หน้าแรก
   ประวัติวัด
   แผนที่ตั้ง
   แผนที่ภายในวัด
   ถาวรวัตถุ
   ภาพจิตรกรรม
   ลำดับเจ้าอาวาส
   จำนวนพระสงฆ์
   วันสำคัญทางศาสนา
   วันพระตามปักษ์
   ตารางแสดงธรรม
   ตารางอบรมกรรมฐาน
   โคลงสุภาษิตคำพังเพย
   รร.พระปริยัติธรรม
   รร.พุทธศาสนาวันอาทิตย์
   หนังสือธรรมะ
   หัวข้อธรรมะ
   แฟ้มภาพ
 
 
 
  
ประวัิติพระสุปฏิปันโน
สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน)
วัดบวรนิเวศวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพฯ
พระชาติภูมิ
     สมเด็จพระญาณสังวร (เจิรญ สุวฑฺฒโน) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระนามเดิมว่า เจริญ นามสกุล คชวัตร ประสูติที่ ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันศุกร์ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีฉลู ตรงกับวันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๕๖ เวลาประมาณ ๑๐ ทุ่ม มีเศษ (หรือเวลาประมาณ ๐๔.๐๐ นาฬิกาเศษ แห่งวันเสาร์ที่ ๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๕๖ ตามที่นับแบบปัจจุบัน). พระชนกชื่อ นายน้อย คชวัตร (ถึงแก่กรรม พุทธศักราช ๒๔๖๕) พระชนนีชื่อ นางกิมน้อย คชวัตร (ถึงแก่กรรม พุทธศักราช ๒๕๐๘)
บรรพชา
    พุทธศักราช ๒๔๖๙ ทรงบรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดเทวสังฆาราม (วัดเหนือ) จังหวัดกาญจนบุรี. พระครูอดุลยสมณกิจ (พุทฺธโชติ ดี เอกฉันท์) เจ้าอาวาสวัดเทวสังฆาราม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูนิวิฐสมาจาร (สุวณฺณโชติ เหรียญ รัสสุวรรณ) เจ้าอาวาสวัดศรีอุปลาราม (วัดหนองบัว) เป็นพระอาจารย์ให้สรณะและศีล. 
อุปสมบท
     พุทธศักราช ๒๔๗๖ พระชนมายุครบ ๒๐ พรรษา ทรงอุปสมบท เป็นพระภิกษุ ที่วัดเทวสังฆาราม จังหวัดกาญจนบุรี. พระครูอดุลยสมณกิจ (พุทฺธโชติ ดี เอกฉันท์) เจ้าอาวาสวัดเทวสังฆาราม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูนิวิฐสมาจาร (สุวณฺณโชติ เหรียญ รัสสุวรรณ) เจ้าอาวาสวัดศรีอุปลาราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระปลัดหรุง นามสกุลเซี่ยงฉี เจ้าอาวาสวัดทุ่งสมอ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๖. อุปสมบทแล้ว ทรงจำพรรษาที่วัดเทวสังฆาราม ๑ พรรษา เมื่อออกพรรษาแล้ว ในศกเดียวกัน ได้ทรงทำทัฬหีกรรม (ญัตติซ้ำ) เป็นธรรมยุต ที่วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๗๖. สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ (สุจิตฺโต หม่อมราชวงศ์ ชื่น นภวงศ์ ป.๗) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระเทพเมธี (อิสฺสรณญาโณ จู ทีปรักษพันธุ์ ป.๗) เป็นพระกรรมวาจาจารย์.

การศึกษา

     ทรงได้รับการศึกษาเบื้องต้น ณ โรงเรียนประชาบาล วัดเทวสังฆาราม จบชั้นประถม ๕ (เทียบชั้นมัธยม ๒). หลังจากทรงบรรพชา เป็นสามเณรแล้ว ทรงเรียนพระปริยัติธรรม และทรงสอบไล่ได้ชั้นต่าง ๆ เป็นลำดับมา ในสำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร ดังนี้
   พุทธศักราช ๒๔๗๒ ทรงสอบได้นักธรรมชั้นตรี
   พุทธศักราช ๒๔๗๓ ทรงสอบได้นักธรรมชั้นโท และเปรียญธรรม ๓ ประโยค
   พุทธศักราช ๒๔๗๕ ทรงสอบได้นักธรรมชั้นเอก และเปรียญธรรม ๔ ประโยค
   พุทธศักราช ๒๔๗๖ ทรงสอบได้ เปรียญธรรม ๕ ประโยค
   พุทธศักราช ๒๔๗๗ ทรงสอบได้ เปรียญธรรม ๖ ประโยค
   พุทธศักราช ๒๔๗๘ ทรงสอบได้ เปรียญธรรม ๗ ประโยค
   พุทธศักราช ๒๔๘๑ ทรงสอบได้ เปรียญธรรม ๘ ประโยค
   พุทธศักราช ๒๔๘๔ ทรงสอบได้ เปรียญธรรม ๙ ประโยค

