ท่านก็ว่า "ซื้อขนมให้หมากินดีกว่า." แต่เมื่อหลวงปู่อ้อนวอนชี้แจงเหตุผลหนักเข้า สุดท้ายท่านก็ใจอ่อน ทำให้เป็นบุญของคนรุ่นหลังๆ ที่ได้มีโอกาสมีรูปของท่าน ไว้กราบไหว้สักการะ.
 

 

 
กลับด้านบน 
© Copyright 2004 watsomanas.com All Right Reserved. www.Stats.in.th