สมณศักดิ์

       พุทธศักราช ๒๔๙๐ เป็นพระราชาคณะสามัญ ที่พระโสภนคณาภรณ์ 
     พุทธศักราช ๒๔๙๕ เป็นพระราชาคณะชั้นราชในราชทินนามเดิม 
     พุทธศักราช ๒๔๙๘ เป็น พระราชาคณะชั้นเทพ ในราชทินนามเดิม 
     พุทธศักราช ๒๔๙๙ เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่พระธรรมวราภรณ์ 
     พุทธศักราช ๒๕๐๔ เป็นพระราชาคณะชั้นเจ้าคณะรอง ที่พระศาสนโสภณ 
     พุทธศักราช ๒๕๑๕ เป็นสมเด็จพระราชาคณะ ที่สมเด็จพระญาณสังวร 
     พุทธศักราช ๒๕๓๒ ได้รับพระราชทานสถาปนา ขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ลำดับที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์.

คุณค่าทางวิชาการ

     บทพระนิพนธ์ทางพระพุทธศาสนา ของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทุกเรื่อง ล้วนทรงคุณค่า ในเชิงวิชาการ เพราะการอธิบายคำสอน ของพระพุทธศาสนา ในแต่ละเรื่อง แต่ละประเด็นนั้น เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงใช้การวิเคราะห์วิจารณ์ อย่างน่าสนใจยิ่ง เช่น ทรงวิเคราะห์คำว่า สัจจะ ธรรม ศาสนา ปัญญา เป็นต้น ทั้งในเชิงพยัญชนะ และในเชิงความหมาย ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจ คำสอนของพระพุทธศาสนา ได้ละเอียด และกว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งการวิเคราะห์ในหลาย ๆ เรื่องของพระองค์ แสดงให้เห็นถึง พระทรรศนะ และมุมมอง ของพระองค์ที่แตกต่าง ไปจากคนอื่น ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นผลจากการทรงศึกษา พระพุทธศาสนา อย่างทั่วถึง ลึกซึ้ง ประกอบกับการ ทรงใช้วิจารณญาณ ทั้งเชิงปริยัติและเชิง ปฏิบัติ ตรวจสอบเทียบเคียงกัน จึงทำให้ธรรมาธิบาย ของพระองค์มีความแจ่มแจ้ง กะทัดรัด และเข้าใจง่าย. ผลงานอันเป็นบทพระนิพนธ์ เกี่ยวกับคำสอน ในพระพุทธศาสนา ของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ที่ทรงคุณค่า ในทางวิชาการ เป็นต้นว่า เรื่องลักษณะ พระพุทธศาสนา, สัมมาทิฏฐิ, โสฬสปัญหา, ทศบารมี ทศพิธราชธรรม, ๔๕ พรรษาของพระพุทธเจ้า พระนิพนธ์เหล่านี้ ล้วนแสดงคำสอนชั้นสูง ของพระพุทธศาสนา ซึ่งเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ได้ทรงนำมาอธิบาย เชิงวิเคราะห์ เสมือนปอกเปลือกให้เราดู ทีละชั้นๆ จากชั้นนอก เข้าไปหาชั้นใน ทำให้เรามองเห็นอรรถ หรือความหมายของธรรม ที่พระพุทธศาสนา สอนทีละชั้น ๆ อย่างต่อเนื่อง จนสามารถ สร้างความเข้าใจ ในธรรมนั้น ๆ ได้ด้วยปัญญา ของตนเอง. นอกจากนี้ แนวการวิเคราะห์ หรือแนวการอธิบาย ที่ปรากฏอยู่ ในบทพระนิพนธ์เรื่องต่าง ๆ ของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ นั้น ยังเป็นการให้แนว ในการวิเคราะห์ธรรม หรืออธิบายธรรม เพื่อความเข้าใจง่าย ทั้งในเชิงทฤษฎี และในเชิงปฏิบัติด้วย. ผู้ที่มีแนว หรือมีหลักในการวิเคราะห์ธรรม อย่างถูกต้อง ย่อมจะก่อให้เกิดความเข้าใจ ในคำสอน ของพระพุทธศาสนา ได้อย่างถูกต้อง หากตรงกันข้าม ก็จะทำให้เกิดความเข้าใจคำสอน ของพระพุทธศาสนาผิดพลาด หรือไขว้เขว. ฉะนั้น แนวหรือหลัก ในการวิเคราะห์ธรรม จึงเป็นเรื่องสำคัญ ในวิชาการ.

คุณค่าด้านการศึกษา

       ผลงานอันดับแรก ของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ที่นับว่าทรงคุณค่า ในด้านการศึกษา ก็คือผลงาน อันเป็นบทพระนิพนธ์ เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเรื่องต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่เป็น จำนวนมาก. พระนิพนธ์เหล่านี้ ให้ความรู้เกี่ยวกับคำสอน ของพระพุทธศาสนา ทั้งภาคปริยัติ (ภาคทฤษฎี) และภาคปฏิบัติ และให้ความรู้ เกี่ยวกับคำสอน ของพระพุทธศาสนา ตั้งแต่ระดับต้น ๆ จนถึงคำสอนชั้นสูง กล่าวคือ พระนิพนธ์ ที่อธิบายพระพุทธศาสนา อย่างง่าย เหมาะแก่เยาวชน หรือผู้เริ่มศึกษา พระพุทธศาสนาทั่วไป ก็เช่นเรื่อง หลักพระพุทธศาสนา เป็นการอธิบาย พระพุทธศาสนา ประยุกต์กับชีวิตประจำวัน ประยุกต์กับเหตุการณ์ และความรู้สมัยใหม่ ซึ่งง่ายต่อการทำความเข้าใจ และนำไปปฏิบัติในชีวิตจริง. พระนิพนธ์ที่อธิบาย พระพุทธศาสนา ในระดับปานกลาง เหมาะแก่ผู้ใฝ่ศึกษา หรือประสงค์แสวงหาความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องพระพุทธศาสนาให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ก็เช่นเรื่อง ๔๕ พรรษาของพระพุทธเจ้า เรื่องลักษณะ พระพุทธศาสนา เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องคำสอนทั่วไป ของพระพุทธศาสนา เป็นการอธิบาย พระพุทธศาสนา ในเชิงวิชาการ คือ แสดงความเป็นเหตุเป็นผล แสดงความสัมพันธ์ โยงใยกัน ระหว่างองค์ธรรมเป็นต้น. พระนิพนธ์ที่อธิบาย พระพุทธศาสนา ในระดับสูง เหมาะแก่ผู้ต้องการศึกษา คำสอนขั้นสูง ของพระพุทธศาสนา ต้องการความรู้ ความเข้าใจในคำสอน ของพระพุทธศาสนา อย่างละเอียด ถี่ถ้วนยิ่งขึ้น ก็เช่นเรื่อง สัมมาทิฏฐิ โสฬสปัญหา เป็นต้น ซึ่งเป็นการอธิบายคำสอนขั้นสูง ของพระพุทธศาสนา ในเชิงวิเคราะห์วิจารณ์ ตามแนวของหลักฐาน ในพระคัมภีร์ประกอบ กับการพิจารณาไตร่ตรอง ด้วยพระปรีชาส่วนพระองค์ ในลักษณะที่พระพุทธศาสนา เรียกว่า “ธัมมวิจยะ” หรือการวิจัยธรรม ผู้ที่อ่านหรือศึกษา พระนิพนธ์ประเภทนี้ จะต้องอ่านด้วยความไตร่ตรอง จึงจะได้รับอรรถรสของธรรม ที่ทรงนำมาอธิบายนั้น. พระนิพนธ์อีกลักษณะหนึ่ง ที่นับว่ามีคุณค่า ในด้านการศึกษาเป็นอย่างมาก ก็คือพระนิพนธ์เกี่ยวกับ พระพุทธศาสนา เชิงปฏิบัติ หรือว่า เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม ในพระพุทธศาสนา ได้แก่ เรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติ สมาธิกรรมฐาน ซึ่งเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ได้นิพนธ์ไว้จำนวนมากเช่นกัน การอธิบายธรรม ภาคปฏิบัติ ิหรือการอธิบาย เรื่องของการปฏิบัติธรรมนั้น นับว่ายาก ยิ่งเป็นการปฏิบัติธรรมชั้นสูง ก็ยิ่งยากแก่การอธิบาย ฉะนั้น ผู้ที่จะสามารถอธิบายธรรม ภาคปฏิบัติได้ดี จึงต้องเป็นผู้ปฏิบัติธรรม หรือมีประสบการณ์ในธรรม มาด้วยตนเอง. เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงเป็นทั้งนักปริยัติ (คือสำเร็จภูมิเปรียญธรรม ๙ ประโยค) และทรงเป็นทั้งนักปฏิบัติ (คือทรงปฏิบัติสมาธิกรรมฐาน ต่อเนื่องมาโดยตลอด) จึงทรงสามารถ อธิบายธรรมภาคปฏิบัติ ได้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน. ทรงนำความรู้เชิงปริยัติ และประสบการณ์ ทางปฏิบัติมาประยุกต์ อธิบายให้ผู้อ่านและผู้ฟัง เข้าใจในธรรมปฏิบัติเรื่องนั้น ๆ ได้ง่ายขึ้น พระนิพนธ์ประเภทนี้ ก็เช่นเรื่อง แนวปฏิบัติในสติปัฎฐาน การปฏิบัติทางจิต ธรรมกถาในการปฏิบัติอบรมจิต เป็นต้น พระนิพนธ์เหล่านี้ จึงนับว่าทรงคุณค่า สำหรับการศึกษา พระพุทธศาสนาภาคปฏิบัติ. แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ก็ได้ให้หลัก ในการศึกษาพระพุทธศาสนา ภาคปฏิบัติไว้ว่า “อธิบายทั้งปวง ก็เพื่อนำธรรมเข้าสู่จิต และปัญญาได้ฟังได้อ่านแล้วก็ให้ทิ้ง ๆ ไปเสีย กำหนดไว้แต่ตัวธรรมแท้ ๆ จะไม่มีหนักสมอง. ตัวธรรมนี้ อยู่ในความเข้าใจความจริง อาจอธิบายไม่ได้ เพราะไม่มีภาษาจะอธิบาย”. ผลงานด้านพระนิพนธ์ ของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ จึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่ายิ่ง ในด้านการศึกษา พระพุทธศาสนา ทั้งในด้านปริยัติ และในด้านปฏิบัติ. ผลงานของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งนับว่ามีคุณค่ายิ่ง ต่อการศึกษาของคณะสงฆ์ นั่นคือ พระดำริเกี่ยวกับการศึกษา ระดับอุดมศึกษา ของคณะสงฆ์ หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ว่า มหาวิทยาลัยสงฆ์. แต่เดิมมา คณะสงฆ์โดยส่วนรวม ยังมีท่าทีต่อการศึกษา ของมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง ในทางลบ เพราะเห็นว่า เป็นการส่งเสริม ให้พระภิกษุสามเณร ศึกษาเล่าเรียน วิชาการทางโลกมากเกินไป ซึ่งไม่น่าจะเป็นผลดี ต่อการปฏิบัติศาสนกิจ ของพระสงฆ์. ฉะนั้น มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง จึงไม่ได้รับการรับรอง และไม่ได้รับการสนับสนุน จากคณะสงฆ์ อย่างเป็นทางการตลอดมา เป็นเหตุให้มหาวิทยาลัยสงฆ์ ทั้งสองแห่ง ไม่อาจจะพัฒนาตนเอง ให้รุดหน้าไปได้ ทั้งในทางวิชาการ และในทางบริหาร. แต่ด้วยพระดำริ และแรงผลักดัน ของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ดังกล่าวมาแล้วในตอนต้น จึงทำให้มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง ได้รับการรับรองเป็น “การศึกษาของคณะสงฆ์” เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๒ ยังผลให้ทางราชการ รับรองวิทยฐานะ ของผู้สำเร็จการศึกษา จากมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งเป็นครั้งแรก ในเวลาต่อมา (คือ พ.ศ.๒๕๒๗). และต่อมามหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสอง แห่งก็ได้พัฒนาวิชาการ ให้ก้าวหน้า ไปอีกขั้นหนึ่ง คือ ได้เปิดหลักสูตรปริญญาโท ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๐.

คุณค่าด้านการปฏิบัติ

     ผลงานด้านพระนิพนธ์ และการสั่งสอน ของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ได้ให้สิ่งที่มีคุณค่า ทั้งต่อวงการศึกษา และประชาชนทั่วไป อีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ หลักหรือแนวทาง ในการศึกษาพระพุทธศาสนา ภาคปฏิบัติ ที่นิยมเรียกกันว่า “การปฏิบัติสมาธิกรรมฐาน”. พระนิพนธ์เกี่ยวกับธรรมปฏิบัติ ของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ดังที่ได้ระบุชื่อมาแล้วในตอนต้น นอกจากจะให้ความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม หรือการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานแล้ว ยังให้หลักการปฏิบัติ หรือแนวปฏิบัติสมาธิกรรมฐาน ที่ผู้สนใจทั่วไป สามารถนำไปศึกษา และฝึกปฏิบัติได้ด้วยตนเอง. คำสอนเรื่องการปฏิบัติ สมาธิกรรมฐาน ที่ทรงสอนนิสิตนักศึกษา หรือบุคลากร ในหน่วยงานต่างๆ ดังเช่นที่ปรากฏ ในพระนิพนธ์เรื่อง “หลักการทำสมาธิเบื้องต้น” เป็นการแสดงให้เห็นว่า เรื่องการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานนั้น มิใช่เป็นเรื่องที่มุ่งผล เฉพาะการบรรลุธรรมขั้นสูง หรือบรรลุนิพพานเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่สำคัญ และมีประโยชน์ แม้ต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น การศึกษา การทำงานเป็นต้น เพราะจิตใจที่ได้รับการฝึกหัดนั้น ย่อมมีพลังที่จะระงับอารมณ์ ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าได้ ซึ่งเท่ากับสามารถควบคุมจิตใจ ของตนได้นั่นเอง และย่อมมีพลังสมาธิดีขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ ต่อการทำงานทุกด้าน และในรายการบริหารทางจิต ที่ทรงแสดงทางสถานีวิทยุ อส. พระราชวังดุสิต ทุกเช้าวันอาทิตย์ ต่อเนื่องกันมา เป็นเวลาหลายปีนั้น ก็ทรงแสดงให้เห็นว่า การฝึกสมาธินั้น มิใช่จำเป็นสำหรับผู้ใหญ่ หรือว่าฝึกปฏิบัติได้ เฉพาะผู้ใหญ่เท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่สามารถฝึก และควรฝึกตั้งแต่วัยเด็ก เพราะจิตทุกระดับ ควรได้รับการฝึกหัด ยิ่งฝึกหัดได้มากเท่าไร ผลดีก็เกิดขึ้น แก่ผู้ฝึกหัดมากเท่านั้น. เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ จึงทรงเป็นผู้ริเริ่ม แนะนำเผยแพร่ ให้คนทุกระดับ ทั้งวัยเด็กและวัยผู้ใหญ่ สนใจฝึกหัดปฏิบัติ สมาธิกรรมฐาน พร้อมทั้งทรงแนะนำ วิธีการฝึกหัด ที่เหมาะสมแก่คนในวัยนั้น ๆ ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่า ต่อการพัฒนาจิตใจ พัฒนาจริยธรรม คุณธรรม ซึ่งผลรวมก็คือ การพัฒนาชีวิต ของคนทุกระดับให้ดีมีสุขขึ้น แนวพระดำริ และแนวปฏิบัติดังกล่าวนี้ ก็ได้รับการสานต่อ กระทั่งเกิดเป็นความนิยม แพร่หลายไปทั่ว ทั้งในสถานศึกษา และในหน่วยงานต่าง ๆ ทั่วไป.

คุณค่าชีวิตที่ให้ไว้แก่แผ่นดิน

     แม้ว่าเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ จะทรงดำรงพระชนมชีพ อยู่ในสมณเพศมาโดยตลอด แต่ความเป็นไป ในพระชนมชีพของพระองค์ สามารถยึดถือเป็นแบบอย่าง ในการดำเนินชีวิตที่ดีได้ สำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นบรรพชิต หรือคฤหัสถ์ เพราะแก่นแท้ของชีวิต หรือว่าส่วนที่เป็นความดีของชีวิต ที่ควรยึดถือเป็นแบบอย่าง ในการสร้างความดี ให้แก่ตนเองและสังคมนั้น ก็คือคุณธรรม และคุณธรรมนั้น ไม่ว่าจะเป็นคุณธรรมของบรรพชิต หรือคุณธรรมของคฤหัสถ์ ก็คือคุณธรรมอันเดียวกัน เช่น เมตตา กรุณา ไม่ว่าจะเป็นเมตตา กรุณา ที่มีอยู่ในจิตใจของพระ หรือมีอยู่ในจิตใจของชาวบ้าน ก็เป็นเมตตากรุณา อันเดียวกัน. พระประวัติชีวิต และผลงานของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ให้สิ่งที่มีคุณค่า ควรแก่การยึดถือเป็นแบบอย่าง ของคนทั่วไป อย่างน้อย ๒ ประการคือ ชีวิตแบบอย่าง และปฏิปทาแบบอย่าง.

ชีวิตแบบอย่าง

     ชีวิตของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ นั้น ก็ไม่แตกต่าง ไปจากชีวิตของคนทั่ว ๆ ไป คือ มีทั้งผิดหวัง และสมหวัง มีทั้งสำเร็จ และล้มเหลว มีทั้งดีใจ และเสียใจ แต่โดยที่ทรงมีคุณธรรม หลายประการ ที่โดดเด่น เป็นแกน หรือเป็นแก่นของชีวิต. ชีวิตของพระองค์ จึงมีความสมหวัง มากกว่าผิดหวัง มีความสำเร็จ มากกว่าความล้มเหลว และมีความดีใจ มากกว่าเสียใจ. กล่าวโดยรวมก็คือ ด้วยคุณธรรม อันเป็นแกนของชีวิตดังกล่าว พระองค์จึงทรงประสบความสำเร็จ หรือทรงเจริญก้าวหน้า ไปตามครรลอง ของชีวิตจนถึงที่สุด ดังเป็นที่ปรากฏอยู่ในบัดนี้ หากวิเคราะห์ ตามที่ปรากฏในพระประวัติ ก็จะเห็นได้ว่า พระคุณธรรม ที่โดดเด่น ในชีวิตของพระองค์ ก็คือ อดทน, ใฝ่รู้, กตัญญู, ถ่อมตน และคารวธรรม.

     พระคุณธรรม ประการแรก ที่ปรากฏเด่นชัด ในชีวิตของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ก็คือ ความอดทน (ขันติ). เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงมีพระสุขภาพอ่อนแอ ไม่แข็งแรงมาตั้งเยาว์วัย และมีผลสืบเนื่องมา จนถึงเมื่อทรงบรรพชาเป็นสามเณร. พระสุขภาพที่อ่อนแอ นับเป็นอุปสรรคสำคัญ ของการศึกษาเล่าเรียน พระองค์ต้องทรงใช้ความอดทนอย่างหนัก จึงสามารถผ่านพ้นอุปสรรคแต่ละขั้นตอนมาได้. ทรงเล่าว่า "บางครั้งเมื่อถึงเวลาสอบ ต้องทรงใช้ผ้าสักหลาด พันรอบอกหลายชั้น เพื่อไม่ให้เกิดอาการหนาวสั่น. ในเวลานั่งสอบ นอกจากจะต้องอดทน ต่อความไม่สมบูรณ์ ของร่างกายแล้ว ยังต้องอดทน ต่อเสียงค่อนแคะ ของเพื่อนร่วมสำนักอีกนานัปการ. แต่สิ่งเหล่านี้ แทนที่จะทำให้กำลังพระทัย ลดน้อยลง แต่กลับทำให้ทรงรู้สึกว่า จะต้องมีความอดทนมากขึ้น.

     พระคุณธรรมที่โดดเด่นประการต่อมา ก็คือ ความใฝ่รู้ (สิกขกามตา). เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงเป็นผู้ใฝ่รู้มาโดยตลอด. แม้เมื่อทรงเป็นพระมหาเถระแล้ว พระอัธยาศัยใฝ่รู้ของพระองค์ ก็ไม่เคยจืดจาง. ได้ทรงแสวงหาความรู้อยู่เสมอ ด้วยการทรงอ่านหนังสือ ทั้งที่เป็นหนังสือภาษาไทย และภาษาอังกฤษ. หนังสือดีมีประโยชน์ บางเรื่องที่ทรงอ่านแล้ว ยังทรงพระเมตตา แนะนำให้ ผู้ใกล้ชิดอ่านด้วย โดยมักมีรับสั่งว่า “เรื่องนี้เขาเขียนดี น่าอ่าน”.

     พระคุณธรรม ข้อกตัญญู ดังกล่าวมาแล้วในตอนต้นว่า เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงมี พระคุณธรรมข้อนี้อย่างเด่นชัด และทรงหาโอกาสสนองคุณ ของผู้ที่มีพระคุณต่อพระองค์ แม้เพียงเล็กน้อยอยู่เสมอ ดังเช่น เมื่อทรงได้รับพระราชทานสถาปนา เป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระญาณสังวร ก็ทรงรำลึกถึงพระคุณ ของสมเด็จพระสังฆราช (สุก ญาณสังวร) ที่ทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระญาณสังวร เป็นรูปแรก ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะหากไม่มีสมเด็จพระญาณสังวร (สุก) เป็นรูปที่ ๑ ก็คงไม่มีสมเด็จพระญาณสังวร คือ พระองค์เอง เป็นรูปที่ ๒. ฉะนั้น เมื่อถึงเทศกาลเข้าพรรษา จึงเสด็จไปถวายสักการะ พระรูปสมเด็จพระญาณสังวร (สุก) ที่วัดราชสิทธาราม เป็นประจำทุกปีตลอด. อีกกรณีหนึ่ง เมื่อครั้งทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมวราภรณ์ และทรงได้รับแต่งตั้งเป็น เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารใหม่ ๆ (พ.ศ.๒๕๐๔). คราวหนึ่ง สมเด็จพระสังฆราช (อยู่) วัดสระเกศ ได้ทรงปรารภกับพระองค์ ด้วยความห่วงใยว่า “เจ้าคุณ จะเอาวัดบวรไว้อยู่หรือ” ซึ่งหมายความว่า จะปกครองวัดบวรนิเวศวิหาร ที่เป็นพระอารามหลวงที่สำคัญ ทั้งมีพระเถระที่มีอาวุโสมากกว่า อยู่มากองค์ในขณะนั้น ให้เรียบร้อยได้หรือ ด้วยพระปรารภดังกล่าวนี้ เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงถือว่า สมเด็จพระสังฆราช (อยู่) ทรงมีพระเมตตา ต่อพระองค์ จึงทรงรำลึกถึงพระคุณ ของสมเด็จพระสังฆราช พระองค์นั้นอยู่เสมอ เมื่อถึงเทศกาลเข้าพรรษา จึงทรงไปถวายสักการะ สมเด็จพระสังฆราชพระองค์นั้น นับแต่เมื่อยังมีพระชนม์อยู่ และตลอดมาจนบัดนี้.

     พระคุณธรรม ข้อถ่อมตน (นิวาตะ) เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงมีความถ่อมพระองค์มาแต่ต้น. เพราะความถ่อมตน เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ จึงทรงเป็นพระเถระ ที่สงบเสงี่ยม สำรวมระวัง ตรัสน้อย และไม่ชอบแสดงตน ดังเช่น ในการสอนสมาธิกรรมฐาน พระองค์ก็มิได้แสดงพระองค์ว่า เป็นผู้รู้ หรือผู้เชี่ยวชาญกว่าใคร ๆ แต่มักตรัสว่า “แนะนำในฐานะผู้ร่วมศึกษา ปฏิบัติด้วยกัน”. บางครั้ง มีผู้กล่าวถึงพระองค์ว่า เป็นพระอาจารย์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงทราบ จะทรงแนะว่า ไม่ควรกล่าวเช่นนั้น เพราะใคร ๆ ไม่ควรที่จะอวดอ้างตนว่า เป็นครูอาจารย์ของเจ้าฟ้า เจ้าแผ่นดิน ทุกคนมีหน้าที่ต้องถวายงาน สนองพระราชประสงค์เท่านั้น”. อีกตัวอย่างหนึ่ง เจ้าพระคุณสมเด็จ ทรงเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม มาตั้งแต่ทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนโสภณ และทรงเป็นตลอดมาทุกสมัย ในการประชุมมหาเถรสมาคม แต่ละครั้ง เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ประทับเก้าอี้ท้ายแถวเสมอ. กระทั่งครั้งหนึ่ง สมเด็จพระสังฆราช (จวน) วัดมกุฎกษัตริยาราม ซึ่งทรงเป็นประธาน กรรมการมหาเถรสมาคม ในขณะนั้น ทรงทักแบบสัพยอก ด้วยพระเมตตาว่า “เจ้าคุณสานั่งไกลนัก กลัวจะเป็นสมเด็จหรือไง”.

     พระคุณธรรม ข้อคารวธรรม คือ ความเป็นผู้มีความเคารพ ต่อผู้ที่ควรเคารพ. คารวธรรม ประการแรกของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ก็คือความเคารพในพระรัตนตรัย.
     ความเคารพในพระพุทธเจ้านั้น ทรงแสดงออกด้วยการเคารพ ต่อพระพุทธรูป ในทุกสถานการณ์ ดังเช่น ทรงแนะนำภิกษุสามเณร อยู่เสมอว่า การลงโบสถ์ทำวัตรเช้าค่ำนั้น ก็เสมือนการไปเฝ้าพระพุทธเจ้าประจำวัน ทำให้รำลึกถึง พระพุทธคุณ จิตใจไม่ห่างไกลจากพระธรรม. ข้อที่ทรงแนะนำอีกประการหนึ่งก็คือ พระพุทธรูป ไม่ควรตั้งวางในที่ต่ำ หรือในที่ที่จะต้องเดินข้ามไปข้ามมาเป็นต้น.
     ความเคารพต่อพระธรรม ก็ทรงแสดงออก ด้วยการเคารพต่อพระคัมภีร์ เช่น พระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาทุกชนิด ทรงเก็บรักษาไว้ในที่สูงเสมอ ไม่เก็บไว้ในที่ที่ต้องเดินข้ามเดินผ่านเช่นกัน. แม้หนังสือธรรมทุกชนิด ก็ไม่ทรงวางบนพื้นธรรมดา ต้องวางไว้บนที่สูงเช่น บนโต๊ะ บนพานเป็นต้น. หากทรงเห็นใครวางหนังสือธรรมบนพื้น ก็จะตรัสเตือนว่า “นั่นพระธรรม อย่าวางบนพื้น”
     ความเคารพในพระสงฆ์ ก็ทรงแสดงออก โดยทรงมีความเคารพต่อ พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ หรือที่เรียกกันว่า พระกรรมฐานเป็นพิเศษ เช่น เมื่อมีพระกรรมฐานเป็นอาคันตุกะ มาสู่พระอาราม แม้จะเป็นผู้ที่มีอาวุโสน้อยกว่า ก็ทรงต้อนรับปฏิสันถาร ด้วยความเคารพ. พระคุณธรรมข้อนี้ ที่ปรากฏต่อสาธารณชนทั่วไปก็คือ ทรงแสดงความเคารพต่อพระเถระ ผู้มีอาวุโสมากกว่าพระองค์ทุกรูป ไม่ว่าพระเถระรูปนั้น จะเป็นภิกษุธรรมดา ไม่มียศศักดิ์อะไร หากมีอาวุโสพรรษามากกว่า พระองค์ก็ทรงกราบ แสดงความเคารพเสมอ. เมื่อมีพระสงฆ์จากที่ต่าง ๆ มาเข้าเฝ้า หากมีพระเถระผู้เฒ่ามาด้วย ก็จะทรงถามก่อนว่า “ท่านพรรษาเท่าไร” หากมีอายุพรรษามากกว่า จะทรงนิมนต์ให้นั่งบนอาสนะ และทรงกราบตามธรรมเนียม ทางพระวินัย. พระคุณธรรมเหล่านี้ ทำให้ชีวิต ของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ เป็นชีวิตที่งดงาม หรือกล่าวอย่างภาษาชาวโลกก็คือ เป็นชีวิตที่ประสบความสำเร็จ เป็นชีวิตที่สามารถยึดถือเป็นแบบอย่างได้ สำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นบรรพชิต หรือคฤหัสถ์ ไม่ว่าจะเป็นชีวิตทางโลก หรือชีวิตทางธรรม.

ปฏิปทาแบบอย่าง

     การกล่าวถึงพระคุณธรรม ในชีวิตของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ข้างต้นนั้น เป็นการมองชีวิต ของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ในภาพรวม เช่นกับชีวิตของคนทั่วไปว่า ทรงมีอะไรบ้าง ทรงทำอะไรบ้าง. แต่ถ้ามองชีวิตของพระองค์ ในฐานะที่ทรงเป็นพระสงฆ์รูปหนึ่ง ก็จะเห็นแบบอย่างของชีวิต ในทางธรรม ที่ชัดเจนอีกภาพหนึ่ง นั่นคือ ปฏิปทาแบบอย่าง สำหรับพระสงฆ์ทั่วไป. พระปฏิปทา อันเป็นแบบอย่างดังกล่าวก็คือ ความเป็นผู้ทรงปริยัติ และไม่ทิ้งปฏิบัติ, ความเป็นผู้สำรวมระวัง ในพระวินัย, ความเป็นผู้มักน้อยสันโดษ.
 
กลับด้านบน 
© Copyright 2004 watsomanas.com All Right Reserved. www.Stats.in.th